Search

ชำแหละ EIA เหตุผลที่ไม่ควรถูกสร้าง “เขื่อนพูงอย”

ศ.ดร. กนกวรรณ มะโนรมย์
ศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง คณะศิลปศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำพูงอยไม่ควรถูกสร้างขึ้น เพราะโครงการนี้จะเพิ่มสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งบนแม่น้ำโขงสายหลัก เพิ่มความเสี่ยงข้ามพรมแดนต่อประเทศไทย กระทบต่อแม่น้ำมูลและพื้นที่แก่งตะนะ สร้างความกังวลเรื่องน้ำเท้อและน้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานี คุกคามการอพยพของปลาและระบบประมง และอาจผลิตซ้ำบทเรียนความผิดพลาดทางสังคมและนิเวศจากเขื่อนปากมูล

รายงาน EIA ระบุว่า เขื่อนพูงอยเป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river dam) ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงในแขวงจำปาสัก สปป.ลาว โดยมีระดับน้ำกักเก็บเต็ม 98.00 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง และมีพื้นที่กักน้ำยาวประมาณ 80 กิโลเมตร ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 851 ถึงกิโลเมตรที่ 931 ของแม่น้ำโขง รายงาน EIA ยังระบุอย่างชัดเจนว่า การดำเนินงานของเขื่อนพูงอยจะทำให้เกิดการท่วมขังของแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาตลอดแนวพื้นที่กักน้ำ รวมถึงแม่น้ำมูลในประเทศไทยบริเวณแก่งตะนะ และถือเป็นประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดน (TEAM Consulting Engineering and Management PCL & LTEAM Consulting Sole Co., Ltd., 2022/2565, หน้า 8-4)

ต่อมา ผู้พัฒนาโครงการคือ Charoen Energy and Water Asia Co., Ltd. ได้จัดทำเอกสารเพิ่มเติมชื่อ Supplementary Report: Response to concerned issues of Phou Ngoy Mekong Hydroelectric Power Project เมื่อเดือนพฤษภาคม 2023/2566 เพื่อตอบข้อกังวลที่หน่วยงานไทยหยิบยกขึ้นในการประชุมกับคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2022 ที่กรุงเทพฯ เอกสารนี้ระบุเองว่าเป็นเอกสารที่ผู้พัฒนาโครงการจัดทำให้ สปป.ลาว และ สปป.ลาว ส่งให้ประเทศสมาชิกพิจารณาเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าเท่านั้น (Charoen Energy and Water Asia Co., Ltd. [CEWA], 2023/2565, หน้า 1)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เอกสารเพิ่มเติมนี้ไม่ใช่หลักฐานที่ทำให้โครงการปลอดภัยขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เป็นเอกสารที่สะท้อนว่า ยังมีข้อกังวลสำคัญจำนวนมากจากฝั่งไทยที่ผู้พัฒนาโครงการต้องตอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำเท้อแก่งตะนะ เขื่อนปากมูล ชุมชนไทยริมแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขง ผลกระทบต่อประมง การอพยพของปลา การใช้ประโยชน์ริมฝั่งน้ำ และความรับผิดชอบหากเกิดผลกระทบหลังพัฒนาโครงการ


ดังนั้น เมื่ออ่านรายงาน EIA และเอกสารเพิ่มเติมร่วมกัน ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ โครงการนี้ไม่ควรเดินหน้า เพราะเอกสารของโครงการเองยืนยันว่ามีผลกระทบข้ามพรมแดน มีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำเข้าสู่แม่น้ำมูล มีความเสี่ยงต่อแก่งตะนะ มีผลต่อการดำเนินงานของเขื่อนปากมูล มีชุมชนไทยจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ศึกษา และยังมีข้อมูลหลายด้านที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมากในประบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า


(อ่านรายละเอียด EIA ฉบับเต็มได้ใน http://transbordernews.in.th/home/wp-content/uploads/เอกสารเพิ่มเติม-จากผู้พัฒนาโครงการ.pdf )

