Search

นักวิชาการชำแหละ EIA เขื่อนพูงอย เผยหากสร้างเขื่อนพูงอยกั้นแม่น้ำโขงกำลังการผลิตไฟฟ้าเขื่อนปากมูลจะลด 41% ขณะที่แก่งตะนะแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังจะถูกท่วมในหน้าแล้ง-เครือข่ายเตรียมจัดใหญ่เวทีสาธารณะวิพากษ์ผลกระทบ

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร. กนกวรรณ มะโนรมย์ นักวิชาการจากศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เปิดเผยถึงผลการอ่านรายละเอียดในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(Environmental Impact Assessment-EIA)ของโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำพูงอย (Phu Ngoy HPP) ซึ่งจะกั้นแม่น้ำโขงในแขวงจำปาสัก สปป.ลาว ประชิดพรมแดนไทยด้าน จ.อุบลราชธานี ว่าเขื่อนแห่งนี้ไม่ควรถูกสร้างขึ้น เพราะจะเพิ่มสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งบนแม่น้ำโขงสายหลัก และเพิ่มความเสี่ยงข้ามพรมแดนต่อประเทศไทย กระทบต่อแม่น้ำมูลและพื้นที่แก่งตะนะ สร้างความกังวลเรื่องน้ำเท้อและน้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานี คุกคามการอพยพของปลาและระบบประมง และอาจผลิตซ้ำบทเรียนความผิดพลาดทางสังคมและนิเวศจากเขื่อนปากมูล

ศ.ดร.กนกวรรณกล่าวว่า รายงาน EIA ระบุว่า เขื่อนพูงอยเป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river dam) ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงในลาว โดยมีระดับน้ำกักเก็บเต็ม 98.00 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก) และมีพื้นที่กักน้ำยาวประมาณ 80 กม. ตั้งแต่กม.ที่ 851 ถึงกม.ที่ 931 ของแม่น้ำโขง ซึ่งรายงาน EIA ยังระบุอย่างชัดเจนว่า การดำเนินงานของเขื่อนพูงอยจะทำให้เกิดการท่วมขังของแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาตลอดแนวพื้นที่กักน้ำ รวมถึงแม่น้ำมูลในประเทศไทยบริเวณแก่งตะนะ และถือเป็นประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดน

ศ.ดร.กนกวรรณกล่าวว่า ผู้พัฒนาโครงการคือ Charoen Energy and Water Asia Co., Ltd. ได้จัดทำเอกสารเพิ่มเติมชื่อ Supplementary Report: Response to concerned issues of Phou Ngoy Mekong Hydroelectric Power Project เมื่อเดือนพฤษภาคม 2023/2566 เพื่อตอบข้อกังวลที่หน่วยงานไทยหยิบยกขึ้นในการประชุมกับคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2022 ที่กรุงเทพฯ เอกสารนี้ระบุเองว่าเป็นเอกสารที่ผู้พัฒนาโครงการจัดทำให้ สปป.ลาว และ สปป.ลาว ส่งให้ประเทศสมาชิกพิจารณาเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าเท่านั้น เป็นเอกสารที่สะท้อนว่า ยังมีข้อกังวลสำคัญจำนวนมากจากฝั่งไทยที่ผู้พัฒนาโครงการต้องตอบ


“เมื่ออ่านรายงาน EIA และเอกสารเพิ่มเติมร่วมกัน ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ โครงการนี้ไม่ควรเดินหน้า เพราะเอกสารของโครงการเองยืนยันว่ามีผลกระทบข้ามพรมแดน มีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำเข้าสู่แม่น้ำมูล มีความเสี่ยงต่อแก่งตะนะ มีผลต่อการดำเนินงานของเขื่อนปากมูล มีชุมชนไทยจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ศึกษา และยังมีข้อมูลหลายด้านที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมากในกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า” นักวิชาการจากศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง กล่าว

(อ่านรายละเอียด EIA ฉบับเต็มได้ใน http://transbordernews.in.th/home/wp-content/uploads/เอกสารเพิ่มเติม-จากผู้พัฒนาโครงการ.pdf )

ศ.ดร.กนกวรรณ กล่าวว่า เอกสารเพิ่มเติมที่ผู้พัฒนาโครงการจัดทำขึ้นทำให้ข้อคัดค้านมีความหนักแน่นขึ้น โดยเมื่ออ่านรายงาน EIA และเอกสารเพิ่มเติมของผู้พัฒนาโครงการร่วมกัน ข้อสรุปสำคัญคือ เขื่อนพูงอยยังไม่ควรถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลคือ 1.รายงาน EIA ระบุชัดว่าโครงการมีผลกระทบข้ามพรมแดน และจะทำให้เกิดการท่วมขังตามแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา รวมถึงแม่น้ำมูลบริเวณแก่งตะนะ

2.เอกสารเพิ่มเติมยืนยันว่า แก่งตะนะจะถูกท่วมแม้ในฤดูแล้งภายใต้ระดับเดินเครื่อง +98 เมตร และมาตรการลดระดับน้ำถูกเสนอเฉพาะช่วงเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ปีใหม่และสงกรานต์

3.เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า การเดินเครื่องเขื่อนพูงอยจะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนปากมูลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100 เมตร และอาจทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลลดลงประมาณ 41%

