เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้มีการจัดเวทีสาธารณะเรื่อง“สามปีเขื่อนพูงอย: ข้อเท็จจริง ผลกระทบ และคำตอบจากผู้เกี่ยวข้อง” โดย น.ส.สดใส สร่างโศรก ผู้แทนเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง กล่าวรายงานว่าเมื่อปี 2566 เครือข่ายฯได้รับข้อมูลว่าจะมีการสร้างเขื่อนพูงอยกั้นแม่น้ำโขงในแขวงจำปาสัก สปป.ลาว ซึ่งเครือข่ายฯได้ติดตามอย่างต่อเนื่องโดยประชาชนกังวลมากเพราะประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลโดยเฉพาะรายงานผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่มีฉบับภาษาไทย
น.ส.สดใสกล่าวว่า ในอีไอเอระบุว่าจะเกิดน้ำเท้อสูงขึ้น 4 เมตรซึงเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน คำถามคือข้อมูลใดคือข้อมูลจริง และหากเกิดความผิดพลาดใครจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น และหากการระบายน้ำลงแม่น้ำโขงช้าลงส่งผลกระทบต่อปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดอุบลฯจะทำอย่างไร นอกจากนี้ชาวบ้านใน 12 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงอีกหลายชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเท้อ ซึ่งล้วนแล้วแต่ผูกและเชื่อมโยงกับแม่น้ำโขง โดยเอกสารของผู้พัฒนาโครงการระบุเองว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในฐานข้อมูล สะท้อนให้เห็นว่าเขื่อนพูงอยไม่มีข้อมูลเพียงพอ แต่ยังเดินหน้า ทำให้ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยง
“การเปิดเวทีให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นจึงมีความจำเป็น ตลอดเวลา 3 ปีประชาชนไม่เคยหยุดติดตามและรู้สึกกังวลกับโครงการนี้ เพราะความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากเขื่อนพูงอยมากเกินกว่าจะรับได้”น.ส.สดใส กล่าว
นายชุมลาภ เตชะเสน ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าวถึงนโยบายการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงว่า เรารู้ว่าประเทศลาวจะสร้างเขื่อนพูงอยตั้งแต่ปี 2533 จากการปรึกษาหารือล่วงหน้าตามข้อตกลงในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เพื่อผลิตไฟฟ้า ระดับน้ำเก็บกักปกติ 98 เมตรซึ่งน้ำเท้อเข้าแม่น้ำมูลและท่วมแก่งตะนะ ดังนั้นจึงได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาเพราะน่ากังวลมาก เพราะนอกจากน้ำที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบการสะสมตะกอนและร่องน้ำลึกหรือไม่ รวมถึงการส่งผลต่อน้ำท่วมเมืองอุบลฯหรือไม่ ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อมีเขื่อนย่อมส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สุดท้ายคือผลกระทบต่อคนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
“เรารู้สึกกังวลกับผลกระทบเหล่านี้และขอข้อมูลเพิ่มเติม การหารือกับประเทศที่มีข้อตกลงร่วมกัน หากประเทศหนึ่งประเทศใดหารือ ประเทศอื่นก็จะเอาข้อมูลไปวิเคราะห์กัน เพื่อปรึกษาหารือร่วมกัน และ MRC ก็จะให้นักวิชาการร่วมวิเคราะห์และให้ความเห็น เราได้ดำเนินกระบวนการนี้มาหลายโครงการแล้ว ล่าสุดที่ยังไม่เสร็จคือเขื่อนสานะคามที่ห่างจากชายแดนไทย 2 กม.เข้าไปในลาว เพราะข้อกังวลมีเยอะทั้งเรื่องระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้คนท้ายน้ำได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งตะกอนที่เปลี่ยนแปลงไป เราต้องใช้ระยะเวลาในการเจรจา 6 ปีจนได้ข้อสรุปสำหรับประเทศไทยว่าเขื่อนสานะคามมีที่ตั้งไม่เหมาะสม เราเห็นอะไรก็บอกไปตามนั้น เพียงแต่เขื่อนพูงอยยังไม่ได้เข้ากระบวนการนี้”นายชุมลาภ กล่าว
