Search

จัดธรรมยาตราแม่น้ำกกจากบ้านท่าตอนเชียงใหม่-เมืองเชียงรายเพื่อเป็นพุทธบูชาวันวิสาขบูชา-วันสิ่งแวดล้อมโลก “ศ.สุริชัย”ถามหาสภาวะผู้นำในการแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขงจากรัฐบาล-หวั่นซ้ำรอย “มินามาตะ”ของญี่ปุ่น-เตือนอย่าปล่อยให้ถึงเวลาเจ็บป่วย

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 พระอาจารย์มหานิคม มหาภินิกฺขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่าในวันวิสาขบูชา 31 พฤษภาคมนี้ จะมีการจัดกิจกรรมธรรมยาตราเพื่อแม่น้ำ เนื่องในวันสำคัญทางพุทธศาสนา โดยพระพุทธศาสนิกชน รวมทั้งประชาชนที่สนใจเรื่องการอนุรักษ์แม่น้ำและทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกันเดินเพื่อเพื่อแม่น้ำ ตลอดเส้นทางลำน้ำกก จากสะพานท่าตอน จ.เชียงใหม่ ไปจนถึงเมืองเชียงราย ในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน

“การเดินธรรมยาตรา ใช้เวลา 5 วัน 4 คืน เป็นการเดินเพื่อพุทธบูชา และรณรงค์เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะแม่น้ำ ผู้ที่จะเข้าร่วมมีพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และประชาชน เปิดงานในวันที่ 31 พฤษภาคม ที่สะพานข้ามแม่น้ำกก เดินไปถึงวัดห้วยน้ำเย็น ฉันเพล และเดินต่อไปยังที่พักนอน ตลอดทางไปตามลำน้ำกก เฉลี่ยระยะทางประมาณ 6-8 กม.ต่อวัน สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมสามารถมาตั้งแต่วันแรก หรือมาร่วมสมทบในวันอื่นๆ ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำกก ในตัวเมืองเชียงราย” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอนกล่าว

อนึ่งแม่น้ำกก มีความยาวประมาณ 285 กม. โดยไหลผ่านประเทศไทยประมาณ 155 กม. จากแก่งตุ๋ม ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ผ่านร่องภูเขาในรัฐฉาน ประเทศพม่าลงสู่เมืองเชียงราย และไหลลงแม่น้ำโขง ที่บ้านสบกก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2567 ประชาชนชาวท่าตอนได้รณรงค์ปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำ เนื่องจากมีการทำเหมืองแร่ทองคำ แรร์เอิร์ท และแร่อื่นๆ ที่ต้นแม่น้ำในรัฐฉานของพม่า และกรมควบคุมมลพิษได้ตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนักที่เป็นพิษ โดยเฉพาะสารหนูและสารโลหะหนักหลายชนิด เกินค่ามาตรฐาน อย่างต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี และที่แม่น้ำโขง บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ พบว่าตะกอนดินมีการปนเปื้อนสารหนูในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินเกินมาตรฐานถึง 9 เท่า

ขณะที่เพจมูลนิธิบูรณะนิเวศได้รายงานคำสัมภาษณ์ ศ.กิตติคุณสุริชัย หวันแก้ว ประธานมูลนิธิบูรณะนิเวศถึงมุมมองกรณีสารโลหะหนักปนเปื้อนในลุ่มน้ำภาคเหนือของไทยว่า ตนเองได้รู้จักคำว่า “มินามาตะ”เมื่อตอนไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นปี 2511 ขณะนั้นเป็นข่าวพาดหัวแทบทุกวัน โดยมินามาตะเป็นชื่อของเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งที่ประชาชนจำนวนมากมีอาชีพทำประมง แต่มีโรงงานทำปุ๋ยขนาดใหญ่มาตั้งและมีโรคประหลาดเกิดขึ้นกับแมว เช่น เดินแบบวนไปวนมาไม่รู้ทิศทาง และมีช่วงหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ประหลาดคือแมวนับร้อยตัวกระโดดลงทะเลเสมือนเป็นเรื่องลึกลับ

ศ.สุริชัยกล่าวว่า คนญี่ปุ่นชอบกินปลาดิบซึ่งขณะนั้นชาวประมงส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านก็กินด้วย ซึ่งตอนหลังศึกษาพบว่าแมวได้กินปลาที่ชาวประมงทิ้งและคนก็ป่วยตามมาซึ่งเกิดจากสารที่เข้าไปปนเปื้อนในเนื้อปลาเนื่องจากโรงงานปล่อยน้ำเสียไหลไปสู่ทะเล และอ่าวมินามาตะซึ่งเป็นอ่าวที่น้ำวน เมื่อชาวประมงแถบนั้นจับปลามากินจึงป่วยเป็นโรคระบาด เพราะสารปรอทเข้าไปในแพลงก์ตอนและปลากินแพลงก์ตอนเข้าไป และคนก็กินปลา จนกลายเป็นโรคประหลาด

ศ.สุริชัยกล่าวว่า ตนได้เดินทางไปมินามาตะและคุยกับคนที่ร่างกายเดินเหินไม่สะดวก บางคนเป็นลูกชาวบ้าน หรือชาวประมง ส่วนใหญ่ได้เล่าประสบการณ์ว่าประสาทการควบคุมร่างกายเปลี่ยนแปลงไปเพราะประสาทส่วนกลางถูกปรอททำลาย ทำให้บางคนพิการทั้งที่เคยมีร่างกายแข็งแรงเหมือนคนปกติ และโรคมินามาตะรักษาไม่ได้ นอกจากทำให้ทุเลาและไม่ให้ลุกลาม ซึ่งเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคนวัยกลางคน ที่หนักที่สุดคือเกิดขึ้นกับเด็กทารก โดยตนได้เห็นเด็กหลายสิบคนเกิดจากการที่แม่กินอาหารประเภทปลาดิบโดยที่แม่ไม่ได้ป่วย แต่ปรอทเข้าไปทางสายรกถือว่าลูกช่วยแม่ แต่ลูกเมื่อคลอดออกมาจะพิการ ซึ่งการทำความเข้าใจเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากของวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ของญี่ปุ่นในขณะนั้น เพราะคนจำนวนมากสรุปว่าเด็กที่ป่วยเหล่านี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับมลพิษจากโรงงาน เพราะแม่ไม่ได้เป็นโรค

