เรื่อง/ภาพ กิตติธัช สิงห์เสนา
ทุกปีในช่วงฤดูร้อนของเดือนเมษายน ก่อนที่เทศกาลสงกรานต์จะมาถึง สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่แล้ว ช่วงเวลานี้ไม่ได้เป็นเพียงการเตรียมตัวเข้าสู่ปีใหม่ไทย หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมความพร้อมสำหรับวัฏจักรชีวิตรอบใหม่ โดยเฉพาะการเพาะปลูกในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง
หนึ่งในพิธีกรรมสำคัญที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 200 ปี คือ “ศาลาเตเว” หรือ “ศาลาประจำปี” พิธีกรรมที่เปรียบเสมือนการกล่าวคำขอบคุณและขออนุญาตจากธรรมชาติ ก่อนที่ชุมชนจะเข้าไปใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงชีวิตมาอย่างยาวนาน ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชาวลาหู่ที่ยึดโยงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับผืนป่าอย่างลึกซึ้ง












สำหรับชาวลาหู่ในหมู่บ้านผามูบ อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก พิธีศาลาเตเวยังได้รับการเติมเต็มด้วย “พิธีสืบชะตาแม่น้ำ” เพื่อย้ำเตือนว่าธรรมชาติที่ชุมชนพึ่งพาไม่ได้มีเพียงผืนป่าเท่านั้น แต่แม่น้ำกกก็เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิต เศรษฐกิจ และจิตวิญญาณของผู้คนในหมู่บ้าน
พิธีกรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงสิทธิในการใช้ทรัพยากร แต่เป็นการแสดงความเคารพและความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เปรียบเสมือน “ภาษาทางสังคม” ที่ทำหน้าที่เป็นกติกาในการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล
มีการตั้งจุดประกอบพิธีทั้งหมด 6 จุด ได้แก่ สี่จุดตามทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก เพื่อคุ้มครองหมู่บ้านทั้ง 4 ทิศ และอีกสองจุดคือบริเวณริมแม่น้ำและใต้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อขอให้ผู้คนปลอดภัยจากการหาของป่า ล่าสัตว์ จับปลา และเล่นน้ำ พร้อมทั้งอธิษฐานให้พืชผลทางการเกษตรอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี
อีกหนึ่งภาพที่สะท้อนความหมายของพิธีกรรมได้อย่างชัดเจน คือการที่ทุกครัวเรือนนำอาหารมารวมกัน ครัวเรือนละหนึ่งหม้อใหญ่ ก่อนจะนั่งล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกัน การกินข้าวร่วมกันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางสังคม แต่เป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันของคนในชุมชน เป็นการประกาศให้รับรู้กันว่าการอยู่รอดของหมู่บ้านไม่เคยเป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน
แม้ในปัจจุบันชาวบ้านบางส่วนต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่ แต่พิธีศาลาเตเวยังคงทำหน้าที่ดึงผู้คนให้หวนกลับสู่รากเหง้าของตนเอง เป็นช่วงเวลาที่ความทรงจำและอัตลักษณ์ของชุมชนถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการเล่าเรื่อง การร่วมพิธี และการใช้ชีวิตร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนจากชาวบ้านที่กล่าวว่า “ในปัจจุบัน แม่น้ำกกจะไม่มีใครกล้าลงแล้ว” ได้ทำให้ความหมายของพิธีสืบชะตาแม่น้ำให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จากแต่เดิมที่เป็นเพียงพิธีกรรมทางวัฒนธรรม กลับกลายเป็นคำถามสำคัญต่อสังคมว่า เหตุใดแม่น้ำสายสำคัญที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องแล้ว
อีกทั้งยังหมายถึงการสูญเสีย “สมบัติส่วนรวม”และ สิทธิชุมชน ในทรัพยากรน้ำ ที่เคยเป็นทั้งแหล่งอาหาร ตลาด เส้นทางสัญจร และห้องเรียนธรรมชาติ แต่เมื่อแม่น้ำเจ็บป่วยเนื่องจากมีสารพิษปนเปื้อน ผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนมักเป็นชุมชนและผู้คนริมฝั่ง แม้พวกเขาจะไม่ใช่ผู้ก่อ แต่กลับต้องแบกรับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากร
ในบริบทปัจจุบัน พิธีสืบชะตาแม่น้ำยังทำหน้าที่เก็บรักษา “ความทรงจำร่วม” ของหมู่บ้าน เมื่อคนรุ่นใหม่ได้เข้าร่วมพิธี รับประทานอาหารร่วมกัน และรับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับผืนป่าและสายน้ำ พวกเขาจะตระหนักว่าบ้านของตนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้รากเหง้า แต่มีประวัติศาสตร์ มีความหมาย และมีความผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ว่าชาวลาหู่ในปัจจุบันจำนวนมากจะหันมานับถือศาสนา แต่พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคารพผี เช่น เจ้าป่า เจ้าเขา และเจ้าแม่คงคา ยังคงดำรงอยู่ โดยมีการประยุกต์ให้สอดคล้องกับความเชื่อใหม่ เช่น การผูกฝ้ายที่ข้อมือเพื่ออวยพรและเสริมสิริมงคล สิ่งนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ความเชื่อทางศาสนาจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติยังคงหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของชุมชน
ท้ายที่สุดแล้ว พิธีสืบชะตาแม่น้ำของชุมชนลาหู่ บ้านผามูบ จึงไม่ใช่เพียงการสืบสานวัฒนธรรม หากแต่ยังสะท้อนให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะที่สายน้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากการแสวงหาผลประโยชน์ของมนุษย์
————
