เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ศ.กนกวรรณ มะโนรมย์ นักวิชาการศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เปิดเผยถึงสถานการณ์แม่น้ำโขงในภาคอีสานซึ่งกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)เคยพบสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน และล่าสุดชาวประมงยังพบปลาแข้ป่วยในลักษณะเดียวกับที่เคยพบในแม่น้ำโขง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานมาแล้วกว่า 1 ปี ว่า ในช่วงระยะหลัง ชุมชนริมโขงจำนวนหนึ่งเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของน้ำและทรัพยากรประมง ขณะเดียวกันการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมในบางพื้นที่ได้ชี้ถึงการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในตะกอนและระบบนิเวศน้ำจืด
“ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การค้นพบปัญหาใหม่แต่คือการทำความเข้าใจกับปัญหาที่เริ่มปรากฏชัดขึ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่งความเสี่ยงได้ถูกมองเห็นแล้วแต่ยังไม่ถูกยอมรับในระดับนโยบายอย่างเพียงพอ”ศ.กนกวรรณ กล่าว
ศ.กนกวรรณกล่าวว่า ปัญหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนักมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในอดีต โดยเฉพาะในกรณีของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบเชิงกายภาพอย่างชัดเจนในกรณีของสารโลหะหนัก ผลกระทบมักเกิดขึ้นในลักษณะ “สะสม” (cumulative effect) มากกว่าการเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน สารปนเปื้อนสามารถตกค้างในตะกอน เคลื่อนผ่านห่วงโซ่อาหาร และเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ในระยะยาว ลักษณะเช่นนี้ทำให้ความเสี่ยง ไม่ปรากฏในรูปของวิกฤตทันที แต่ค่อยๆ ก่อตัว และขยายตัวในระยะยาว ในเชิงนโยบาย ความเสี่ยงประเภทนี้มักถูกมองข้าม เนื่องจากไม่สร้างแรงกดดันทางการเมืองในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม งานศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบสะสมมีแนวโน้มก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมและสุขภาพที่สูงกว่ามากในระยะยาว
ในบางกรณี การตอบสนองยังคงอยู่ในลักษณะของการรอข้อมูลเพิ่มเติม หรือการประเมินสถานการณ์อย่างระมัดระวัง ซึ่งแม้จะเป็นแนวทางที่เข้าใจได้ในเชิงวิชาการ แต่ในกรณีของความเสี่ยงสะสม การชะลอการตัดสินใจอาจนำไปสู่ต้นทุนที่สูงขึ้นในอนาคต กล่าวได้ว่า “การไม่ตัดสินใจคือการตัดสินใจในอีกรูปแบบหนึ่ง”
(อ่านรายละเอียดบทความโดย ศ.กนกวรรณ ใน https://transbordernews.in.th/home/?p=45913 )
ศ.กนกวรรณ กล่าวถึงข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ประการคือ 1.ควรยกระดับการจัดการจากการติดตามสภาพน้ำในพื้นที่รับผลกระทบ ไปสู่การทำบัญชีแหล่งกำเนิดมลพิษและจุดเสี่ยงอุบัติภัยตลอดลุ่มน้ำ โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีโอกาสปล่อยโลหะหนักหรือสารพิษ เช่น เหมืองแร่
2.ควรพัฒนาระบบ เตือนภัยและเปิดเผยข้อมูลมลพิษข้ามพรมแดนแบบทันเวลา ให้มากกว่าการรายงานเชิงเทคนิคเป็นรอบปี แม้ MRC จะมีกลไก Procedures for Water Quality และมีเครือข่ายติดตามคุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงอยู่แล้ว แต่ลักษณะของปัญหาสารพิษและโลหะหนักจำเป็นต้องมีการแจ้งเตือนที่รวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงได้สำหรับหน่วยงานท้องถิ่น ชุมชน และผู้ใช้น้ำปลายน้ำด้วย
3.จำเป็นต้องผลักดันให้หลัก ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย กลายเป็นมาตรการปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงหลักการ กล่าวคือ หากกิจกรรมใดมีความเสี่ยงสูงต่อการปล่อยมลพิษลงสู่ลำน้ำสาธารณะ กิจกรรมนั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการป้องกัน เฝ้าระวัง ฟื้นฟู และชดเชยความเสียหาย ไม่ควรปล่อยให้ต้นทุนด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารตกอยู่กับรัฐหรือชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ
4.ควรเสริมบทบาทของชุมชนจากการเป็น “ผู้เฝ้าระวัง” ไปสู่การเป็น ผู้ร่วมกำหนดระบบติดตามและการตอบสนอง เพราะในพื้นที่จริง
“ปัญหาสารพิษในแม่น้ำโขงไม่ใช่เรื่องของคุณภาพน้ำเพียงอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ความเป็นธรรม และอนาคตของผู้คนที่ยังต้องพึ่งพาแม่น้ำสายนี้ในการดำรงชีวิต หากรัฐยังคงรอให้ความเสียหายปรากฏชัดเจนกว่านี้ก่อนจึงค่อยลงมือ ต้นทุนที่ต้องจ่ายอาจไม่ใช่เพียงการฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่รวมถึงสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และความเชื่อมั่นของสังคมที่สูญเสียไปด้วย เพราะฉะนั้น เวลาของการรับรู้ได้ผ่านไปแล้ว และเวลาของการจัดการที่จริงจังย่อมไม่อาจเลื่อนออกไปได้อีก”ศ.กนกวรรณ กล่าว
