Search

นิทรรศการภาพถ่าย “ฆ่าล้างสิ่งแวดล้อม”สะท้อนผลกระทบข้ามแดน-ความอยุติธรรมของคนเล็กคนน้อย นักวิชาการเผยเทรนโลกกำลังเปลี่ยนจากเอามนุษย์เป็นศูนย์กลางเป็นสร้างคุณค่าธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย และงานเสวนา GEN-F Living in Fear amid Ecocide ของช่างภาพ “สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์”ร่วมจัดโดยมูลนิธิ SEA Junction และสำนักข่าวบางกอกทริบูน, Decode โดยวิทยากรได้แก่ รศ.ดร.คาร์ล มิดเดิลตัน อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เพียรพร ดีเทศน์ Rivers and Rights ดำเนินรายการโดยภาณุ วงศ์ชอุ่ม ประธานสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ FCCT

รศ.ดร.คาร์ล มิดเดิลตัน กล่าวว่าหากเราพูดถึงคำว่า Ecocide “การฆ่าล้างสิ่งแวดล้อม” ที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ คือเรื่องของความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวทางสังคมในระดับนานาชาติ นอกจากการต่อสู้เพื่อยุติการทำลายสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นงานที่สำคัญมากแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญคือคำว่า Redressing หรือการแก้ไขฟื้นฟู ทำอย่างไรที่จะฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายไปได้ และต้องยอมรับว่าเรื่องความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมขณะนี้เป็นเรื่องข้ามพรมแดน ทั้งเรื่องขยะ สารพิษ

“การที่ยึดหลักการพัฒนาเพราะว่าเป็นเรื่องแรงงานราคาถูก ผลักต้นทุนทั้งหมดไปสู่สิ่งแวดล้อม ชุมชนท้องถิ่น เป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถาม ในช่วงปี 2022 ได้มีการเสนอเรื่องสิทธิในความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมที่สะอาด สิ่งนี้คือคำว่าคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นคืออะไร เช่น กรณีแม่น้ำโขง ถูกมองว่าเป็นแหล่งพลังงาน แต่มีคุณค่าของแม่น้ำโขงในเชิงนิเวศบริการ ประมง แหล่งอาหาร แหล่งรายได้ การพยายามที่จะเปลี่ยนค่านิยมจากการเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง เป็นการสร้างคุณค่าธรรมชาติ เป็นแนวโน้มของหลายประเทศในโลกในขณะนี้”รศ.ดร.คาร์ล มิดเดิลตัน กล่าว

ขณะที่นายภัทรพงษ์ กล่าวว่าเรากำลังเผชิญกรณีวิกฤตเรื่องการปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม และชุมชนก็มีข้อมูลเพียงเล็กน้อย

“ความน่ากลัวต่อไปคือ วันนี้เรายังไม่เห็นว่า พรบ.อากาศสะอาดที่จะมีการผลักดันในรัฐสภา มลพิษทางอากาศที่กำลังเกิดขึ้น รัฐบาลไม่พยายามที่จะสร้างหรือแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมารัฐบาลได้ตัดงบประมาณดับไฟป่าจำนวนมาก ความกลัวของรัฐบาลในการพยายมที่จะพยายามแก้ไขปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนต่างๆ เรายังไม่เห็น การแก้ไขปัญหาระหว่างรัฐมนตรีไทยและประเทศต่างๆ และเรื่องห่วงโซ่การลงทุนในเหมืองแร่” สส.เชียงใหม่กล่าว

เพียรพร ดีเทศน์ กล่าวว่าได้เห็นรูปประท้วงเขื่อนไซยะบุรีเมื่อสิบกว่าปีก่อนในนิทรรศการวันนี้ แต่ขณะนี้แม่น้ำโขงกำลังเผชิญวิกฤตที่รุนแรงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา คือการปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดนจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน

“ขอบคุณชาวบ้านที่ท่าตอน จ.เชียงใหม่ ที่ทำให้เราทราบเหตุการณ์นี้ ว่ามีการทำเหมืองแร่เถื่อนมากมายที่ต้นแม่น้ำโขง สาละวิน อิระวดี เราสามารถมองเห็นด้วยตาตัวเอง เห็นการทำเหมืองที่ฝั่งตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ขณะนี้พบว่ามากกว่า 2,500 เหมืองที่เห็นจากดาวเทียม แต่มีอีกจำนวนมากเต็มทุกพื้นที่ในพม่า เรายังโชคดีมากที่กรมควบคุมมลพิษตรวจคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องได้และพบว่าการปนเปื้อนของแม่น้ำสูงมาก”เพียรพร กล่าว