1.เอกสาร EIA และเอกสารเพิ่มเติมยืนยันว่าเขื่อนพูงอยมีผลกระทบข้ามพรมแดนต่อไทย

รายงาน EIA ระบุประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนไว้ 6 ด้าน ได้แก่ อุทกวิทยา การตกตะกอน การอพยพของปลา การเดินเรือ คุณภาพน้ำ และผลกระทบทางสังคม (TEAM Consulting Engineering and Management PCL & LTEAM Consulting Sole Co., Ltd., 2022/2565, หน้า 8-4). ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิคเล็กน้อย แต่เป็นประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของระบบแม่น้ำ วิถีชีวิตของชุมชน และความรับผิดชอบข้ามพรมแดน

เอกสารเพิ่มเติมของผู้พัฒนาโครงการก็ยืนยันประเด็นเดียวกัน โดยระบุว่า ประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจเกิดขึ้นจากเขื่อนพูงอย ได้แก่ อุทกวิทยา การตกตะกอน การอพยพของปลา การเดินเรือ คุณภาพน้ำ และผลกระทบทางสังคม ซึ่งรวมถึงสุขภาพ โภชนาการ การท่องเที่ยว และประเด็นเศรษฐกิจ (CEWA, 2023, หน้า 12).

จุดสำคัญคือ ในเอกสารเพิ่มเติม ผู้พัฒนาโครงการยอมรับว่า หากเดินเครื่องที่ระดับน้ำ 98 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง จะทำให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของระดับน้ำเข้าสู่แม่น้ำมูล” ซึ่งอยู่ในดินแดนไทย และยังระบุว่า ประเด็นที่เหลือจำเป็นต้องหารือต่อกับหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องก่อนเดินหน้าโครงการก่อสร้าง (CEWA, 2023/2566, หน้า 12)

ข้อความนี้มีความสำคัญมาก เพราะหมายความว่า แม้ผู้พัฒนาโครงการจะพยายามลดระดับความกังวล แต่เอกสารของผู้พัฒนาเองก็ยังยอมรับว่าแม่น้ำมูลในประเทศไทยจะได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำ และยังมีเรื่องที่ต้องหารือต่อ ก่อนจะก่อสร้างได้ ดังนั้น โครงการที่ยังมีประเด็นข้ามพรมแดนค้างอยู่เช่นนี้ไม่ควรถูกผลักดันให้เดินหน้าต่อ

  1. น้ำเท้อและแก่งตะนะ: เอกสารเพิ่มเติมยืนยันว่าแก่งตะนะจะถูกท่วมแม้ในฤดูแล้ง

ข้อกังวลสำคัญที่สุดประการหนึ่งของไทยคือผลกระทบจากน้ำเท้อบริเวณแก่งตะนะ ซึ่งอยู่ในแม่น้ำมูลและมีความสำคัญทั้งทางนิเวศ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เอกสารเพิ่มเติมของผู้พัฒนาโครงการระบุว่า แก่งตะนะตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 8,000 เฮกตาร์ หรือ 50,000 ไร่ และระหว่างปี 2013–2022 มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 29,388 คนต่อปี (CEWA, 2023/2566, หน้า 4)

ยิ่งไปกว่านั้น เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า จากลักษณะภูมิประเทศ ระดับ +97.00 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางสามารถใช้เป็นระดับน้ำท่วมของแก่งตะนะ และผลจากการจำลองแบบแสดงว่า หากเขื่อนพูงอยดำเนินงานที่ระดับออกแบบ +98 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง เขื่อนจะทำให้แก่งตะนะถูกท่วม แม้ในช่วงฤดูแล้ง (CEWA, 2023/2566, หน้า 6)

นี่คือหลักฐานที่หนักแน่นมาก เพราะไม่ใช่ข้อกล่าวหาจากฝ่ายคัดค้าน แต่เป็นข้อความจากเอกสารของผู้พัฒนาโครงการเอง หากแก่งตะนะซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางธรรมชาติและการท่องเที่ยวจะถูกท่วมแม้ในฤดูแล้ง ก็ไม่ควรถือว่าเป็นผลกระทบเล็กน้อย หรือแก้ไขได้ง่ายด้วยมาตรการบริหารจัดการชั่วคราว

ผู้พัฒนาเสนอว่าจะลดระดับน้ำดำเนินงานลงเพื่อหลีกเลี่ยงการท่วมแก่งตะนะที่ระดับ 97 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงท่องเที่ยวสำคัญ (CEWA, 2023/2566, หน้า 6). แต่มาตรการนี้กลับสะท้อนปัญหามากกว่าจะแก้ปัญหา เพราะหมายความว่า ในช่วงเวลาปกติ แก่งตะนะอาจยังได้รับผลกระทบจากระดับน้ำของเขื่อน และโครงการเลือกปกป้องพื้นที่ท่องเที่ยวเฉพาะช่วงเทศกาล มากกว่าจะคุ้มครองระบบนิเวศ วัฒนธรรม และภูมิทัศน์แม่น้ำตลอดทั้งปี