ขณะที่เครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดและภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมออกจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องนายกฯ เร่งตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนแม่น้ำโขง โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ชาวประมงในอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จับปลาแค้ในแม่น้ำโขง มีลักษณะลำตัวผิดปกติ คือ มีตุ่มขนาดเล็กและใหญ่ กระจายไปตามลำตัว เงี่ยง ครีบและหางปลา ซึ่งไม่เคยพบเห็นปลาที่มีลักษณะผิดปกติเช่นนี้มาก่อน และมีสภาพเช่นเดียวกับปลาแค้ ที่จับได้ในแม่น้ำโขงในภาคเหนือเมื่อต้นปี 2568 ก่อนจะมีการตรวจพบสารโลหะหนักจำนวนมากปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวกและแม่น้ำโขงในภาคเหนือ
จดหมายระบุว่าผลการตรวจคุณภาพน้ำโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 (อุดรธานี) พบการปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำโขงในเขตจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬและนครพนมตลอดปี 2568 และพบการปนเปื้อนสารหนูเกินค่ามาตรฐานในเดือนสิงหาคม 2568 เช่นกัน ขณะที่ด้านต้นน้ำแม่น้ำโขงที่ จังหวัดเชียงราย ยังคงตรวจพบการปนเปื้อนสารหนูทั้งในน้ำและในตะกอนดินจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งการตรวจพบโลหะหนักอื่น ๆ ในปลา และผลผลิตการเกษตร ถึงแม้ว่าปริมาณที่ตรวจพบจะยังไม่เกินค่ามาตรฐานก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสะสมของสารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ในห่วงโซ่อาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถึงแม้ว่าในขณะนี้ จะยังไม่สามารถเชื่อมโยงได้โดยตรงระหว่างการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำโขง กับอาการผิดปกติที่พบในปลาแค้เป็นครั้งแรกในภาคอีสานนี้ แต่ก็เป็นเหตุการณ์ในรูปแบบเดียวกันกับปัญหาการปนเปื้อนสารพิษโลหะหนักในภาคเหนือ
จดหมายระบุว่าขอเรียนต่อ นายกรัฐมนตรี ได้มีบัญชาให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการในมาตรการติดตาม เฝ้าระวัง ในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักประกันในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดี และเศรษฐกิจของชุมชนที่มั่นคง ดังนี้ 1. ให้มีการตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนดิน ใน 7 จังหวัดติดแม่น้ำโขงภาคอีสาน อย่างน้อยจังหวัดละ 3 จุด และสอดคล้องกับจุดบรรจบของลำน้ำสาขาสายหลักของทั้งประเทศไทยและสปป.ลาว เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีอาณาเขตติดแม่น้ำโขงเป็นระยะทางไกลมาก และมีการตรวจอย่างสม่ำเสมอเดือนละ 2 ครั้ง เช่นเดียวภาคเหนือ
2.ให้มีการตรวจคุณภาพน้ำประปา ที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำโขง ทั้งในส่วนของการประปาส่วนภูมิภาคภูมิภาคและการประปาของหมู่บ้าน และมีการตรวจอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง 3. ให้มีการตรวจปลา สัตว์น้ำ สัตว์หน้าดินและพืชผักริมโขง อย่างน้อยจังหวัดละ 3 จุด 4. ให้มีการตรวจเลือด ปัสสาวะและสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงการปนเปื้อนสารพิษโลหะหนัก ตลอด 7 จังหวัดภาคอีสาน
3. ให้มีการตรวจสอบที่มาของสารพิษโลหะหนัก ทั้งที่มาจากแม่น้ำโขงจากภาคเหนือ และลำน้ำสาขาจากประเทศสปป.ลาว และกำหนดมาตรการระหว่างประเทศเพื่อยับยั้งหรือควบคุมแหล่งกำเนิดสารพิษโลหะหนักทั้งหมดนี้
นายชาญณรงค์ วงศ์ลา เครือชายภาคประชาชนกล่าวว่า การพบปลาติดเชื้อ 3 ตัวในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน ที่ผ่านมา สร้างความกังวลใจให้กับชาวประมงและประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำโขงเป็นอย่างยิ่ง หลังจากนี้ทางกลุ่มรักษ์เชียงคานและเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขงภาคอีสาน จะส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงนายรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เร่งให้ดำเนินการตามข้อเรียกร้องทั้ง 5 เนื่องจากพวกเราทราบว่า มีการทำเหมืองแร่ทั้งเหมืองแบบขุดตะกอนและเหมืองทองคำจำนวนมากในเขตพื้นที่สปป.ลาว ตรงข้ามอำเภอเชียงคานและอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