ผู้ช่วยเลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า กรณีเขื่อนพูงอยเราเป็นห่วงผลกระทบเรื่องเศรษฐกิจและสังคม แต่วันนี้ยังไม่เข้ากระบวนการ แต่ระหว่างทางตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบันก็มีการเจรจาเรื่อยมาในทุกระดับ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับโครงการในประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องรักษามิตรภาพและมีความจริงใจต่อกัน
“โครงการเขื่อนพูงอยมีผลกระทบข้ามพรมแดน ทั้งน้ำเท้อ น้ำท่วม นิเวศ เศรษฐกิจ สังคม กระทบแน่นอน แต่สทนช.ก็ดำเนินการตามช่องทางที่มี”นายชุมลาภ กล่าว
จากนั้นได้มีเวทีสาธารณะเรื่องการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของเขื่อนพูงอย และข้อกังวลของประชาชน”โดยวิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าพลังน้ำ ความปลอดภัยเขื่อน อุทกวิทยา สทนช., รศ.ดร.พีรธร บุณยรัตพันธุ์ ปรึกษาอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ-สังคม ภายใต้คณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย นายมนตรี จันทวงศ์ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง ศ.ดร.ทวนทอง จุฑาเกตุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประมง สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ นางสมปอง เวียงจันทร์ สมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล นายนิกร วีสเพ็ญ มูลนิธิเจ้าคำผง ดำเนินการประชุมโดย ผศ.ดร.จันทรา ธนะวัฒนาวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นางสาวเปรมฤดี ดาวเรือง โปรเจกต์เสวนา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่าความแตกต่างระหว่างเขื่อนที่มีอ่างเก็บน้ำและเขื่อนที่น้ำไหลผ่าน โดยทั้ง 2 แบบมีผลกระทบแน่นอน เพียงแต่กระทบในรูปแบบใด หากดูสภาพอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มักอยู่ระหว่างภูเขา แต่เขื่อนแบบน้ำไหลผ่านมักอยู่ตามลำน้ำ ซึ่งเขื่อนพูงอยเป็นแบบหลัง แต่ทำให้น้ำเท้อมาถึงเมืองอุบล หากต้องการให้ผลกระทบน้อยก็ต้องลดปริมาณการกักเก็บน้ำให้น้อยลง
“ที่กังวลเมื่อน้ำเท้อเข้าแม่น้ำมูล ทำให้ชาวประมง ปลูกพืช ในรายงานระบุชัดว่ามันมีผลกระทบ ขณะที่แก่งตะนะจะจมน้ำ บางส่วนของพื้นที่อุทยานฯจะถูกน้ำท่วม ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของชุมชนจะเปลี่ยนแปลงไป น้ำเท้อระดับ 98 เมตร ขณะที่แก่งตะนะสูง 97 เมตร ทำให้แก่งตะนะจะหายไป” ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าว
ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ท้ายน้ำของเขื่อนพูงอยจะเท้อเข้ามาถึงเขื่อนปากมูลทำให้ความต่างระดับน้อยลงและปั่นไฟหรือผลิตกระแสไฟฟ้าได้ร้อยละ 41% ดังนั้นจึงควรมีคณะกรรมการร่วมเพื่อหารือเรื่องเหล่านี้ ขณะเดียวกันระดับน้ำที่โขงเจียมจะสูงขึ้น 4 เมตร เมื่อระดับน้ำโขงสูงขึ้นทำให้ระดับน้ำที่ไหลลงแม่น้ำโขงเป็นไปได้ช้าลงส่งผลกระทบเมื่อเกิดน้ำท่วมเมืองอุบล
นายมนตรี จันทวงศ์ กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำเขื่อนพูงอยยาว 80 กิโลเมตร ขณะที่แม่น้ำโขงยาว 4,350 กิโลเมตร ดังนั้นจึงส่งผลกระทบน้อยมาก เพราะใช้ระยะทางเพียง 1.84% ของความยาวแม่น้ำโขงทั้งหมด คำถามถึง สทนช. คิดว่าการใช้เหตุผลเช่นนี้ในการสร้างเขื่อนพูงอย ในเรื่องผลกระทบต่อชุมชน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ จะยอมรับได้หรือไม่ อย่างไร
นายมนตรีกล่าวว่า นอกจากนี้จากการสำรวจในพื้นที่อ่างเก็บน้ำพบปลา 162 ชนิด และมีชนิดที่มีความเสี่ยงอย่างยิ่งจำนวน 11 ชนิด ซึ่งทั้ง 11 ชนิดนี้ มีการกระจายตัวอย่างกว้างขวางตลอดลุ่มน้ำโขงและลำน้ำสาขาหลัก และไม่ได้เป็นที่อยู่เฉพาะของสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความมั่นคงของเขตแดนในธรรมชาติเมื่อมีเขื่อนแล้วจะส่งผลเรื่องตะกอนซึ่งกระแสน้ำไหลช้าลงส่งผลให้ตะกอนเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร หรือกระแสน้ำที่ช้าลงมีผลต่อเกาะดอนต่างๆ มีผลต่อเส้นเขตแดนหรือไม่