ดังนั้น เอกสารเพิ่มเติมไม่ได้ทำให้ข้อกังวลลดลง แต่กลับยืนยันว่าแก่งตะนะเป็นพื้นที่เสี่ยงจริง และการสร้างเขื่อนพูงอยอาจเปลี่ยนภูมิทัศน์ของแม่น้ำมูลอย่างมีนัยสำคัญ

  1. ความเสี่ยงน้ำท่วมอุบลราชธานีและน้ำเท้อ: ผู้พัฒนาบอกว่าไม่ท่วม แต่ยังมีความไม่แน่นอนเชิงสังคมและพื้นที่จริง

เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า จากกฎการเดินเครื่องและระดับน้ำดำเนินงานของโครงการ น้ำเท้อฝั่งไทยจะไม่ทำให้ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่งของแม่น้ำโขง แม่น้ำมูล และลำน้ำสาขา โดยอ้างระดับน้ำท่วมที่โขงเจียม 103.53 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง และสรุปว่าจะไม่มีผลกระทบน้ำท่วมตามข้อกังวลนี้ (CEWA, 2023/2566, หน้า 10)

อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องระวังคือ การสรุปว่า “ไม่ท่วมตลิ่ง” ไม่ได้เท่ากับ “ไม่มีผลกระทบต่อประชาชน” เพราะผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นอาจไม่จำกัดอยู่ที่น้ำล้นตลิ่งเท่านั้น แต่รวมถึงน้ำเท้อ การระบายน้ำช้าลง พื้นที่ริมฝั่งที่ใช้ตามฤดูกาล การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศชายฝั่งแม่น้ำ การประมง การท่องเที่ยว และความไม่แน่นอนในช่วงน้ำหลาก

ตารางที่ 2 ในเอกสารเพิ่มเติมแสดงว่า ที่ตำแหน่งโขงเจียม ระดับน้ำธรรมชาติอยู่ที่ 101.26 เมตร และเมื่อดำเนินงานที่ระดับ NWL +97 เมตร ระดับน้ำอยู่ที่ 101.69 เมตร เพิ่มขึ้น 0.43 เมตร หรือ 43 เซนติเมตร (CEWA, 2023/2566, หน้า 11). แม้ผู้พัฒนาจะยืนยันว่าระดับนี้ยังไม่เกินตลิ่ง แต่การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำเกือบครึ่งเมตรในระบบแม่น้ำที่เชื่อมกับแม่น้ำมูลและพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของอุบลราชธานี ไม่ควรถูกมองข้าม

ข้อสรุปเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและเครือข่ายมหาวิทยาลัยระบุว่า ประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ทั้งในพื้นที่ชนบทและเมืองที่อยู่ตามแม่น้ำมูล ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมซ้ำซากอยู่แล้ว และอาจเผชิญน้ำท่วมมากขึ้นจากน้ำเท้อที่เกิดจากเขื่อนพูงอยในแขวงจำปาสัก (Ubon Ratchathani University et al., 2024/2567, หน้า 5–6)

ดังนั้น คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “น้ำจะล้นตลิ่งหรือไม่” แต่คือ “ระดับน้ำที่สูงขึ้น น้ำเท้อ และการระบายน้ำที่อาจช้าลง จะซ้ำเติมความเปราะบางของอุบลราชธานีหรือไม่” ในพื้นที่ที่เผชิญน้ำท่วมซ้ำซากอยู่แล้ว ภาระการพิสูจน์ควรอยู่ที่ผู้พัฒนาและหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องพิสูจน์หลังจากเขื่อนสร้างเสร็จแล้ว

  1. เขื่อนพูงอยอาจกระทบการเดินเครื่องเขื่อนปากมูลสัญญาณที่มิอาจมองข้ามของผลกระทบเชื่อมโยงทั้งระบบ

เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า ระดับน้ำเฉลี่ยเหนือเขื่อนปากมูลอยู่ที่ประมาณ 107 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง และระดับน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ประมาณ 95 เมตร แต่เมื่อเขื่อนพูงอยดำเนินงาน ระดับน้ำท้ายเขื่อนปากมูลจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100 เมตร ส่งผลให้กำลังผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลลดลงประมาณ 41% จากการเดินเครื่องปกติ (CEWA, 2023/2566, หน้า 8)

ข้อความนี้สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าเขื่อนพูงอยไม่ได้กระทบเฉพาะแม่น้ำโขงบริเวณที่ตั้งโครงการ แต่สามารถกระทบการทำงานของเขื่อนปากมูลในประเทศไทยได้โดยตรง นี่คือหลักฐานชัดเจนของความเชื่อมโยงระหว่างเขื่อนใหม่กับโครงสร้างพื้นฐานเดิมในระบบแม่น้ำโขง–มูล

เอกสารเพิ่มเติมยังระบุว่า การที่ระดับน้ำท้ายเขื่อนปากมูลสูงขึ้น อาจทำให้ปลาต้องอพยพขึ้นไปตามทางผ่านปลาของเขื่อนปากมูลในระยะทางที่สั้นลง (CEWA, 2023/2566, หน้า 8). แม้เอกสารจะนำเสนอประเด็นนี้ในเชิงเทคนิค แต่ในเชิงนิเวศและสังคม นี่คือสัญญาณว่าระบบแม่น้ำจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยเขื่อนหลายแห่งที่ทำงานสัมพันธ์กัน

บทเรียนจากเขื่อนปากมูลชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำและการอพยพของปลาไม่ใช่เรื่องเล็ก Soukhaphon และ Baird (2024/2567) อธิบายว่าเขื่อนปากมูลเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีข้อพิพาทมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะกระทบวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยเฉพาะวิถีชีวิตของผู้หญิง และก่อให้เกิดการต่อต้านยาวนาน (หน้า 1562)

ดังนั้น หากเขื่อนพูงอยยังจะส่งผลต่อระดับน้ำท้ายเขื่อนปากมูลและลดกำลังผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลเอง ก็ควรตั้งคำถามว่า โครงการนี้สมควรถูกสร้างหรือไม่ เมื่อยังอาจสร้างความซับซ้อนใหม่ให้กับระบบที่มีปัญหาเดิมอยู่แล้ว

  1. ชุมชนไทยจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ศึกษา แต่ข้อมูลผลกระทบระดับครัวเรือนยังไม่เพียงพอ

เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า การศึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมฝั่งไทยเน้นชุมชน 12 แห่งในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ 8 ชุมชนในตำบลโขงเจียม และ 4 ชุมชนในตำบลห้วยไผ่ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขง และอาจได้รับผลจากระดับน้ำที่สูงขึ้นจากการดำเนินงานของโครงการ (CEWA, 2023/2566, หน้า 14)

ในพื้นที่ศึกษาเหล่านี้มีประชากรรวม 6,738 คน เป็นชาย 3,409 คน หญิง 3,329 คน และมี 2,091 ครัวเรือน คิดเป็น 19.24% ของประชากรทั้งหมดในอำเภอโขงเจียม (CEWA, 2023/2566, หน้า 14). ตารางรายชื่อหมู่บ้านยังระบุชุมชน เช่น บ้านเวินบึก บ้านห้วยหมากใต้ บ้านท่าแพ บ้านหัวเห่ว บ้านด่านเก่า บ้านด่านใหม่ บ้านห้วยสะคาม บ้านถ้ำป่อง บ้านกุ่ม บ้านห้วยหมาก และบ้านห้วยไผ่ (CEWA, 2023/2566, หน้า 15)

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ว่างเปล่า แต่เกี่ยวข้องกับชุมชนจริง ครัวเรือนจริง และผู้คนจริงจำนวนหลายพันคน

ที่สำคัญ เอกสารเพิ่มเติมยอมรับเองว่า ผลกระทบต่ออาชีพของประชาชนท้องถิ่นจำเป็นต้องมีข้อมูลฐานระดับครัวเรือนที่เพียงพอ และการศึกษาจะดำเนินการในช่วงการดำเนินกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า รวมทั้งจะมีการติดตามเพิ่มเติมหลังกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า โดยความร่วมมือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ (CEWA, 2023/2566, หน้า 19)

