ระหว่างวันที่ 5-8 พฤษภาคม 2569 คณะนักวิจัยศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) นำโดย ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์ฯและอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี ได้ลงพื้นที่แม่น้ำโขงเพื่อเก็บตัวอย่างตะกอนดิน น้ำผิวดิน พืช ปลาและสัตว์น้ำตามจุดต่างๆตั้งแต่สามเหลี่ยมทองคำซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำรวกไหลลงแม่น้ำโขงและก่อนหน้านี้กรมควบคุมมลพิษได้ตรวจพบสารหนูในตะกอนดินสูงกว่ามาตรฐาน 9 เท่า ไปจนถึงผาได อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย
ผศ.ดร.ว่านกล่าวว่า คณะทำงานมุ่งวิเคราะห์ว่าลำน้ำสาขาเส้นใดมีอิทธิพลต่อปริมาณปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำโขงมากที่สุด โดยได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ต้นแม่น้ำโขงก่อนเข้าสู่อำเภอเชียงแสน บริเวณในแม่น้ำรวก ปากแม่น้ำรวก (สบรวก) และต่อเนื่องลงมาตามลำน้ำโขง โดยตั้งข้อสันนิษฐานว่า จุดที่มีความเข้มข้นของมวลสารสูงจะสะท้อนถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปริมาณโลหะหนักในแม่น้ำโขง
นักวิจัยผู้นี้กล่าวว่า คณะทำงานจึงเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่จุดสบรวก สบกก ต่อเนื่องไปจนถึงอำเภอเวียงแก่น ซึ่งถือเป็นพื้นที่ปลายน้ำสุดท้ายของจังหวัดเชียงรายที่ติดแม่น้ำโขงก่อนไหลเข้าประเทศลาว โดยคาดการณ์ว่าบริเวณนี้อาจพบความเข้มข้นที่ผันแปรตามกิจกรรมโดยรอบ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการฟุ้งกระจายของตะกอนดินที่มีโลหะหนักสะสมอยู่ คือกิจกรรมในลำน้ำ เช่น บริเวณสบรวกที่มีการเดินเรือหนาแน่นทำให้เกิดอัตราการฟุ้งของตะกอนสูง หรือบริเวณสบกกที่มีการขุดลอกดอนทรายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจกระตุ้นให้โลหะหนักปนเปื้อนฟุ้งเข้าสู่พื้นที่ริมฝั่งท่าน้ำ คณะทำงานจึงได้จัดเก็บทั้งตัวอย่างน้ำและตะกอนเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบในภาพรวมอย่างละเอียดแบบเน้นย้ำพื้นที่เสี่ยงและดูความสัมพันธ์กับห่วงโซ่อาหาร
“พื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสูง ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำและบริโภคสัตว์น้ำ โดยเฉพาะสัตว์หน้าดินเนื่องจากข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.ที่ 1) ตรวจพบค่าการปนเปื้อนในตะกอนดินสูงมาก หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอแนะนำให้เลือกบริโภคเฉพาะส่วนเนื้อ งดเว้นส่วนหัว ไส้ เครื่องใน และพุง ซึ่งเป็นจุดที่มีการสะสมของสารพิษสูงสุด” อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี มช.กล่าว
ผศ.ว่านกล่าวว่า ทั้งปริมาณน้ำและน้ำฝนต่างมีอิทธิพลต่อการปนเปื้อนเช่นเดียวกัน โดยน้ำฝนในปริมาณมากจะชะล้างหน้าดิน และส่งผลให้ตะกอนใต้น้ำเกิดการฟุ้งกระจายขึ้นมาสมทบกัน จนทำให้ค่าการปนเปื้อนสูงขึ้น สำหรับแม่น้ำโขง แม่น้ำกก และแม่น้ำสาย จุดที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือความขุ่น หากเมื่อใดที่ความขุ่นพุ่งสูงขึ้น ค่าการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักจะสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งลักษณะนี้แตกต่างจากแม่น้ำสาละวินที่น้ำใสแต่พบว่าการปนเปื้อนสูง ประกอบกับช่วงที่ปริมาณน้ำน้อยจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องเฝ้าติดตามพฤติกรรมของแต่ละสายน้ำอย่างใกล้ชิด
อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มช.กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการจัดทำข้อมูลพื้นฐานให้แก่พื้นที่ เนื่องจากในข้อเท็จจริงแม้ทาง สคพ. ที่ 1 จะมีการตรวจการปนเปื้อนในตะกอนดินอยู่บ้าง แต่ยังไม่ได้ทำการตรวจย้ำในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง คณะทำงานของเราจึงได้ทำการย้ำข้อมูลในพื้นที่ให้ชัดเจนในแต่ละพิกัด เพื่อพิสูจน์ผลตามข้อสันนิษฐานที่ว่า บริเวณสบรวกและสบกกมีอิทธิพลต่อการปนเปื้อนมากน้อยเพียงใด แต่เนื่องจากช่วงนี้ระดับน้ำมีการยกตัวสูงขึ้น จึงยังไม่สามารถคาดการณ์ผลสรุปที่แน่นอนได้ อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตการณ์เบื้องต้นพบว่าสบรวกมีค่าความขุ่นค่อนข้างสูงกว่าจุดอื่น ซึ่งเป็นไปตามข้อสันนิษฐานว่าปริมาณโลหะหนักน่าจะสูงกว่าตำแหน่งอื่นๆ เช่นกัน