“ตอนนั้นญี่ปุ่นเถียงกันมากว่าใครจะต้องรับผิดชอบ นักวิทยาศาสตร์ใช้เวลาถกเถียงกันมาก นานนับสิบปีเพื่อพิสูจน์กันเพราะกว่าสารพิษจากห่วงโซ่อาหารจะมาสู่คนต้องใช้เวลานาน และไม่รู้จะอธิบายกันอย่างไร ซึ่งความรับผิดชอบเรื่องนี้ต้องใช้เวลานาน กลายเป็นความแตกแยกเพราะนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งใช้ข้อสรุปจากห้องแล็บเป็นหลักโดยไม่ได้สนใจมุมทางสังคม ทำให้ไม่รู้ความเชื่อมโยง โรคมินามาตะกลายเป็นสมรภูมิของการทดสอบจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์และโรงงาน ถือว่าสมัยนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นซึ่งกำลังมีความเจริญเติบโตมากที่สุดในโลกแต่กลับมีความย้อนแย้ง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้สร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหารรวมถึงระบบนิเวศ กลายเป็นบทเรียนที่สำคัญของมนุษย์”ศ.สุริชัย กล่าว

เมื่อถามว่าในโอกาสที่มีการตรวจพบสารโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวกและโขงครบ 1 ปีมองบทบาทของภาครัฐอย่างไร ศ.สุริชัยกล่าววว่า โรคเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ถ้าเราไม่เจอใกล้ตัวก็ไม่คิดว่าสำคัญ เหมือนกับชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นก็ไม่ได้คิดว่ามินามาตะมีปัญหานัก เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำกกขณะนี้ ประชาชนจำนวนมากก็ไม่รู้ว่าแม่น้ำกกอยู่แถวไหน ไม่เหมือนแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ชาวเชียงรายต้องพึ่งน้ำประปาที่นำน้ำดิบจากแม่น้ำกก ซึ่งจะทำอย่างไรหาแหล่งน้ำทดแทน และต้นตอของสารโลหะหนักมีความสลับซับซ้อนกว่ามินามาตะ

“กรณีสารโลหะหนักในแม่น้ำกก รัฐบาลไทยยังรู้สึกว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินหรือสำคัญมาก หากรัฐบาล รัฐมนตรี หรือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังรู้สึกว่าเรื่องนี้เดี๋ยวค่อยแก้ไขกัน สู้ไปแก้ไขเรื่องราคาน้ำมันก่อนดีกว่า มันก็เอาตัวรอดไปได้ แต่หัวใจของคนในประเทศที่ทุกข์เรื่องนี้ รู้สึกว่าทำไมรัฐบาลไม่ไปแก้ที่ต้นตอมลพิษ ผมยังดีใจที่มีนักวิชาการบางส่วนไปร่วมกันสำรวจและพบว่าสถานการณ์สารพิษน่าเป็นห่วงแล้ว แต่ทางการกลับบอกว่า การให้ข่าวก็อย่าให้ตื่นตูม แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแค่การให้ข่าว แต่ควรคิดว่าเราจะตั้งหลักกันอย่างไรดี ไม่ใช่ไปปรามเรื่องการให้ข่าว ผู้ใหญ่บางส่วนยังไม่มีใจร่วมเดือดร้อนกับชาวบ้าน”ศ.สุริชัย กล่าว

ศ.สุริชัยกล่าวว่า ที่ร้ายแรงคือการที่สารโลหะหนักเริ่มปนเปื้อนจากแม่น้ำกกครบ 1 ปี ขณะที่ต้นน้ำเป็นเหมืองแรร์เอิร์ทและเหมืองทอง แต่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกูล และประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ทำข้อตกลงเรื่องแร่หายาก ซึ่งการทำเหมืองแร่สกัดแร่หายากนั้น ต้องใช้สารเคมีที่ส่งผลกระทบร้ายแรงมากต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอนนี้ทำเหมืองในบางที่ในพม่าเพราะไม่มีใครคุม กลายเป็นสงครามกลางเมืองในพม่าและการทำเหมืองตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีขื่อมีแป รัฐบาลไทยควรทุกร้อนกับชาวบ้านมากกว่านี้ แต่จนผ่านไปปีที่ 2 ก็ยังไม่เห็นท่าทีของชัดเจน

“เมื่อเทียบกับมินามาตะก็คล้ายๆกัน เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้นดีใจอยู่กับเรื่องการส่งออก ส่วนเรื่องการเจ็บป่วยจากสารพิษยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่เมื่อเขารู้แล้ว เขาได้ตัดสินใจหลายเรื่องที่สำคัญ ผมจึงคิดว่าทำไมประเทศไทยถึงจะต้องให้ถึงเวลาที่มีการเจ็บป่วยแล้วถึงตัดสินใจ เพราะรู้อยู่แล้วว่าสารพิษที่เจอเป็นสารหนูและสารโลหะหนักที่มีพิษภัยมากต่อปลา สิ่งแวดล้อมและมนุษย์ แต่การแก้ไขปัญหายังทำกันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับโจทย์ขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้น เราต้องการภาวะผู้นำมาก”ศ.สุริชัย กล่าว