นี่คือเหตุผลสำคัญที่โครงการไม่ควรเดินหน้า เพราะหากยังไม่มีข้อมูลฐานระดับครัวเรือนที่เพียงพอ ก็ยังไม่สามารถประเมินได้ครบว่าใครจะเสียประโยชน์ ใครจะเปราะบางที่สุด และใครควรได้รับการคุ้มครองหรือชดเชยอย่างไร การศึกษาผลกระทบไม่ควรเกิดขึ้นหลังจากโครงการเดินหน้าไปแล้ว แต่ต้องเกิดขึ้นก่อนการตัดสินใจ

  1. ผู้พัฒนายอมรับว่ามีกิจกรรมเกษตรริมฝั่งในฤดูแล้งที่อาจได้รับผลกระทบ

เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า การเพาะปลูกริมฝั่งน้ำในฤดูแล้งฝั่งไทยมีอยู่ในระดับ “น้อย” แต่ “อาจได้รับผลกระทบ” ในพื้นที่ เช่น บ้านห้วยหมาก บ้านห้วยไผ่ บ้านห้วยสะคาม บ้านด่านใหม่ บ้านท่าแพ และบ้านเวินบึก (CEWA, 2023/2566, หน้า 19)

แม้ผู้พัฒนาจะใช้คำว่า “น้อย” แต่การยอมรับว่ามีกิจกรรมริมฝั่งที่อาจได้รับผลกระทบมีความสำคัญมาก เพราะสำหรับครัวเรือนยากจน กิจกรรมเล็ก ๆ ตามริมฝั่งน้ำ เช่น การปลูกพืชผักตามฤดูกาล การหาปลา การเก็บทรัพยากรน้ำ หรือการใช้พื้นที่ริมตลิ่ง อาจมีความหมายต่ออาหาร รายได้ และการลดค่าใช้จ่ายของครอบครัว

การประเมินผลกระทบที่มองเพียงพื้นที่เกษตรขนาดใหญ่หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นทางการ อาจมองไม่เห็นเศรษฐกิจยังชีพและเศรษฐกิจเล็ก ๆ ของชาวบ้าน ซึ่งเป็นฐานความมั่นคงของครัวเรือนจำนวนมาก นี่คือเหตุผลที่ต้องใช้หลักการระมัดระวังไว้ก่อน และไม่ควรสร้างเขื่อนจนกว่าจะมีข้อมูลที่ละเอียดและเป็นธรรมต่อชุมชน

  1. ข้อมูลประมงในเอกสารเพิ่มเติมยิ่งยืนยันว่าพื้นที่นี้เป็นระบบนิเวศปลาสำคัญ

เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า จากการศึกษาระยะ IEE ปี 2010 พบปลา 116 ชนิดในพื้นที่ศึกษา โดยพบ 68 ชนิดในฤดูฝนปี 2008, 77 ชนิดในฤดูแล้งปี 2009 และ 38 ชนิดในฤดูฝนปี 2010 (CEWA, 2023/2666, หน้า 22–23)

ต่อมา การสำรวจปลาระหว่างปี 2013–2018 ในพื้นที่โครงการพบปลา 162 ชนิด จาก 27 วงศ์ โดยวงศ์ปลาตะเพียนหรือ Cyprinidae พบมากที่สุด 71 ชนิด รองลงมาคือ Siluridae 14 ชนิด, Bagridae 12 ชนิด, Pangasiidae 10 ชนิด และ Cobitidae 7 ชนิด (CEWA, 2023/2566, หน้า 24–25). ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงาน EIA ที่ระบุว่าพื้นที่โครงการมีปลา 162 ชนิดจาก 27 วงศ์ และมีปลา 18 ชนิดอยู่ในบัญชีแดงของ IUCN รวมถึงชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง เช่น Ceratoglanis pachynema และ Catlocarpio siamensis (TEAM Consulting Engineering and Management PCL & LTEAM Consulting Sole Co., Ltd., 2022/2566, หน้า ES-7)