“สถานการณ์ที่น่ากังวลคือหลายหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอเชียงแสนและเชียงของ ยังคงมีความจำเป็นต้องสูบน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้เป็นน้ำดิบในระบบประปาหมู่บ้านเนื่องจากขาดแคลนน้ำใต้ดินและน้ำจากดอย”ผศ.ว่านกล่าว
ทั้งนี้ผศ.ดร.ว่าน และคณะทำงาน ร่วมกับสมพร เพ็งค่ำ นักวิจัยอิสระและผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (CHIA Platform) เสนอมาตรการเฝ้าระวัง แนะนำและฝึกอบรมชาวบ้านในพื้นที่ใช้ชุดทดสอบมาตรฐานภาคสนาม (Test Kit) ตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งเพื่อเป็นการคัดกรอง หากพบค่าผิดปกติจึงเข้าสู่กระบวนการตรวจในห้องปฏิบัติการระดับสูง โดยผลวิเคราะห์ตะกอนดินและห่วงโซ่อาหาร (พืชและสัตว์น้ำ) จากการลงพื้นที่รอบนี้ คาดว่าจะทราบผลภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการความเสี่ยงของชุมชนต่อไป
ด้านนายสมรัตน์ โกฎยี่ ผู้ใหญ่บ้านบ้านสบรวก ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ตรวจพบสารหนูในตะกอนดินแม่น้ำโขงสูงกว่ามาตรฐาน 9 เท่า ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้านี้ทางสาธารณสุขอำเภอเชียงแสนได้เข้าชี้แจงแนวทางการดูแลสุขภาพแก่ผู้นำชุมชนในการประชุมประจำเดือนของกำนันผู้ใหญ่บ้านในอำเภอเชียงแสน โดยขอให้ชาวบ้านงดบริโภคสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้งฝอย และให้ระมัดระวังการกินปลาแม่น้ำ โดยเน้นย้ำว่าสามารถกินเนื้อปลาได้ตามปกติ แต่ให้งดกินส่วนหัว (เหงือก) พุง และเครื่องใน
นายสมรัตน์กล่าวว่า เรื่องน้ำอุปโภคบริโภคนั้น ระบบประปาหมู่บ้านสบรวกใช้บ่อบาดาล 2 แห่ง ความลึก 57 เมตร หล่อเลี้ยงกว่า 700 หลังคาเรือน ซึ่งผลการตรวจล่าสุดจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชียงราย และ รพ.สต. ยืนยันว่าปริมาณสารหนูในน้ำบาดาลยังไม่เกินมาตรฐาน โดยหมู่บ้านได้จัดทำระบบการกรองที่ได้มาตรฐานมีหน่วยงานดูแลตรวจสอบและดูแลเปลี่ยนวัสดุกรองสม่ำเสมอ ทั้งนี้คนในพื้นที่ได้ใช้น้ำบาดาลมาโดยตลอด ไม่ได้ใช้น้ำจากแม่น้ำโขงโดยตรงเนื่องจากปัญหาเรื่องความสะอาดและขยะ
ด้านนายหวัน ชาวประมงพื้นบ้านที่หาปลาในแม่น้ำรวกซึ่งเหลืออยู่เพียงรายเดียว กล่าวว่า ออกหาปลาตามปกติทั้งในแม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงด้วยวิธีวางเบ็ดและตาข่าย ปลาที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นปลาค้าว ปลาแข้ และปลากว่าง น้ำหนักตั้งแต่ 2-11 กิโลกรัม ซึ่งปลาที่จับได้ในบริเวณน้ำรวกส่วนใหญ่มีสุขภาพปกติ ไม่พบแผลหรือความผิดปกติทางผิวหนัง อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าหน้าที่ทางการจะมาเก็บตัวอย่างเลือดและปัสสาวะไปตรวจตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่จนถึงปัจจุบันตนยังไม่ได้รับแจ้งผลการตรวจแต่อย่างใด
ขณะที่ นายณัติ ชาวประมงพื้นบ้านจากปางปลาเชียงแสน ซึ่งอยู่ห่างจากปากน้ำรวกราว 3.5 กิโลเมตร กล่าวว่า ข่าวการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการขายปลาของชาวประมงที่นี่ แทบขายไม่ได้แล้ว
“ตอนที่มีข่าวปลาป่วยเมื่อปีที่แล้ว พวกเราขายปลาไม่ได้เลย จับมาได้ก็ต้องเก็บไว้ที่ท่าจนเต็มเพราะไม่มีคนซื้อ” นายณัติกล่าว
เมื่อถามว่าในบริเวณปางปลานี้มีการพบปลาแข้ที่ป่วยเหมือนในพื้นที่อื่นหรือไม่ นายณัติกล่าวว่า น่าจะพบในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เริ่มพบปลาแข้ตัวเล็กมีตุ่มตามตัวบ้างในช่วงน้ำแห้ง ซึ่งชาวประมงมักจะปล่อยไปเพราะกินไม่ได้ ส่วนปลาแข้ตัวใหญ่ยังไม่เคยพบความผิดปกติ ทั้งนี้กลุ่มชาวประมงต้องการความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมีการเยียวยาหรือแนวทางแก้ไขอย่างไรเพื่อให้วิถีชีวิตประมงพื้นบ้านสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งในช่วงนี้เป็นฤดูหาปลาแล้ว โดยน้ำเริ่มมา ปลาเริ่มขึ้นมาแล้วในช่วงนี้ชาวประมงที่หลายคนในปางนี้หาปลาเป็นอาชีพ