ขณะที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะกล่าวว่า พืชหายาก 2-3 ในอุทยานฯ ที่อาจได้รับผลกระทบ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวแก่งตะนะสามารถเก็บรายได้เมื่อปีที่แล้วเกือบ 1 ล้านบาท และยังช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยรอบด้วย และการท่องเที่ยวแก่งตะนะไม่ใช่แค่ช่วงปีใหม่และสงกรานต์ แต่ยาวนานกว่านั้น
ศ.ดร.ทวนทอง จุฑาเกตุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประมง สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่าที่น่ากังวลเรื่องความสูญเสียสัตว์น้ำและพันธุ์พืช เพราะวงจรชีวิตปลาแม่น้ำโขงเกี่ยวข้องกับการไหลของน้ำและการอพยพ ขณะที่แก่งซึ่งมีบทบาทในการเติมออกซิเจนให้แม่น้ำ หากแก่งถูกท่วมตลอดทำให้ปริมาณการเติมออกซิเจนลดลง และปลาก็ไม่สามารถอาศัยอยู่บริเวณนั้นได้ การที่มาเขื่อนมากั้นในลำน้ำ แม้เป็นเขื่อนน้ำไหลผ่านแต่ก็กระทบกับระบบนิเวศ ขณะที่การอพยพย้ายถิ่นของปลาต้องมีปัญหาแน่เพราะไม่แน่ใจว่าจะข้ามเขื่อนมาได้อย่างไร โดยมีรายงานวิชาการชี้ชัดว่าปลาอพยพจากแม่น้ำโขงตอนล่าง เช่น คอนพะเพ็ง ไปสู่น้ำโขงตอนกลาง เช่น เวียงจันทน์ ดังนั้นเรายืนยันหลักการเรื่องการอพยพย้ายถิ่นของปลาแม่น้ำโขง
ศ.ดร.ทวนทองกล่าวว่า การมีเขื่อนปากมูลทำให้ชนิดพันธุ์ของปลาลดลงโดยมีรายงานทางวิชาการระบุไว้ชัด โดยเมื่อมีการเปิดประตูเขื่อนปากมูนทำให้เกิดการฟื้นฟู การบริหารจัดการแม่น้ำมูลที่ดีช่วยบรรเทาได้ระดับหนึ่ง และปลาที่เข้ามายังแม่น้ำมูลต้องการสืบพันธุ์จริง คำถามคือหากตรงนี้สูญเสียไปแล้วเราจะแก้ไขอย่างไร
“หน้าที่ของแก่งบอกทิศทางการว่ายของปลา ช่วยเติมออกซิเจนในน้ำ ที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือหากน้ำท่วมแก่งตะนะ เราสูญเสียสภาพเชิงหน้าที่ของเขา เวินต่างๆในแม่น้ำโขงจะถูกท่วม หน้าที่ของเวินจะสูญเสียไป เราต้องตระหนักตรงนี้ จะเห็นได้ว่าวงจรของปลาและระบบนิเวศ เราต้องอาศัยเรื่องของการย้ายถิ่นและวัฏจักรของน้ำให้เป็นไปตามธรรมชาติ หรือไม่ควรผันผวนจากธรรมชาติมากนัก”ศ.ทวนทอง กล่าว
ศ.ดร.ทวนทอง กล่าวว่า จากการศึกษาจากรายงาน EIA ถ้าเราจะเข้าใจเรื่องผลประทบเรื่องปลาต้องมีข้อมูลครอบคลุมในทุกช่วงเวลา ทั้งช่วงน้ำหลากและน้ำแล้ง แต่EIA ฉบับนี้ขาดการอธิบายที่เชื่อมโยงกัน โดยEIA ระบุว่า 70% จากกว่า 100 ชนิดของพันธุ์ปลา มีความเสี่ยงหากมีการสร้างเขื่อนพูงอย นอกจากนี้ยังมีคำถามเกี่ยวกับคุณภาพน้ำและน้ำท่วมผลกระทบใกล้แก่งตะนะ ปกติป่ารอบๆเป็นพื้นที่อนุบาลและเลี้ยงสัตว์วัยอ่อน ทำให้อาจสูญเสียพื้นที่เหล่านี้ ขณะที่เรื่องคุณภาพน้ำยังมีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน
“การที่เขาบอกว่าเราสามารถแก้ปัญหาเรื่องปลาโดยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ จริงๆแล้วไม่สามารถชดเชยปลาธรรมชาติที่จะสูญเสียไปได้ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ใช่คำตอบโดยตรง น่าจะหาวิธีชดเชยหรือบรรเทาปัญหาที่เหมาะสมมากขึ้น”ศ.ดร.ทวนทอง กล่าว
นางสมปอง เวียงจันทร์ ชาวบ้านปากมูลกล่าวว่า เมื่อก่อนตอนสร้างเขื่อนปากมูลซึ่งเป็นเขื่อนน้ำไหลผ่านก็บอกว่าจะไม่มีผลกระทบเช่นเดียวกับการจะสร้างเขื่อนพูงอยครั้งนี้ แต่จริงๆแล้วมีผลกระทบชัดเจนเพราะปลาไม่สามารถขึ้นมาได้ ปลาหลายชนิดที่หายไปจากแม่น้ำมูล เช่น ปลาสะอี ซึ่งขึ้นในเดือน 12 และเดือน 1 แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ขณะเดียวกันถ้าน้ำไม่มีแก่ง ปลาก็อยู่ไม่ได้เพราะไม่มีที่เพาะพันธุ์
