วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 การจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเนื่องในวันแรงงานสากลเป็นไปอย่างคึกคัก โดยในพื้นที่ส่วนกลาง ขบวนการแรงงาน 2 ขบวนยังคงเดินสวนทางกันเช่นทุกปี โดยกลุ่มแรงเป็นของกลุ่มสภาองค์การลูกจ้าง 26 แห่งและสหพันธ์รัฐวิสาหกิจ 1 องค์กร นัดรวมตัวกันที่ถนนราชดำเนินกลาง ก่อนเดินไปที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพฯ โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและคณะข้าราชการกระทรวงแรงงานเดินนำหน้าขยวน ขณะที่ในแต่ละสภาพองค์การลูกจ้างต่างมีรถเครื่องเสียงปราศรัยอยู่หัวขบวน พร้อมทั้งถือป้ายที่สะท้อนสภาพของคนงาน ส่วนขบวนการแรงงานอีกกลุ่มหนึ่งนำโดยสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทยและสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ได้นัดรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนเดินไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล
ทั้งนี้การปราศรัยและป้ายข้อความของทั้งสองขบวนที่เหมือนกันคือต่างหยิบยกวลี “รวยจะไม่ไหว”ของนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรีเมื่อตอนหาเสียงมาวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งเขียนป้ายล้อเลียนโดยเปรียบเทียบกับสถานการณ์จริงในปัจจุบันที่ผู้ใช้แรงงานเผชิญคือข้าวของราคาแพงแต่ค่าแรงถูก
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานพิธีเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวรายงาน นายทศพร คูณศรี ประธานคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2569 ยื่นข้อเรียกร้องวันแรงงาน 8 ข้อ
นายยศชนัน กล่าวเปิดงาน โดยกล่าวว่า ความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้มี 2 มิติ คือความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและภาระค่าครองชีพ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ดังนั้นรัฐบาลจะทำงานข้ามกระทรวงโดยมีทุนมนุษย์เป็นแกนกลาง ทั้งกระทรวงแรงงาน ศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ อว.จะทำงานบนเป้าหมายเดียวกัน จากฐานข้อมูลชุดเดียวกันเป็นครั้งแรก
“หัวใจของการปฏิรูปครั้งนี้คือฐานข้อมูลทักษะแห่งชาติซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลความต้องการทักษะจากฝั่งนายจ้างเข้ากับศักยภาพของกำลังแรงงานในระบบ ภายใต้นโยบายเรียนได้งบ จบได้งาน รัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนแรงงานไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีให้กลายเป็นผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล”นายยศชนัน กล่าว
ด้านนายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต้องรุกไปข้างหน้าเพื่อยกระดับทักษะและคุณภาพชีวิตของแรงงานทุกกลุ่ม ทั้งแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ และแรงงานกึ่งอิสระ หรือแรงงานแพลตฟอร์ม ให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างเท่าเทียมและยั่งยืนเพื่อให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ดังกล่าว โดยกระทรวงแรงงานจึงมุ่งมั่นขับเคลื่อนผ่าน “5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วน” คือ1.ปฏิรูประบบประกันสังคมยุคใหม่ มุ่งเน้นการบริหารจัดการอย่างเป็นมืออาชีพ โดยมีการศึกษาแนวทางการคำนวณบำนาญชราภาพ หรือ สูตร CARE ให้เหมาะสมสอดคล้องกับค่าจ้างตลอดช่วงชีวิต เพื่อสวัสดิการที่มั่นคงของผู้ประกันตน
2.พัฒนาทักษะแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิด “เรียนได้งบ จบได้งาน” เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง Demand และ Supply ในตลาดแรงงานอย่างแท้จริง 3.คุ้มครองสิทธิเชิงรุก ขับเคลื่อนโครงการ Reskill และ Upskill เพื่อสร้างทางเลือกให้นายจ้างมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรแทนการเลิกจ้าง
4.บริหารจัดการโครงสร้างตลาดแรงงาน เร่งขยายโอกาสและเปิดตลาดแรงงานฝีมือในต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูง ควบคู่ไปกับการจัดระบบแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ 5.ยกระดับแรงงานกึ่งอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม พัฒนาฐานข้อมูลและสร้างระบบประกันสังคมที่ยืดหยุ่น เพื่อให้พี่น้องแรงงานได้รับการคุ้มครองและเข้าถึงสวัสดิการอย่างครอบคลุม
ขณะที่ สส.พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ร่วมเดินรณรงค์เพื่อยื่นเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม จากสี่แยกบางโพถึงอาคารรัฐสภา โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่าสิ่งสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมายนี้ให้ผ่านสภาฯ ได้ คือการได้พลังของประชาชนในการสนับสนุน เพราะเงินในกองทุนประกันสังคมเป็นเงินของผู้ประกันตนทุกคน มีจำนวนมากกว่างบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี ดังนั้นผู้ประกันตน 20 กว่าล้านคนควรจะได้รับความคุ้มครองที่เป็นธรรม โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินในกองทุนจะต้องมีความโปร่งใส ยึดโยงกับผู้ประกันตน และบริหารอย่างเป็นมืออาชีพ
ด้านเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์เนื่องวันแรงงานสากล 2569 โดยระบุว่า ในฐานะที่พรรคเป็นทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่ดูแลกระทรวงแรงงาน ขอยืนยันว่าจะไม่หยุดทำงานเพื่อแรงงานในทุกด้าน โดยเน้นการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ หรือแรงงานกึ่งอิสระอย่างแรงงานแพลตฟอร์ม
นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบประกันสังคมให้มีความเข้มแข็ง เป็นธรรม และมีความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งมุ่งบริหารจัดการโครงสร้างตลาดแรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling) ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานสมัยใหม่




