Search

สำรวจสถานการณ์แรงงานข้ามชาติ ผ่านมุมมองคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม WJG

เรื่อง/ภาพโดย กิตติธัช สิงห์เสนา

ท่ากลางเศรษฐกิจโลกสั่นคลอนจากสงครามตะวันออกกลางและความขัดแย้งระหว่างประเทศ วิกฤตค่าครองชีพที่กดทับผู้คนทุกระดับ “แรงงานข้ามชาติ” กลายเป็นกลุ่มที่ยืนอยู่บนเส้นเปราะบางที่สุดของความไม่แน่นอน

ในห้วงกระแส “ชาตินิยม”ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นในประเทศไทย เสียงเรียกร้องให้ปกป้องคนในชาติ ถูกยกขึ้นเป็นวาทกรรมหลัก จนบ่อยครั้งแปรเปลี่ยนเป็นการตั้งคำถามต่อการมีอยู่ของแรงงานต่างถิ่นทั้งในฐานะผู้ถูกกล่าวหาว่าแย่งงานและสร้างภาระ รวมถึงการเป็นคนนอก ที่ไม่พึงปรารถนา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาคการผลิต ก่อสร้าง เกษตร และบริการ กลับต้องขับเคลื่อนด้วยแรงงานข้ามชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความย้อนแย้งระหว่างการพึ่งพา กับ การผลักไส จึงยิ่งชัดเจนขึ้นในทุกย่างก้าวของวิกฤต

“พี่ว่ามันแย่ลงนะ แย่ลงเพราะว่าค่าใช้จ่ายกับรายได้มันไม่เพียงพอ รายได้มันน้อยกว่าค่าใช้จ่าย ในทุกวันนี้คนตกงานมากมาย แล้วทำไมรายรับรายจ่ายมันถึงไม่พอ” สตรีแรงงานชาวไทยใหญ่สะท้อนสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ เธอเคยเป็นลูกจ้างแต่วันนี้ผันตัวเองมาทำงานขับเคลื่อนสังคมที่ไร้พรมแดน

“ค่าทำบัตร ค่าทำพาสปอร์ตมันแพงขึ้น พอไปทำบัตรทีหนึ่งได้ประมาณ 2 ปี เสียงเงินนับหมื่น แต่กว่าจะได้บัตรหมดไปแล้วเป็นปี บางคนไปทำตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ใกล้จะสิ้นปีแล้วก็ยังไม่มีบัตร ค่าใช้จ่ายมันสองหมื่นกว่าบาทต่อคน มีเรื่องเก็บภาษีด้วย ทางพม่าเริ่มเก็บภาษีแล้ว มีข่าวแว่ว ๆ ไทยก็อยากจะเก็บภาษีกับแรงงานต่างด้าวด้วย รู้สึกแย่หนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่มันเริ่มไม่เย็นแล้ว มันเหมือนยิ่งร้อนกว่าเดิมอีก”
กระแสชาตินิยมในคนไทยบางกลุ่ม ทำให้สถานการณ์ของแรงงานข้ามชาติยากลำบากขึ้น เพราะเมื่อรัฐจัดสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ที่แรงงานพึงได้รับก็มักถูกนำไปปั่นเป็นกระแสทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด

“พวกเราเองก็รู้สึกแย่ลงมาก เช่นที่เป็นข่าวไม่กี่วันก่อนว่าลูกจ้างแรงงานต่างด้าวฆ่านายจ้าง แต่ทำไมต้องฆ่า เราก็ไม่รู้หตุผลคืออะไร อย่างที่เขาว่าปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งตะกร้า พอมีคนต่างด้าวทำผิด 1 คน ถูกมองว่าคนต่างด้าวไม่ดีไปหมด ทำให้เราหางานเริ่มยากขึ้น คนไทยกลัวแรงงานต่างด้าวมากขึ้น”เธออธิบายความอึดอัดที่เกิดขึ้น แม้ความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานไทใหญ่และนายจ้างชาวไทยยังเป็นไปด้วยดี แต่เมื่อชาวไทใหญ่ถูกเหมาให้เป็นชาวพม่า ทำให้ถูกระแวงไปด้วย