เพียรพรกล่าวว่า เรายิ่งพบว่าเหมืองแร่จำนวนมากเพิ่มขึ้นทุกๆ เดือน แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นต่อลูกหลานของเรา การปนเปื้อนในแม่น้ำโขงกำลังไหลไปสู่ลาว กัมพูชา เวียดนาม ทะเลจีนใต้ ทะเลอันดามัน (จากแม่น้ำสาละวิน อิรวดี) ที่น่ากังวลที่สุดคือเหมืองที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ดำเนินการด้วยกลุ่มอิทธิพล ไม่ได้ลงทุนอย่างเป็นทางการโดยบริษัท

“ได้เห็นภาพถ่ายของคุณสายัณห์ที่ทำให้คิดว่า เราต้องมีความหวังว่าการปนเปื้อนหรือการทำลายทางนิเวศเหล่านี้จะต้องมีการฟื้นฟู และแม้จะต้องใช้งบประมาณมหาศาลและเวลาที่ยาวนาน เราต้องทำงานให้มากกว่าเดิมที่จะทำให้เกิดการแก้ไขทางนโยบาย เหมืองแร่เถื่อนเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนเชียงรายหรือเชียงใหม่ แต่เป็นเรื่องปัญหาของระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับแร่แรร์เอิร์ท REEs”เพียรพร กล่าว

นายสายันห์ กล่าวว่าเป็นความตั้งใจที่อยากให้ภาพถ่ายจุดประกายให้ทุกคนได้นึกถึงและเริ่มพูดถึง ecocide ด้วยกัน ประเด็นปัญหาข้ามพรมแดน พบว่าผู้คนไม่สามารถที่จะเผชิญปัญหาเหล่านี้ได้ เขาไม่รู้เลยว่าจะต้องคุยและพูดกับใคร ปัญหามันมีความซับซ้อนมาก ภาพนิทรรศการนี้จึงได้พยายามที่จะอธิบายถึงความยากนี้ ทั้งฝุ่นพิษ Pm 2.5 แม่น้ำปนเปื้อน

“ทุกครั้งที่ผมเห็นในดวงตาของเขา พวกเขาเป็นผู้คนแห่งยุคแห่งความกลัว ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหน แต่มันคือความกลัวและกังวล ชาวบ้านอาจจะดูว่าใช้ชีวิตเหมือนปกติ แต่กลับรู้สึกอยู่หวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาว่า เขาไม่สามารถใช้น้ำได้อีกต่อไป และเราอาจจะคิดว่าภาคเหนือนั้นไกลจากเรามาก แต่จริงๆ สารพิษเหล่านั้นมันปนเปื้อนอยู่ในสัตว์ อยู่ในพืชผัก ห่วงโซ่อาหาร ปัญหาไม่ได้ไกลจากพวกเราเลย”นายสายันห์ กล่าว

ภายหลังวิทยากรพูดจบได้เปิดให้ผู้ร่วมงานแสดงความคิดเห็น โดยมัจฉา พรอิน นักสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ที่น่ากังวลคือ ชาติพันธุ์ที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำสาละวินที่ใช้และดื่มน้ำโดยตรง และข้อกังลมากๆคือ ทางออกของปัญหาต่อกรณีเรื่องเหมืองแร่จะเป็นอย่าไร โดยเฉพาะจีนที่ต้องการแร่หายาก แรร์เอิร์ท และกำลังส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่ใช้น้ำจากสาละวิน และทำอย่างไรจะช่วยให้ชาวบ้านเข้าถึงน้ำสะอาดให้ ซึ่งปัญหานี้ในลาวและพม่า พูดได้ยากมาก ประเทศไทยอาจจะเป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงออกได้ เรารู้ว่าแหล่งปัญหาของเหมืองแร่เหล่านั้นคือใคร ไปที่ไหน จีนคือต้นกำเนิด และในฐานะผู้บริโภคเราอาจจะต้องตั้งคำถามถึงการสื่อสารว่า พลังงานสะอาดเหล่านั้น ไม่ได้สะอาดจริงๆ ทำอย่าไงรจะให้สาธารณได้รับทราบปัญหาเหล่านี้จริงๆ

ทั้งนี้นิทรรศการภาพถ่าย “ GEN-F Living in Fear amid Ecocide”จัดแสดงที่บริเวณชั้น 5 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 5-17 พฤษภาคม