4.มีชุมชนไทยอย่างน้อย 12 แห่ง ประชากร 6,738 คน และ 2,091 ครัวเรือนอยู่ในพื้นที่ศึกษา ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้น 5.เอกสารเพิ่มเติมยอมรับว่ายังต้องมีข้อมูลฐานระดับครัวเรือนเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลกระทบต่ออาชีพประชาชน และข้อมูลด้านระบบนิเวศ คุณภาพน้ำ และผลกระทบอื่น ๆ ยังต้องปรับปรุงในกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า

6.ทั้ง EIA และเอกสารเพิ่มเติมยืนยันว่าพื้นที่โครงการเป็นระบบนิเวศปลาที่สำคัญ โดยพบปลา 162 ชนิดจาก 27 วงศ์ และปลาจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการอพยพ โดยเฉพาะกลุ่มปลาขาวที่มี 110 ชนิด หรือประมาณ 68% ของชนิดปลาที่พบ

“ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จุดยืนเชิงนโยบายที่หนักแน่นที่สุดจึงไม่ใช่เพียงการขอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบที่ดีขึ้น แต่คือการไม่ควรสร้างเขื่อนพูงอย การปกป้องแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลจำเป็นต้องหยุดโครงการเขื่อนใหม่บนแม่น้ำโขงสายหลัก เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเป็นภาษาไทย ให้ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ยอมรับความรู้ท้องถิ่นและความรู้ของผู้หญิง และปรับทิศทางพลังงานไปสู่ทางเลือกที่ไม่ทำลายความเชื่อมโยงของแม่น้ำ ระบบประมง และวิถีชีวิตของชุมชน”ศ.ดร.กนกวรรณ กล่าว
(อ่านรายละเอียด ชำแหละ EIA เขื่อนพูงอย โดย ศ.ดร.กนกวรรณ ใน https://transbordernews.in.th/home/?p=46157 )

ด้านไพรินทร์ เสาะสาย ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ Rivers and Rights กล่าวว่า โครงการเขื่อนภูงอย บนแม่น้ำโขงสายหลักแห่งที่ 5 ที่บริษัทเอกชนของไทยที่เป็นผู้พัฒนาโครงการหลักและมีความพยายามผลักดันที่ให้เกิดกระบวนการแจ้ง ปรึกษาหารือ และข้อตกลงร่วมหน้า(PNPCA) ตามข้อตกลงแม่น้ำโขงปี ปี 2563 แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งภาคประชาชนไทยยังมีคำถามสำคัญว่า กระบวนการ PNPCA คือใบอนุญาตสำคัญของการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลัก ท่ามกลางการสร้างวาทกรรมว่า เขื่อนไฟฟ้ายังถูกเรียกว่าพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและราคาถูกสำหรับภูมิภาคนี้มาอย่างยาวนาน แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนและผลกระทบด้านชีวิตของชุมชนโดยเฉพาะประชาชนในสปป.ลาวที่ถูกโยกย้ายถิ่นฐานจากโครงการหลายหมื่นคนที่ยังไม่สามารถมีชีวิตและเศรษฐกิจที่ดีดังเดิมได้

“ปัจจุบันทางเลือกในการจัดหาพลังงานที่สะอาด ต้นทุนน้อย และใช้เวลาในการก่อสร้างที่สั้นกว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่มีมากมายและราคาถูกกว่าค่าไฟฟ้าจากเขื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายอำนาจให้ประชาชนสามารถที่จะผลิตพลังงานได้เช่นนโยบาย Solar Rooftop ที่ภาคประชาชนกำลังผลักดันอยู่จึงเป็นทางเลือกสำคัญของการจัดหาพลังงานและควรลดการพึ่งพาพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านในภาวะวิกฤตทางพลังงานและการเมืองเชิงภูมิศาสตร์ในตอนนี้”ไพรินทร์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง จัดเวทีสาธารณะ “สามปีเขื่อนพูงอย: ข้อเท็จจริง ผลกระทบ และคำตอบจากผู้เกี่ยวข้อง”ขึ้นที่ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวเปิดเวที และนายชุมลาภ เตชะเสน ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) จะพูดถึง “นโยบายการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง” หลังจากนั้นเป็นการเสวนาในหัวข้อ “การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของเขื่อนพูงอย และข้อกังวลของประชาชน” ซึ่งวิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าพลังน้ำ ความปลอดภัยเขื่อน อุทกวิทยา สทนช.,รศ.ดร.พีรธร บุณยรัตพันธุ์ ปรึกษาอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ-สังคม ภายใต้คณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย,นายมนตรี จันทวงศ์ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง,ศ.ดร.ทวนทอง จุฑาเกตุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประมง สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ,นางสมปอง เวียงจันทร์ สมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล และนายนิกร วีสเพ็ญ มูลนิธิเจ้าคำผง

ส่วนช่วงบ่ายจะมีเวทีอภิปรายผลกระทบจากโครงการเขื่อนพูงอย และกระบวนการ PNPCA โดยวิทยากรประกอบด้วย ดร.วินัย วังพิมูล ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สทนช.,ผศ.ดร.สิตางศ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ,นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ,นางสาวไพรินทร์ เสาะสาย มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ ,นายพงศกร จุฬา กลุ่มชาติพันธุ์บรู บ้านเวินบึก,นางบุญทัน เพ็งธรรม เครือข่ายอาสาสมัครป้องกันภัยพิบัติชุมชนอุบลราชธานี