Search

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ของลูกหลานแรงงานข้ามชาติ

มายา สุทธิวงศ์

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซาและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น “ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ” ยังคงเป็นกลุ่มเด็กที่ต้องเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบการศึกษา แม้ประเทศไทยจะรองรับสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กทุกคน แต่ในทางปฏิบัติ เด็กจำนวนไม่น้อยยังคงหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะกำแพงภาษา ความยากจนและข้อจำกัดของโรงเรียนที่ยังไม่สามารถรองรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ได้อย่างเต็มที่

องค์กรเสริมแรงเรียน (Serm Raeng Rian) ซึ่งเป็นกลุ่มครูอาสาสมัครที่ทำงานกับลูกหลานแรงงานข้ามชาติในจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยว่า ปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของเด็กข้ามชาติเริ่มปรากฏชัดในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 เมื่อเด็กจำนวนมากไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ เนื่องจากขาดแคลนทรัพยากรและไม่สามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้ กลุ่มครูอาสาจึงเริ่มลงพื้นที่ชุมชนเพื่อสอนภาษาไทยและวิชาพื้นฐานให้เด็กมีความพร้อมเข้าสู่ห้องเรียนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้วิกฤติการณ์โควิดจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่สภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางกลับทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กข้ามชาติยังคงดำรงอยู่ต่อเนื่อง

“ปัจจุบันเราดูแลเด็กอยู่ประมาณ 160 คน ในพื้นที่ชุมชนช้างคลาน ชุมชนท่าศาลาและตามแคมป์แรงงานในอำเภอเมืองเชียงใหม่ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ทั้งชาวพม่า ไทยใหญ่หรือชาติพันธุ์อื่นๆ ถึงโควิดจะผ่านไปแล้วแต่ปัญหาหลักที่เรายังเจอคือเรื่องความยากจน การเข้าถึงการศึกษาและความพร้อมของโรงเรียนในการรองรับเด็กที่มีพื้นฐานทางด้านภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างกัน” ตัวแทนองค์กรเสริมแรงเรียนกล่าว และว่า ปัญหาด้านภาษาเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของเด็กข้ามชาติ เพราะเด็กบางส่วนไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้และไม่สามารถเรียนในระบบปกติ ขณะที่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีระบบเตรียมความพร้อมด้านภาษาไทยสำหรับเด็กต่างชาติที่ย้ายเข้ามาใหม่

“เด็กบางคนเรียนอยู่ในโรงเรียนสอนศาสนาที่ไม่มีภาษาไทยเลย พอเข้ามาเรียนในระบบโรงเรียนไทยก็สื่อสารไม่ได้ เรียนไม่ทัน บางคนอายุมากแล้วแต่ต้องกลับไปเริ่มเรียนกับเด็กเล็ก มันทำให้เขาไม่มั่นใจ สุดท้ายก็ออกจากโรงเรียน ครูหลายคนมีความตั้งใจจะช่วยเด็ก แต่โรงเรียนมันมีข้อจำกัด ทั้งเวลากับทรัพยากร แล้วก็ไม่มีครูที่พูดภาษาแม่ของเด็กได้ อย่างภาษาพม่าหรือภาษาไทยใหญ่ เด็กหลายคนเลยตามบทเรียนไม่ทัน”

นอกจากข้อจำกัดด้านภาษาและทรัพยากรแล้ว ทัศนคติทางสังคมของคนไทยบางกลุ่มยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการศึกษาของลูกหลานแรงงงานข้ามชาติ

“บางโรงเรียนไม่มีการจัดสวัสดิการอาหารกลางวันให้กับเด็กชาติพันธุ์ มันก็สะท้อนให้เห็นถึงอคติกับการแบ่งแยก คนไทยบางส่วนก็ยังมีมุมมองแบบ พวกเรา – พวกเขา ต่อแรงงานข้ามชาติ ทำให้เราได้ยินคำถามอยู่เสมอว่า ทำไมรัฐต้องใช้ภาษีของคนไทยเพื่อสนับสนุนการศึกษาของเด็กต่างชาติด้วย ทั้งๆที่ครอบครัวแรงงานข้ามชาติเขาก็จ่ายภาษีค่าแรงงานหรือประกันสุขภาพเหมือนกัน ความเข้าใจแบบนี้เลยทำให้เด็กๆถูกลดทอนคุณค่าและถูกมองว่าไม่ควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้นเลยจริงๆ”ผู้แทนองค์กรเสริมแรงเรียน สะท้อนความรู้สึกของคนทำงาน

ขณะที่นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมโครงการครูอาสาเสริมแรงเรียนมองว่า แรงงานข้ามชาติและลูกหลานต้องเผชิญข้อจำกัดจากระบบเอกสารและขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานหลายด้าน ทั้งการศึกษา การรักษาพยาบาล ขณะเดียวกัน โครงสร้างของรัฐและเงื่อนไขด้านสถานะบุคคลยังกลายเป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงโอกาสทางสังคมได้ยาก

“คำถามสำคัญที่เราควรนำมาถกกันจริงๆ ไม่ใช่คำถามว่าเด็กข้ามชาติควรได้เรียนหรือไม่ แต่ควรถามว่าระบบการศึกษากำลังล้มเหลวกับเด็กจำนวนมากแค่ไหน ทำไมถึงยังมีเด็กเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาอยู่ ทั้งๆที่การศึกษาควรเป็นสิทธิของเด็กทุกคน ไม่ใช่สิทธิที่ถูกแบ่งแยกตามสัญชาติ สิ่งสำคัญที่สุดคือการมองเด็กเหล่านี้ในฐานะ ‘คน’ ที่มีคุณค่าและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน รัฐมีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรมและทัศนคติของสังคม ถ้ารัฐยังสร้างความรู้สึกแบ่งแยก คนในสังคมก็จะเรียนรู้ที่จะมองคนอื่นแตกต่างจากตนเอง สังคมควรถูกสร้างบนแนวคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันมากกว่าการแบ่งแยกด้วยเชื้อชาติหรือสัญชาติ” ครูอาสากล่าว

แม้ภาคประชาสังคมหลายองค์กรพยายามสนับสนุนเด็กข้ามชาติผ่านการสอนเสริม การจัดหาอุปกรณ์การเรียนและการทำงานร่วมกับชุมชนแรงงานในพื้นที่ แต่ปัญหาด้านภาษา ความยากจนและข้อจำกัดของระบบการศึกษายังคงเป็นอุปสรรคต่อเด็กจำนวนมาก

ประเทศไทยกำลังเผชิญการเป็นสังคมผู้สูงวัย นับวันอัตราการเกิดยิ่งน้อยลง สัดส่วนของกำลังแรงงานต่อจำนวนผู้สูงวัยมีนัยยะที่น่าเป็นกังวล ดังนั้นการส่งเสริมคุณภาพให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาและพัฒนาคุณภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนไทยหรือคนสัญชาติไหน แต่เด็กและเยาวชนเหล่านี้ก็คืออนาคตของสังคมบนโลกใบนี้