“คนที่ไม่เข้าใจมักตั้งคำถามว่า ทำไมไม่กลับประเทศตัวเอง จะมาอยู่ทำไม ที่เราต้องมาเพราะเราอยู่บ้านตัวเองไม่ได้เพราะมีสงคราม พวกเราเข้ามาเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง แต่พอมาแล้วก็ต้องเจออะไรหลายอย่าง บางคนคิดจนสุดทาง อยากฆ่าตัวตายก็มีนะ ถ้าคนเราหาทางออกไม่เจอจริง ๆ แล้วมันไปไหนไม่ได้ มันเหมือนมันสุดแล้ว มันก็อาจจะคิดทำอะไรที่ไม่เคยคิดมาก่อน”อดีตแรงงานไทใหญ่รู้ถึงแรงงานกดดันที่เพื่อนแรงงานได้รับ

“เรื่องการศึกษา บางคนมีอคติกับแรงงานต่างด้าว เขาบอกว่าลูกแรงงานข้ามชาติเกิดในประเทศไทยแล้วได้เรียนฟรี ไม่จริง อย่างลูกสาวพี่เรียนจนจบปริญญาตรีมีค่าใช้จ่ายสูง อยากให้คนที่มีอคติเข้าใจ ลูกหลานเราไม่ได้เรียนฟรี คนไทยมีทุนการศึกษา แต่แรงงานข้ามชาติไม่มี เราต้องดิ้นรนเองทั้งหมด”เธอสะท้อนความจริงของระบบการศึกษาของลูกหลายแรงงานข้ามชาติ

“เรื่องประกันสังคม ถามว่าดีไหม ฉันว่าดี แต่สิทธิของแรงงานมันไม่เท่าเทียมกับคนไทย เราจ่ายเท่ากันแต่สิทธิไม่เท่ากัน เช่น กรณีคลอดลูก ถ้าเราจะต้องใช้สิทธิ 30 บาท เวลาไปรักษา เหมือนเขามองไม่เห็นเราเลย ไม่ค่อยได้รับความสนใจ แต่ถ้าบอกว่าจะจ่ายเงินสด จากที่ไม่มีเตียงก็มีทันที จากที่ไม่มีเลือดก็มีทันที อันนี้เจอกับตัวเองเลยค่ะ”

อดีตแรงงานหญิงไทใหญ่รายนี้เชื่อว่า คนที่มีอคติกับแรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่จริง ๆ แล้วแรงงานที่มาอยู่ประเทศไทย ก็ไม่ได้อยู่ฟรี “ทำงานก็ลำบากอยู่แล้ว ทำไมต้องมาเกลียดชังกันอีก อยากให้สื่อช่วยสื่อสารให้คนไทยเข้าใจว่าพวกเราหนีร้อนมาพึ่งเย็น”ขณะที่ข้อเรียกร้องเรื่องสิทธิของแรงงานของข้ามชาติจากวันเมย์เดย์ เชียงใหม่ เมื่อ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมาคืออยากให้รัฐบาลต้จัดทำนโยบายที่เป็นระบบและระยะยาวสำหรับการจัดการแรงงานข้ามชาติเป็นเวลา 5-10 ปี โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน : ยกเลิกการว่าจ้างบริษัทภายนอกมาจัดการการจดทะเบียนแรงงาน,ให้จดทะเบียน/ต่ออายุใบอนุญาตด้วยตนเองตลอดทั้งปี ขั้นตอนง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ,ลงโทษตัวแทนที่เรียกเก็บเงินล่าช้า,ขยายอายุการจ้างงานเป็น 60 ปี และอนุญาตให้มีนายจ้างหลายราย,ผู้ติดตามมีสิทธิเข้าถึงด้านสุขภาพ การศึกษา และสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกัน ,โดยด่วน คือหยุดการกักขัง/การส่งตัวกลับประเทศโดยบังคับ

ขณะที่ข้อเรียกร้องเรื่องสิทธิของแรงงานของข้ามชาติจากวันเมย์เดย์ เชียงใหม่ เมื่อ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมาคืออยากให้รัฐบาลต้จัดทำนโยบายที่เป็นระบบและระยะยาวสำหรับการจัดการแรงงานข้ามชาติเป็นเวลา 5-10 ปี โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน : ยกเลิกการว่าจ้างบริษัทภายนอกมาจัดการการจดทะเบียนแรงงาน,ให้จดทะเบียน/ต่ออายุใบอนุญาตด้วยตนเองตลอดทั้งปี ขั้นตอนง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ,ลงโทษตัวแทนที่เรียกเก็บเงินล่าช้า,ขยายอายุการจ้างงานเป็น 60 ปี และอนุญาตให้มีนายจ้างหลายราย,ผู้ติดตามมีสิทธิเข้าถึงด้านสุขภาพ การศึกษา และสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกัน ,โดยด่วน คือหยุดการกักขัง/การส่งตัวกลับประเทศโดยบังคับ