นอกจากนี้ เอกสารเพิ่มเติมยังระบุว่า เมื่อนำรายชื่อปลาที่อพยพตามรายงาน MRC มาเทียบ พบว่าจากปลาที่ถูกจัดเป็นชนิดอพยพ 30 ชนิด มี 24 ชนิดที่พบในการศึกษานี้ และเมื่อจัดกลุ่มปลาทั้ง 162 ชนิดตามรูปแบบการอพยพ พบว่ากลุ่มปลาขาว หรือ white fish ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการอพยพสูง มี 110 ชนิด หรือประมาณ 68% กลุ่มปลาเทา 35 ชนิด หรือประมาณ 22% และกลุ่มปลาดำ 10 ชนิด หรือประมาณ 10% (CEWA, 2023/2566, หน้า 27)

ข้อมูลนี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่า โครงการตั้งอยู่ในระบบนิเวศปลาที่มีความสำคัญสูง ไม่ใช่พื้นที่ว่างทางเทคนิคสำหรับผลิตไฟฟ้า การที่ปลาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอพยพ ยิ่งทำให้การสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักมีความเสี่ยงสูง เพราะเขื่อนจะเข้าไปขวางการเคลื่อนย้ายของปลาในระบบแม่น้ำโขง–มูล

  1. รายงาน EIA เองยอมรับว่าเขื่อนจะขัดขวางการอพยพของปลาที่เชื่อมกับแม่น้ำมูล

รายงาน EIA ระบุว่า เขื่อนพูงอยตั้งอยู่บริเวณตอนล่างของระบบการอพยพของปลาในลุ่มน้ำโขงตอนกลาง และโครงการจะขัดขวางการอพยพของปลา “ในระดับหนึ่ง” โดยเฉพาะการอพยพที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำมูลและลำน้ำสาขาขนาดเล็กอื่น ๆ ในประเทศไทย (TEAM Consulting Engineering and Management PCL & LTEAM Consulting Sole Co., Ltd., 2022/2565, หน้า 8-5)

ในเชิงนโยบาย ประโยคนี้สำคัญมาก เพราะเป็นการยอมรับจากรายงาน EIA เองว่าเขื่อนจะกีดขวางการอพยพของปลา ไม่ว่าจะมากหรือน้อย การกีดขวางการอพยพของปลาในระบบแม่น้ำโขง–มูลไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะปลาคือฐานของอาหาร รายได้ วัฒนธรรม ความทรงจำ และอัตลักษณ์ของชุมชนริมแม่น้ำ

บทเรียนจากเขื่อนปากมูลยืนยันว่า เมื่อความเชื่อมโยงของแม่น้ำถูกตัดขาด ชุมชนต้องเผชิญผลกระทบยาวนานหลายสิบปี Soukhaphon และ Baird (2024/2567) ชี้ให้เห็นว่าเขื่อนปากมูลไม่ได้สร้างเฉพาะผลกระทบทางประมงเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบด้านเพศภาวะ วัฒนธรรม อารมณ์ความรู้สึก และความทรงจำของชุมชน โดยเฉพาะผ่านบทบาทของผู้หญิงในวิถีประมง การค้าปลา การดูแลครอบครัว และการต่อต้านเขื่อน (หน้า 1562–1578)

ดังนั้น หากเขื่อนพูงอยขัดขวางการอพยพของปลาในระบบที่เชื่อมแม่น้ำโขงกับแม่น้ำมูล ก็มีความเสี่ยงที่จะผลิตซ้ำความเสียหายระยะยาวในลักษณะเดียวกับเขื่อนปากมูล แต่ในระดับข้ามพรมแดนที่กว้างกว่า

  1. ข้อมูลหลายด้านยังต้อง “ศึกษาเพิ่มเติม” ในการปรึกษาหารือล่วงหน้า จึงยังไม่ควรตัดสินใจสร้างเขื่อน

เอกสารเพิ่มเติมหลายจุดระบุว่าข้อมูลสำคัญยังต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น ข้อมูลด้านคุณภาพน้ำและระบบนิเวศในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจะถูกปรับปรุงในช่วงกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า และสำหรับรายงาน ESIA ฉบับสุดท้ายก่อนการได้รับใบรับรองความสอดคล้องด้านสิ่งแวดล้อมจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ สปป.ลาว (CEWA, 2023/2566, หน้า 21)

เอกสารยังระบุว่า ข้อมูลผลกระทบต่ออาชีพของประชาชนต้องการข้อมูลฐานระดับครัวเรือนที่เพียงพอ และจะมีการศึกษาในช่วงจัดทำกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (CEWA, 2023/2566, หน้า 19)

