Search

ปฏิรูปโครงสร้างแรงงาน รองรับความเปลี่ยนแปลง

ขบวนการแรงงานเป็นพลังสายหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยตั้งแต่ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และการจัดงานวันกรรมกรสากลซึ่งเป็นวันแรงงานแห่งชาติ หรือที่เรียกสั้นๆว่าวันเมย์เดย์(May Day) ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ต่อรองกับผู้ครองอำนาจรัฐอย่างได้ผลมายาวนาน ก่อนที่พลิกผันในช่วงรัฐประหาร 2534

พลังของผู้ใช้แรงงานถูกกัดกร่อนลดลงเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ ขบวนการแรงงานกลายเป็นเพียงพลังสายเล็กๆที่กระจัดกระจายและเต็มไปด้วยความแตกแยก ที่น่าสนใจกว่านั้นคือการที่คนบางกลุ่มที่อ้างตัวเองว่าเป็นผู้นำแรงงาน ได้ใช้ช่องว่างของกฎหมายและช่องว่างทางอุดมการณ์เหยียบหัวคนงานเข้าไปแสวงหาประโยชน์จากทางการในตำแหน่งต่างๆที่เป็นไตรภาคี

การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติที่เคยเป็นเครื่องมือทรงพลังใจการเจรจาต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานได้สิ้นความศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ผู้นำแรงงานในกลุ่มสภาองค์การลูกจ้างรับงบประมาณจากกระทรวงแรงงานมาทำกิจกรรมเพื่อให้รัฐบาลได้สื่อสารไปถึงลูกจ้าง

“การจัดงานวันแรงงานในแต่ละปี แม้จะยังคงเป็นพื้นที่สำคัญในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของขบวนการแรงงาน แต่บทบาทและความหมายได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก” อ.แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา นักวิชาการผู้คร่ำหวอดในสถานการณ์การแรงงานมายาวนาน สะท้อนภาพการจัดงานวันแรงงานยุคปัจจุบันได้ชัดเจน

“จากเดิมที่เป็นเวทีของแรงงานจากหลากหลายภาคส่วนซึ่งรวมตัวกันอย่างกว้างขวางเพื่อสะท้อนข้อเรียกร้องและต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง ปัจจุบันกลับมีลักษณะเป็นกิจกรรมที่ถูกจัดตั้งอย่างเป็นทางการมากขึ้น ภายใต้การสนับสนุนของภาครัฐ จนทำให้บรรยากาศของการเคลื่อนไหวลดทอนความเข้มข้นลง และกลายเป็นเพียงพิธีกรรมประจำปีที่มีการยื่นข้อเรียกร้อง รับปาก และจบลงโดยไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม”

อ.แลผ่านสถานการณ์แรงงานไทยตั้งแต่ยุคที่ขบวนการแรงงานยังเฟื่องฟูและมีพลังต่อรองกับผู้มีอำนาจบ้านเมืองได้อย่างเห็นผล จนมาถึงยุคปัจจุบันที่แทบไม่เหลือพลังที่จะทำเพื่อผู้ใช้แรงงาน

“การผลักดันประเด็นแรงงานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง จำเป็นต้องก้าวข้ามการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายและกฎหมาย โดยต้องมีการนำข้อเรียกร้องเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติอย่างจริงจัง รวมถึงสร้างเวทีเฉพาะสำหรับประเด็นแรงงาน ที่เปิดให้ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร พรรคการเมือง และตัวแทนแรงงาน ได้ร่วมกันหารือเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน โดยยึดผลประโยชน์ของแรงงานเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ให้แรงงานเป็นเพียงองค์ประกอบของกลไกรัฐ” วุฒิสมาชิกที่เชี่ยวชาญด้านแรงงานท่านนี้เห็นภาพแจ่มชัด แต่ดูเหมือนในบริบทของขบวนการแรงงานและรัฐบาลกลับมีปัญหา ทำให้ประเด็นความเดือดร้อนต่างๆของลูกจ้าง ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร

เมื่อถามถึงประเด็นเร่งด่วนด้านแรงงานในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน อ.แลกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายและระบบการคุ้มครองแรงงานให้สอดรับกับรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานแพลตฟอร์ม คนทำงานอิสระ หรือการจ้างงานแบบเป็นงานชิ้น ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วหลังสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่กฎหมายแรงงานไทยยังตั้งอยู่บนสมมติฐานแบบเดิม คือความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในโรงงานหรือสำนักงาน ทำให้ไม่สามารถคุ้มครองแรงงานรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องยกเครื่องกฎหมายแรงงานทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่รวมถึงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ กฏหมายประกันสังคม และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติด้วย หากยังคงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่แตะรากฐาน ปัญหาแรงงานก็จะวนเวียนอยู่เช่นเดิม และไม่สามารถรองรับทิศทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในอนาคตได้”

เมื่อถามว่าทุกวันนี้การคุ้มครองแรงงานไทยยังไม่ทั่วถึง ขณะที่แรงงานข้ามชาติยิ่งมีปัญหาหนัก หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปเช่นนี้จะเกิดอะไรขึ้น อ.แลกล่าวว่า ประเทศไทยจะเผชิญกับข้อจำกัดสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการค้าและการเข้าร่วมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเวทีเศรษฐกิจระดับโลก เนื่องจากประเด็นสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเจรจาการค้าและความร่วมมือระหว่างประเทศ เขาย้ำอีกว่า

“แรงงานข้ามชาติไม่ได้เข้ามาแย่งงานคนไทย แต่เข้ามาเติมเต็มในภาคการผลิตและบริการที่แรงงานไทยไม่เพียงพอ การกล่าวหาว่าแรงงานข้ามชาติเป็นต้นเหตุของปัญหาการว่างงาน จึงเป็นวาทกรรมที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ในเมื่ออัตราการว่างงานของไทยยังอยู่ในระดับต่ำมาก สิ่งที่รัฐควรทำ คือการจัดการให้แรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบจนกลายเป็นจุดอ่อนของประเทศในสายตานานาชาติ”

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงแนวทางในการทำให้ขบวนการแรงงานกลับมาเข้มแข็งและมีพลังมากขึ้น นักวิชาการท่านนี้กล่าวว่า รัฐจำเป็นต้องทบทวนกติกาและโครงสร้างการมีส่วนร่วมของแรงงานในคณะกรรมการไตรภาคีและองค์กรต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกการทำงานในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้แรงงานนอกระบบและแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในสหภาพแรงงานแบบดั้งเดิม สามารถมีตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมได้

สมาชิกวุฒิสภาสายแรงงานยังตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันกติกาหลายอย่างเอื้อให้ผู้นำแรงงานกลุ่มเดิมสามารถครอบครองตำแหน่งซ้ำซากเป็นเวลานาน จนขาดการหมุนเวียนและการสะท้อนเสียงของแรงงานรุ่นใหม่และแรงงานนอกระบบ หากไม่เปลี่ยนกติกา ก็ยากที่จะคาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคลหรือโครงสร้างของขบวนการแรงงาน

“ขบวนการแรงงานในระบบวันนี้มีจำนวนลดลง ขณะที่แรงงานนอกระบบกลับมีสัดส่วนมากกว่า หากต้องการให้การเป็นตัวแทนสะท้อนความเป็นจริง ตัวแทนแรงงานนอกระบบก็ต้องมีพื้นที่และบทบาทมากขึ้นตามไปด้วย” นักวิชาการท่านนี้กล่าวทิ้งท้าย