เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 นายชัยวัฒน์ พาระคุณ ชาวประมงพื้นบ้านและสมาชิกเครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำโขง ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย เปิดเผยถึงกรณีที่มีการตรวจพบปลาแข้แม่น้ำโขงป่วย ที่ อ.เชียงคาน จ.เลยว่า ชาวบ้านในพื้นที่ได้ส่งต่อข้อมูลกันอย่างรวดเร็ว เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของปลาอย่างเดียว แต่กระทบไปถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หรือลูกค้าที่มาซื้อปลาด้วย
“เดิมทีปลาก็หายากอยู่แล้ว พอมีข่าวแบบนี้ คนก็ยิ่งไม่กล้าซื้อ ไม่กล้ากิน ทำให้รายได้ของชาวประมงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ที่น่ากังวลมากคือเรื่องสารพิษในน้ำ เพราะชุมชนริมโขงจำนวนมากยังต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำโขงในการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะระบบประปาหมู่บ้านที่สูบน้ำจากแม่น้ำโดยตรง”นายชัยวัฒน์ กล่าว
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ตอนนี้เราพยายามรับมือกันเบื้องต้น โดยใช้วิธีสังเกตปลาที่จับได้ ถ้ามีลักษณะเป็นแผลหรือมีความผิดปกติที่ไม่ใช่จากเครื่องมือประมงก็จะไม่นำมาบริโภค และจะพยายามแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ
นางกุลญดา ทอนมณี ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ(สคพ.)9 อุดรธานี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน คณะเจ้าหน้าที่ของสคพ. 9 ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างแม่น้ำโขง 3 จุดโดยจุดแรกคือจุดที่แม่น้ำโขงไหลเข้าประเทศไทยที่ อ.เชียงคาน จุดสองคือจุดที่พบปลาป่วยใน อ.เชียงคาน และจุดที่ 3 คือแก่งคุดคู้ ซึ่งจุดแรกและจุด 3 เป็นจุดที่เก็บตัวอย่างน้ำตรวจอยู่แล้ว และได้ใช้ชุดตรวจภาคสนามตรวจดูพบว่า ค่าสารหนูอยู่ที่ 0.005 ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐาน ส่วนผลการตรวจในห้องแล็ปจะออกภายใน 2 สัปดาห์
ผอ.ลงวั้นที่ 23 สำรวจข้อมูลแล
“เราตรวยสอบคุณภาพน้ำมาหลายปี ยากเว้นช่วง 3 เดือน กรกฎาคม เมื่อปีก่อนที่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ตอนนี้น้ำไหลเชียวและมีความขุ่นมาก เป็นไปได้ว่าสารโลหะหนักมากับตะกอน เราพยายามหาแหล่งที่มา แต่เมื่อกรวดน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆที่ไหลลงแม่น้ำโขงในฝั่งไทยก็ไม่พบค่าสารหนู
ขณะที่ธิติยาพร สุขขะ ประธานสมาคมเยาวชนฮักแม่น้ำโขง กล่าวว่า ประเด็นเรื่องแม่น้ำปนเปื้อนหรือความผิดปกติของปลา เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากสำหรับคนในชุมชน โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ที่เขาอยู่กับแม่น้ำมาตั้งแต่เด็กจนโต เขาจะมีความเชื่อว่าแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายใหญ่ มีปริมาณน้ำมาก ไม่น่าจะมีสารปนเปื้อนอะไรได้ง่าย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราพยายามพูดถึงความเสี่ยงหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้น หลายคนก็จะไม่เชื่อ หรือมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว”
“ในฐานะที่เราทำงานกับเยาวชน พวกเราเลยเลือกใช้วิธีสื่อสารผ่านเด็กและคนรุ่นใหม่มากกว่า ทั้งการรณรงค์เรื่องขยะ การให้ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม และการอธิบายผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงในชีวิตประจำวัน รวมถึงการพาน้องๆ ทำกิจกรรมเพื่อเรียนรู้การปรับตัวอยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าในความเป็นจริงเราจะอยู่ปลายน้ำและไม่สามารถควบคุมต้นเหตุได้มากนัก”ธิติยาพร กล่าว
ประธานสมาคมเยาวชนฮักแม่น้ำโขง กล่าวว่า อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องความเชื่อมั่นในข้อมูลโดยคนในชุมชนส่วนใหญ่จะรอข้อมูลที่เป็นทางการ หรือผลตรวจที่มีความชัดเจนจากหน่วยงานรัฐก่อนถึงจะเชื่อ เพราะถ้าเป็นการบอกเล่ากันเอง มักจะไม่ได้รับความเชื่อถือมากนัก
ด้านนายอภิสิทธิ์ พันธ์วิไล หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ในมุมมองของการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ประเด็นปลาป่วยเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยของประชาชน เพราะเมื่อมีความกังวลเรื่องน้ำปนเปื้อนหรือปลามีความผิดปกติ สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือคนไม่กล้าใช้น้ำ ไม่กล้าบริโภคปลา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ อาหาร และวิถีชีวิตของชุมชนริมโขง
“เรื่องปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนนั้น ส่งผลกระทบต่อสิทธิในการประกอบอาชีพของชาวประมงด้วย เพราะเมื่อผู้บริโภคไม่มั่นใจ ปลาที่จับมาได้ก็ขายไม่ได้ หรือขายได้ยากขึ้น ชาวประมงจำนวนมากพึ่งพารายได้จากการหาปลาเป็นหลัก เรื่องนี้จึงเชื่อมโยงไปถึงความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” อภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญในสถานการณ์นี้คือการเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานราชการอย่างโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นผลการตรวจคุณภาพน้ำ การตรวจสารปนเปื้อน หรือโลหะหนัก เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม รวมถึงควรมีคำแนะนำที่ชัดเจนว่ากิจกรรมใดควรหลีกเลี่ยงในช่วงนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับสุขภาพของประชาชน
ด้านนายสถิต ทองพันธ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านพันลำ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ กล่าวว่า ได้ทราบข่าวการพบปลาแข้ป่วยในพื้นที่อำเภอเชียงคานแล้ว แต่ไม่ได้กังวลเรื่องปลามากนัก เนื่องจากปัจจุบันปลาในแม่น้ำโขงมีจำนวนลดลงอย่างมาก อีกทั้งชาวบ้านที่ประกอบอาชีพหาปลาก็เหลือน้อยลง สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการสร้างเขื่อนในลำน้ำโขง รวมถึงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 ซึ่งมีการใช้สารเคมีในการผสมปูน ส่งผลให้ปลาไม่เข้ามาวางไข่หรืออาศัยอยู่บริเวณริมตลิ่งเหมือนในอดีต
“สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคืออนาคตของแม่น้ำโขง ว่าจะยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกนานเพียงใด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องมลพิษและการปนเปื้อนของน้ำ แม้ตอนนี้ในจังหวัดบึงกาฬจะยังไม่พบความผิดปกติใด ๆ ชาวบ้านยังคงสูบน้ำจากแม่น้ำโขงขึ้นมาใช้ผลิตน้ำประปา ใช้ในการเกษตรริมตลิ่งเป็นประจำทุกวัน หากในอนาคตน้ำในแม่น้ำโขงเกิดการปนเปื้อนรุนแรง จนไม่สามารถนำมาใช้ได้ จะเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของชุมชน เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีแหล่งน้ำสำรองอื่นที่เพียงพอรองรับความต้องการสำหรับชุมชนได้”นายสถิต กล่าว
ขอบคุณภาพจากนายชัยวัฒน์ พาระคุณ