เมื่อข้อมูลสำคัญยังไม่สมบูรณ์ คำถามคือ เหตุใดจึงควรเดินหน้าโครงการ? หลักการที่ควรใช้ในกรณีเช่นนี้คือหลักการป้องกันไว้ก่อน โดยเฉพาะเมื่อผลกระทบอาจเกิดกับระบบแม่น้ำข้ามพรมแดน ชุมชนหลายพันคน ระบบประมง และพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก

การบอกว่าจะศึกษาเพิ่มเติมในช่วงดำเนินการกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้เดินหน้าโครงการ แต่ควรเป็นเหตุผลให้หยุดหรือชะลอโครงการ จนกว่าข้อมูลจะครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดเผยเป็นภาษาไทยต่อประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ

  1. การเปิดเผยข้อมูลภาษาไทยและการมีส่วนร่วมของชุมชนยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ยังไม่ครบ

ข้อสรุปเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและเครือข่ายมหาวิทยาลัยระบุว่า ข้อมูลเกี่ยวกับรายงาน TbEIA ของเขื่อนพูงอยยังเข้าถึงได้ไม่ง่ายสำหรับประชาชนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคม และนักวิชาการในจังหวัดอุบลราชธานี และแม้มีข้อมูล ก็มักอยู่ในภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่ภาษาที่ประชาชนไทยจำนวนมากเข้าใจได้สะดวก (Ubon Ratchathani University et al., 2024/2567, หน้า 6–7) เอกสารดังกล่าวเสนอว่า ข้อมูลภาษาอังกฤษทั้งหมดในรายงาน TbEIA ควรถูกแปลเป็นภาษาไทย รวมถึงบทสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดน และควรมีแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย (Ubon Ratchathani University et al., 2024/2567, หน้า 7–8)

นี่คือประเด็นพื้นฐานด้านความเป็นธรรม ประชาชนไม่สามารถมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายได้ หากพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล หรือไม่เข้าใจข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง การแปลข้อมูลเป็นภาษาไทยไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการตัดสินใจที่เป็นธรรม

  1. ประโยชน์ด้านไฟฟ้าไม่อาจกลบความเสี่ยงทางสังคมและนิเวศได้

เขื่อนพูงอยถูกนำเสนอว่าเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าเพื่อการส่งออก โดยรายงาน EIA ระบุว่าโครงการมีกำลังผลิตติดตั้ง 728 เมกะวัตต์ และผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยต่อปี 3,625 กิกะวัตต์-ชั่วโมง ในรายละเอียดโครงการ (TEAM Consulting Engineering and Management PCL & LTEAM Consulting Sole Co., Ltd., 2022/2565, หน้า 3-7–3-8)

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าโครงการผลิตไฟฟ้าได้เท่าใด แต่คือ ใครได้ประโยชน์ และใครแบกรับต้นทุน หากไฟฟ้าถูกส่งออก แต่ชุมชนริมแม่น้ำต้องรับความเสี่ยงจากน้ำเท้อ น้ำท่วม การเปลี่ยนแปลงแม่น้ำ การลดลงของประมง และการสูญเสียวัฒนธรรม โครงการนี้ก็ไม่เป็นธรรม

พลังงานสะอาดไม่ควรหมายถึงการเสียสละแม่น้ำและชุมชนริมแม่น้ำ โครงการหนึ่งอาจถูกนำเสนอว่าคาร์บอนต่ำ แต่ก็ยังสามารถสร้างความเสียหายทางสังคมและนิเวศอย่างลึกซึ้งได้ หากทำลายความเชื่อมโยงของแม่น้ำและวิถีชีวิตของผู้คน

บทสรุป: เอกสารเพิ่มเติมทำให้ข้อคัดค้านหนักแน่นขึ้น ไม่ใช่อ่อนลง

เมื่ออ่านรายงาน EIA และเอกสารเพิ่มเติมของผู้พัฒนาโครงการร่วมกัน ข้อสรุปสำคัญคือ เขื่อนพูงอยยังไม่ควรถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลคือ

1.รายงาน EIA ระบุชัดว่าโครงการมีผลกระทบข้ามพรมแดน และจะทำให้เกิดการท่วมขังตามแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา รวมถึงแม่น้ำมูลบริเวณแก่งตะนะ

