ภายหลังจากที่กรมควบคุมมลพิษ(คพ.) รายงานว่าตรวจพบตะกอนดินมีค่าสารหนูสูงถึง 296 มก./กก.ในแม่น้ำโขงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำซึ่งสูงกว่ามาตรฐานถึง 9 เท่า ขณาที่อีก 2 จุดตรวจในแม่น้ำโขงบริเวณ ต.เวียง และหมู่บ้านสบกก ก็พบสารหนูสูงเช่นเดียวกันซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษระบุว่าสูงเทียบเท่ากับปากเหมืองแร่ในหลายพื้นที่ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ “เสี่ยง”ต่ออันตรายอย่างยิ่ง
ผู้สื่อข่าวได้ลงสำรวจพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ บริเวณปากแม่น้ำรวกไหลลงแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568ซึ่งพบว่าดินริมฝั่งมีสีเทาอมน้ำตาล บางส่วนออกไปทาง “เทาหม่น” ในน้ำขุ่นข้น เนื้อดินมีความละเอียดสูงมาก ไม่เห็นเศษหินหรือทรายหยาบปน เมื่อสังเกตตามขอบตลิ่งจะพบโคลนเหลวที่พร้อมจะดูดเกาะติดผิวหนังทันทีเหยียบลงไปเมื่อผิวสัมผัส ขณะที่บนฝั่งดินเริ่มจับตัวเป็นก้อน มีรอยหยักและหลุมบ่อ ซึ่งช่วงนี้ระดับแม่น้ำโขงเพิ่งลดลง ตะกอนดินเหนียวเหล่านี้วาวมีความลื่น ขึ้นมาบนฝั่งห่างจากแม่น้ำดินแห้งขอดก็จะแตกตัวแผ่ขยายเป็นแผ่นๆ
ปริมาณสารหนู 296 มก/กก. ที่ปนเปื้อนในตะกอนดินบริเวณนี้ คพ.รายงานไว้ในเพจตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน ก่อนเริ่มเทศกาลสงกรานต์ แต่ดูเหมือนข้อมูลสำคัญนี้จะถูกทำให้เงียบกริบไปในช่วงวันหยุดยาว ท่ามกลางความกังวลเรื่องตัวเลขหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
แต่ที่น่ากังวลใจคือมีการวางเครื่องสูบน้ำต่อท่อขึ้นมาบนฝั่งเพื่อสูบน้ำจากแหล่งสะสมมลพิษขึ้นไปเล่นสงกรานต์ และไม่ใช่เพียงจุดเดียว แต่ยังพบอีกหลายจุดตลอดแนวริมฝั่งน้ำตั้งแต่สามเหลี่ยมทองคำไปจนถึงตัวเมืองเชียงแสน โดยบางจุดมีผู้คนเล่นสาดน้ำอย่างหนาแน่นและประชาชนต่างติดตั้งเครื่องสูบน้ำกันเองสร้างความสนุกสนานบนความเสี่ยงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ผู้สื่อข่าวรายงานได้สืบค้นข้อมูลพบคำแนะนำทางพิษวิทยาว่า “หากพื้นที่ใดมีสารหนูในระดับวิกฤต ห้ามเดินลุยโดยไม่สวมรองเท้าบูทยางทรงสูง และต้องมีอุปกรณ์ป้องกันการสัมผัสอย่างเคร่งครัด”อย่างไรก็ตามจนถึงวันนี้ นอกจากคำเตือนเรื่องการเลี่ยงบริโภคสัตว์หน้าดินอย่าง กุ้ง หอย และเครื่องในปลา ในแม่น้ำกก สาย รวก และโขงแล้ว ยังไม่มีการประกาศเตือนจากทางการ หรือการลงชุมชนแจ้งถึงอันตรายจากการสัมผัสน้ำโดยตรง แม้หลังสงกรานต์จะมีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงรายแล้ว แต่กลับยังไม่มีมาตรการที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
“ยังไม่มีการกันคนออกจากพื้นที่เสี่ยงอันตราย หรือวางแนวทางการปฏิบัติตัวในพื้นที่การปนเปื้อน 296 mg/kg แห่งนี้” ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าว ซึ่งพวกเขายังคงใช้ชีวิตตามปกติ
คำถามคือทำไมการตัดสินใจโต้ตอบสถานการณ์วิกฤตจึงล่าช้า? แผนการเก็บข้อมูลที่ควรจะเป็นรูปธรรมดูเลือนลาง แม้จะมีการยอมรับว่าต้องศึกษาสภาพพื้นที่เพิ่มเติม ทั้งการวัดค่าสำคัญในตะกอน (AVS, Organic \ Carbon, Kd) เพื่อตรวจสอบการ ‘ตรึง’ สารหนูไม่ให้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร แต่ความเสี่ยงที่มวลพิษจะละลายกระจายไปยังชุมชนนั้นมีอยู่จริง สามารถเกิดขึ้นได้ และหลายกิจกรรมในบริเวณนี้อาจเป็นตัวเร่งให้มันเคลื่อนย้ายและแพร่กระจายไปไกลกว่าเดิม
