เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 สำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า ทางการพม่าได้ออกคำสั่งใหม่ห้ามแรงงานพม่ากลับเข้าประเทศเว้นแต่จะได้รับการอนุญาตจากทางการพม่า คำสั่งดังกล่าวได้ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นี้เป็นต้นไป โดยข้อกำหนดให้แรงงานที่ต้องการลาพักเพื่อเดินทางกลับเข้าประเทศ จะต้องได้รับการอนุมัติจากสถานทูต สถานกงสุล หรือสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายแรงงานของพม่าในประเทศนั้นๆ พร้อมกับหนังสืออนุญาตจากนายจ้าง ส่วนในประเทศที่ไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุลของพม่า แรงงานจะต้องเดินทางไปยังสถานทูตที่ใกล้ที่สุดในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนให้เสร็จสิ้น
ขณะที่ผู้ที่มีใบอนุญาตทำงาน วีซ่า หรือบัตรประจำตัวแรงงานต่างชาติ (OWIC) ไม่ตรงกันเมื่อกลับเข้าประเทศจะต้องยื่นขอ OWIC ใหม่ภายในประเทศพม่า
ทางด้านหญิงสาวชาวพม่าที่ทำงานในดูไบกล่าวว่า ข้อกำหนดดังกล่าวอาจสร้างปัญหาอย่างร้ายแรงให้กับชาวพม่าที่ทำงานภายใต้วีซ่าฟรีแลนซ์ เพราะต้องซื้อวีซ่าดังกล่าวในราคามากกว่า 10 ล้านจัต (ประมาณ 2,160 ดอลลาร์สหรัฐหรือราว 70,000 กว่าบาท)สำหรับสองปี เนื่องจากนายจ้างบางรายปฏิเสธที่จะให้การสนับสนุนอย่างถูกต้อง
ขณะที่รัฐบาลพม่าเตือนว่า การพยายามยื่นเอกสารปลอมอาจส่งผลให้ถูกห้ามเดินทางออกจากพม่าเป็นการชั่วคราวและถูกขึ้นบัญชีดำ
มีรายงานอีกว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ แรงงานข้ามชาติประมาณ 200 คนที่เดินทางกลับบ้านในช่วงลาพักร้อนถูกห้ามที่สนามบินไม่ให้ออกจากประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สามารถซื้อบัตรวีไอพีที่สนามบินได้ ซึ่งมีราคาสูงถึง 6 ล้านจัต จะได้รับอนุญาตให้ออกจากประเทศ
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สำนักข่าว SHAN ในภาษาพม่ารายงานว่า เพราะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศ หนุ่มสาวจากพม่าจำนวนมากตัดสินใจที่จะไปทำงานที่จีน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวจากพื้นที่ที่เกิดสงครามอย่างในเมืองสี่ป้อ เมืองจ๊อกเมและเมืองหนองเขียว ทางเหนือของรัฐฉาน อย่างไรก็ตาม แรงงานคนหนุ่มสาวเหล่านี้ กำลังเผชิญกับสถานการณ์ข้อจำกัดเมื่อต้องการข้ามพรมแดน เนื่องจากทางการพม่าสั่งห้ามคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 18 – 35 ปี เดินทางออกนอกประเทศ
เหตุการณ์เช่นนี้ เป็นช่องโหว่ทำให้เจ้าหน้าที่ทางการของพม่าบริเวณชายแดนเอารัดเอาเปรียบและแสวงหาผลประโยชน์จากคนหนุ่มสาวโดยการเรียกเก็บสินบนจำนวนมาก หากต้องการข้ามไปทำงานที่จีน
แรงงานบางคนเปิดเผยว่า ต้องจ่ายเงินราว 3,500 หยวน (ราว 16,740 บาท) เพื่อติดสินบนให้เจ้าหน้าที่ตรงชายแดนเพื่อให้ได้ข้ามไปทำงานที่จีน นอกจากนี้ยังต้องจ่ายเงินอีกราว 2,300 หยวน (ราว 11,000 บาท) เพื่อให้ได้ทำงานโรงงานเย็บผ้าในจีน และต้องจ่ายเพิ่มอีก 2,500 หยวน (11,957 บาท)เพื่อที่พักอาศัยและค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาล ซึ่งโดยปกติแล้วเจ้าของโรงงานจะจ่ายค่าใช้จ่ายบางส่วนให้แก่แรงงานล่วงหน้า และหักคืนจากเงินเดือนในทีหลัง
ขณะที่เงินเดือนของคนงานในโรงงานอยู่ที่เพียง 1,400- 1,800 หยวน (ราว 6,696 บาท – 8,600 บาท)ต่อเดือนเท่านั้น และแรงงานบางคนต้องคืนเงินที่กู้ยืมไว้ให้กับเจ้าของโรงงานอยู่ที่ 500- 700 หยวน (ราว 2,391 – 3,347 บาท)ต่อเดือน
ด้านชาวเมืองหมู่แจ้รายหนึ่งกล่าวว่า สถานการณ์เช่นนี้กำลังทำให้แรงงานคนหนุ่มสาวต้องกลายเป็นหนี้
“ตอนนี้คนหนุ่มสาวที่ต้องไปทำงานในจีนกำลังลำบากมาก เงินทั้งหมดที่ผมหามาได้ก็ต้องเอาไปจ่ายหนี้หมด” เขากล่าว
นอกจากนี้แรงงานจากพม่าที่เดินทางไปจีนเพื่อทำงาน โดยใช้บัตรสมาร์ทการ์ดชั่วคราว ซึ่งมีระยะเวลาข้ามชายแดน 7 วัน ต้องเผชิญการถูกกักบริเวณโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกเขตอุตสาหกรรมโรงงาน แรงงานเหล่านี้กำลังสูญเสียเสรีภาพในการเดินทาง กิน นอน และต้องทำงานเฉพาะภายในโรงงานเท่านั้น
สื่อไทใหญ่ยังรายงานว่า แม้ค่าใช้จ่ายที่แรงงานคนหนุ่มสาวจะต้องจ่ายเพื่อไปทำงานในจีนนั้น ถึงแม้จะเป็นจำนวนเงินที่ครอบครัวทั่วไปไม่สามารถจ่ายได้ แต่เนื่องจากสถานการณ์ไม่มีงานและสถานการณ์ไม่มีความมั่นคงในชีวิตในพม่า ทำให้แรงงานคนหนุ่มสาวจำนวนมากตัดสินใจเสี่ยงแม้รู้ว่าจะถูกเอารัดเอาเปรียบก็ตาม
ขณะที่เมื่อเร็วๆนี้ องค์กรการกุศลช่วยเหลือด้านสังคมได้ช่วยเหลือหญิงสาวจำนวน 3 คน อายุประมาณ 20 ปี ซึ่งถูกหลอกและถูกบังคับให้ทำงานค้าประเวณีในเมืองหมู่แจ้ ซึ่งตั้งอยู่ชายแดนพม่า – จีน โดยนายหน้าได้หลอกหญิงสาวเหล่านี้ให้มาที่เมืองหมู่แจ้ และสัญญาว่า จะได้ทำงานในจีน