2.เอกสารเพิ่มเติมยืนยันว่า แก่งตะนะจะถูกท่วมแม้ในฤดูแล้งภายใต้ระดับเดินเครื่อง +98 เมตร และมาตรการลดระดับน้ำถูกเสนอเฉพาะช่วงเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ปีใหม่และสงกรานต์

3.เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า การเดินเครื่องเขื่อนพูงอยจะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนปากมูลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100 เมตร และอาจทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลลดลงประมาณ 41%

4.มีชุมชนไทยอย่างน้อย 12 แห่ง ประชากร 6,738 คน และ 2,091 ครัวเรือนอยู่ในพื้นที่ศึกษา ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้น

5.เอกสารเพิ่มเติมยอมรับว่ายังต้องมีข้อมูลฐานระดับครัวเรือนเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลกระทบต่ออาชีพประชาชน และข้อมูลด้านระบบนิเวศ คุณภาพน้ำ และผลกระทบอื่น ๆ ยังต้องปรับปรุงในกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า

6.ทั้ง EIA และเอกสารเพิ่มเติมยืนยันว่าพื้นที่โครงการเป็นระบบนิเวศปลาที่สำคัญ โดยพบปลา 162 ชนิดจาก 27 วงศ์ และปลาจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการอพยพ โดยเฉพาะกลุ่มปลาขาวที่มี 110 ชนิด หรือประมาณ 68% ของชนิดปลาที่พบ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จุดยืนเชิงนโยบายที่หนักแน่นที่สุดจึงไม่ใช่เพียงการขอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบที่ดีขึ้น แต่คือการไม่ควรสร้างเขื่อนพูงอย การปกป้องแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลจำเป็นต้องหยุดโครงการเขื่อนใหม่บนแม่น้ำโขงสายหลัก เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเป็นภาษาไทย ให้ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ยอมรับความรู้ท้องถิ่นและความรู้ของผู้หญิง และปรับทิศทางพลังงานไปสู่ทางเลือกที่ไม่ทำลายความเชื่อมโยงของแม่น้ำ ระบบประมง และวิถีชีวิตของชุมชน

อ้างอิง
Baird, I.G.; Manorom, K.; Phenow, A. and Gaja-Svasti, S. 2020. Opening the gates of the Pak Mun
dam: Fish migrations, domestic water supply, irrigation projects and politics.
Water Alternatives 13(1): 141-159
Charoen Energy and Water Asia Co., Ltd. (2023). Supplementary report: Response to concerned
issues of Phou Ngoy Mekong Hydroelectric Power Project. Charoen Energy and Water Asia Co., Ltd.
Soukhaphon, A., & Baird, I. G. (2024). Remembering the Mun: Engendering local geographies of
resistance to the Pak Mun Dam. Gender, Place & Culture, 31(11), 1562–1582. https://doi.org/10.1080/0966369X.2024.2312366
Tuantong Jutagate, Chaiwut Krudpan, Praneet Ngamsnae, Kanjana Payooha, and Thanatip
Lamkom. 2003. “Fisheries in the Mun River: A One-Year Trial of Opening the Sluice Gates of the Pak Mun Dam, Thailand”. Agriculture and Natural Resources 37 (1). Bangkok, Thailand:101-16. https://li01.tci-thaijo.org/index.php/anres/article/view/242792.
TEAM Consulting Engineering and Management PCL, & LTEAM Consulting Sole Co., Ltd.
(2022). Environmental and social impact assessment report: Volume 1 of 10: Environmental impact assessment: Phou Ngoy Hydroelectric Power Project, Lao PDR: Draft final report (2nd revised). Charoen Energy and Water Asia Co., Ltd.
Ubon Ratchathani University, Mae Fah Luang University, Chulalongkorn University, Thammasat
University, & Nakhon Phanom University. (2567). Science and policy interface: People engagement in environmental action for the Mekong sustainability: A case of Phou Ngoy dam [Policy brief]. https://bkktribune.com/workshop-policy-brief-science-and-policy-interface-people-engagement-in-environmental-action-for-the-mekong-sustainability-a-case-of-phou-ngoy-dam/
คณะกรรมาธิการเขื่อนโลก. (2000). เขื่อนและการพัฒนา: กรอบแนวคิดใหม่สำหรับการตัดสินใจ: รายงานของ
คณะกรรมาธิการเขื่อนโลก. Earthscan.