อีกคำถามสำคัญคือ “เราต้องเก็บข้อมูล วิเคราะห์ วิจัยให้เสร็จก่อน หรือควรปกป้องคนก่อน?” ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นกว่าจะได้ผลสรุปของการวิจัย สารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ อาจกระจายไปถึงไหนแล้ว เหมือนที่มากระจุกตัวมหาศาลที่แม่น้ำโขงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ขณะที่ประชาชนพื้นที่เชียงราย เชียงใหม่ ต้องคอยขับเคลื่อนต่อสู้ให้รัฐจัดการปัญหาและบรรเทาผลกระทบมากว่า 1 ปีเต็ม แต่สถานการณ์กลับรุนแรงขึ้นเพราะไร้การตั้งรับที่เหมาะสมจากภาครัฐ
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังขึ้นทุกวันคือ การบิดเบือนข้อมูลเพื่อลดระดับการป้องกันสุขภาพคนในชุมชน ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณและทรัพยากร รัฐและหน่วยงานอาจเลือกให้ข้อมูลที่ “ลดความกังวลแต่ไม่ป้องกันความเสี่ยง” ปล่อยให้ชาวบ้านยอมจำนนในสถานการณ์ที่สิ้นหวังความทุกข์ทับถมจากหลายวิกฤติจนชาชิน ละทิ้งความสนใจและสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบางที่ควรได้รับการปกป้องทันที และการเตรียมตั้งรับที่เข้มข้น เพราะขนาดปัญหาใหญ่ และมีสารพิษพร้อมเติมอยู่ตลอดเวลาเมื่อต้นทางยังไม่หยุด
การแก้ไขปัญหามลพิษโลหะหนักเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์วงรอบความเสียหาย โดยเฉพาะเมื่อมีปริมาณสารพิษมาเติมอย่างไม่รู้จบจากเหมืองแร่แหล่งกำเนิดมากกว่า 800 แห่ง ที่กระจายเต็มพื้นที่แม่น้ำสาขาและแม่น้ำโขงในประเทศเพื่อนบ้านเหนือเชียงรายขึ้นไป ทว่าปฏิบัติการตั้งรับกลับมีขนาดเท่าเดิม แต่ละหน่วยงานแยกกันทำงานตามหน้าที่อย่างอัตคัดขัดสน
เวลานี้มวลสารพิษมหาศาลกองอยู่หน้าบ้านและในบ้าน แต่รัฐกลับทำเพียงรอข้อมูลรอผลวิจัยและปฏิบัติโต้ตอบสถานการณ์อย่างกระเบียดกระเสียร เหมือนทำตามกระบวนการให้ผ่านไปวันๆ แต่ไร้ความจริงใจในการแก้ไขที่ต้นเหตุหรือเจรจาเชิงรุกกับเพื่อนบ้าน
ในขณะที่นักวิชาการ “บางคน”ที่ได้รับความเชื่อถือจากทางจังหวัดลากเอาบริษัทเอกชนเข้ามาหาข้อมูลหวังกอบโกยผลประโยชน์สำหรับอนาคต และ “เสี่ยง”เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน(Conflict of Interest) ท่ามกลางความทุกข์ยากของประชาชน เช่นเดียวกับการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือของบางหน่วยงานที่ขาดความโปร่งใสเพียงเพราะ “ค่าหัวคิว”โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาวบ้านที่กำลังเผชิญความรุนแรงของสารโลหะหนักในแม่น้ำและห่วงโซ่อาหาร
หลายคนถามต่อไปว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น หรือเพราะเบื้องหลังความเงียบงันของหน่วยงานรัฐและรัฐบาลเกิดจากห่วงโซ่อุปทานสายแร่ ทั้งแรร์เอิร์ท ทองคำ และแร่ยุทธศาสตร์ ที่ราคาพุ่งกระฉูดในตลาดโลก ซึ่งผู้มีอำนาจ ทุนในประเทศและมหาอำนาจที่ได้ประโยชน์ ตั้งใจทำให้สาธารณชน “มองไม่เห็น” ทั้งๆที่ความจริงที่ปรากฏคือพิษจากเหมืองกำลังไหลลงสายน้ำอย่างต่อเนื่อง ฆ่าประชาชน แหล่งแหล่งอาหารของคนลุ่มน้ำโขงอย่างเลือดเย็น โดยมี “ความไม่สนใจ” เป็นอาวุธที่ร้ายแรงที่สุด
เครื่องสูบน้ำที่วางตลอดริมลำน้ำโขงใน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพื่อสูบน้ำแม่น้ำโขงมาเล่นสงกรานต์ ขณะที่ประชาชนกำลังสนุกสนานท่ามกลางความอ้าวร้อนของอากาศ แม่น้ำโขงจึงเป็นที่พึ่งสำคัญของประชาชน ภาพเหล่านี้ช่วยสะท้อนให้เห็นการทำงานของหน่วยงานราชการและรัฐบาลได้ชัดแจ๋ว
ในวันที่สารโลหะหนักกำลังทำงานในขั้นตอนสะสมพิษในร่างกาย ความปกติสุขยังคงดำเนินต่อไป หน่วยงานรัฐก็พยายามหาคำอธิบายให้ประชาชนสบายใจไปวันๆ แต่ในวันหนึ่งวันใดที่สารพิษนั้นมีพลังเพียงพอ ถามว่าใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบกับสุขภาพและชีวิตของประชาชนที่ได้รับผลจากภัยร้ายนี้