ช่วงท้ายของเวทีได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประชุมตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็น โดย ผศ.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าในเมื่อทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าไม่ควรสร้างเขื่อนพูงอย สทนช.มีความกล้ายืนหยัดแค่ไหน และอยากให้ประชาชนและนักวิชาการช่วยอะไรบ้าง และเวทีแบบนี้ทำไม 3 ปีทีผ่านมา สทนช.ถึงไม่จัด และทำไมถึงเชิญบริษัทที่ทำอีไอเอมาร่วมเวทีเพื่อเล่าให้เราฟัง ทำไมสทนช.ต้องชี้แจงแทนเองในวันนี้ ถามว่าถ้าเขื่อนสานะคามยังไม่จบ พูงอยไม่เดินหน้าได้หรือไม่
นายชุมลาภตอบว่า เราส่งหนังสือไปแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับเขื่อนสานะคาม และตามกระบวนการเมื่อมีความเห็นแต่ละประเทศแล้ว ก็จะมีการรวบรวมเพื่อสรุปว่าต้องดำเนินการอย่างไรต่อ ตอนนี้อยู่ในช่วงที่ต้องให้เวลาประเทศเพื่อนบ้าน
“เราต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก ทั้งคนในพื้นที่และนักวิชาการ เพราะหากไม่ได้รับความเห็นก็จะทำให้น้ำหนักในการเจรจาน้อยลงไป เราจำเป็นต้องมีเหตุผลสนับสนุนรองรับเพื่ออธิบายกับทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดความสำเร็จมากขึ้น เราต้องการความกังวลของประชาชนเพื่อรวบรวมนำไปเจรจา ตอนนี้มติของคณะกรรมการฯคือถ้าเขื่อนสานะคามไม่จบ เราก็ไม่เดินหน้าเขื่อนพูงอย”นายชุมลาภ กล่าว
ศ.ดร. กนกวรรณ มะโนรมย์ นักวิชาการจากศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกล่าวว่า ในรายงานบอกว่าผลกระทบจากเขื่อนพูงอยของเกษตรริมแม่น้ำน้อยมาก ทั้งๆที่จริงๆแล้วกระทบมาก แต่อาจเพราะว่าเศรษฐกิจของชุมชนไม่ได้คำนวณอยู่ในระบบเศรษฐกิจของทางการ ดังนั้นไม่ควรมีบทสรุปง่ายเกินไป
ทั้งนี้ระหว่างที่ ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ ประเสริฐวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวเปิดรายงาน นางสมปอง เวียงจันทร์ ผู้แทนเครือข่ายฯได้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนพูงอยโดยระบุว่า เครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล–เขื่อนแม่น้ำโขง ร่วมกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากลุ่มน้ำมูน–โขง นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้ห่วงใยแม่น้ำโขง ขอแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า“โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำพูงอย ไม่ควรถูกเดินหน้าต่อไป”เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีความเสี่ยงร้ายแรงต่อประเทศไทย ทั้งด้านระบบนิเวศ ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ระบบประมง ความมั่นคงอาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนริมแม่น้ำมูน–โขง โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง
ในหนังสือระบุว่าขอเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1. รัฐบาลไทยต้องประกาศจุดยืนคัดค้านโครงการเขื่อนพูงอยอย่างชัดเจน 2. ต้องไม่ให้โครงการเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) 3. ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเป็นภาษาไทยต่อสาธารณะ 4. ต้องมีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนโดยอิสระ และมีส่วนร่วมจากประชาชนไทย 5. รัฐบาลไทยต้องยึดหลัก “ป้องกันไว้ก่อน” และไม่ให้ประชาชนไทยแบกรับความเสี่ยงจากโครงการที่ไม่จำเป็นต่อความมั่นคงพลังงานของประเทศ
“ในขณะที่ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองอยู่แล้ว ประชาชนมีสิทธิถามว่า เหตุใดประเทศไทยจึงต้องยอมเสี่ยงต่อน้ำท่วม การสูญเสียระบบนิเวศ ความเสียหายต่อประมง และความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน เพื่อรองรับโครงการที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าปลอดภัยและจำเป็นต่อประเทศ”หนังสือระบุ
