นพ.นิรันดร์ นาควัชระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวตอนหนึ่งในเวทีสาธารณะเรื่อง“สามปีเขื่อนพูงอย: ข้อเท็จจริง ผลกระทบ และคำตอบจากผู้เกี่ยวข้อง”ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ต้องแจ้งไปยังคณะกรรมชุดใหญ่ที่นายกฯเป็นประธานว่าไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนอย่างไร รัฐบาลชุดนี้บอกว่าจะกู้เงิน 4 แสนล้านและแก้ไขปัญหาพลังงาน แต่นโยบายพลังงานต้องแก้ด้วยโซลาร์เซลล์และลม ต้องมองให้ทะลุปัญหา อย่าฝากความหวังกับการสร้างพลังงานน้ำหรือน้ำมัน ตอนนี้โลกต้องเปลี่ยน เพราะการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำที่เกิดขึ้น เป็นการทำลายสิทธิชุมชนและการเอาตัวรอดของชาวบ้าน รัฐบาลต้องแก้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โดยคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน และสทนช.ควรอ้างชาวบ้านได้เลย เพราะเขื่อนใหม่ที่จะสร้างมีปัญหามากมาย โดยเฉพาะชาวอุบลฯทุกคนต่างได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกับชายแดน หากสร้างเขื่อนเกิดความไม่มั่นคงในเส้นพรมแดนซึ่งฝ่ายทหารหรือความมั่นคงต้องเข้ามาร่วมด้วยเพราะกระทบกับความมั่นคงของชาติ
นพ.นิรันดร์กล่าวว่า ต่อไปเศรษฐกิจของชาวบ้านจะลำบากมากขึ้น กลายเป็นสองวิกฤตที่ซ้อนกันคือลำบากจากเขื่อนปากมูลอยู่แล้ว แต่หากสร้างเขื่อนพูงอยทำให้ผลิตไฟฟ้าได้นิดเดียวซึ่งไม่คุ้มค่าแล้วจะเอาไว้ทำไม ดังนั้นรัฐบาลต้องเข้ามาตอบคำถามประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนยุ่งยาก สนทช.ต้องประสานไปยังรัฐบาลถึงความเสียหายที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงต้องหาข้อเสนอในเชิงนโยบายแก้ปัญหา ถ้ารัฐบาลเข้าใจสถานการณ์โลก การจัดการแก้ปัญหาเรื่องพลังงานก็ไม่ควรสร้างเขื่อน
ดร.วินัย วังพิมูล ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สทนช.กล่าวว่า โครงการเขื่อนพูงอย สนทช.ได้วิเคราะห์ข้อมูลในเบื้องต้นโดยได้รับข้อมูลโดยตรงจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงอย่างเป็นทางการ และกระบวนการนี้เป็นเพียงการแจ้งให้ประเทศเพื่อนบ้านทราบ แต่ไม่สามารถห้ามไม่ให้สร้าง เพียงแต่เมื่อรัฐหนึ่งรัฐใดคิดว่าการสร้างเขื่อนนั้นก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องได้ ขณะเดียวกันเขาก็มีสิทธิพัฒนาในดินแดนของเขา
ทั้งนี้ยังได้มีการอภิปรายผลกระทบจากโครงการเขื่อนพูงอย โดยวิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ,นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ,นางสาวไพรินทร์ เสาะสาย มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ ,นายพงศกร จุฬา กลุ่มชาติพันธุ์บรู บ้านเวินบึก,นางบุญทัน เพ็งธรรม เครือข่ายอาสาสมัครป้องกันภัยพิบัติชุมชนอุบลราชธานี
ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า ฟังจากหลักการต่างๆดูดีเสมอ สนทช.เป็นตัวแทนของประเทศชาติที่ต้องไปสู้กับประเทศเพื่อนบ้านจึงต้องให้กำลังใจ จากเวทีวันนี้เราเห็นว่า ข้อมูลการจำลองเรื่องสภาพน้ำเท้อจากเขื่อนพูงอยต่อการระบายน้ำจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2562 นั้นยังไม่สามารถเชื่อถือได้ ผลของการรันโมเดลที่ระบุออกมาว่า น้ำจะเท้อเพียง 4 เซนติเมตร เป็นไปได้จริงหรือไม่ สนทช.ควรจะเอ๊ะ ! กับข้อมูลนี้ 4 เซนติเมตร แค่ลมพัดผิวคลื่นน้ำก็อาจจะทำให้คลื่นน้ำสูง 4 เซนติเมตรแล้ว
“จริงๆแล้ว ข้อมูลที่บริษัทผู้พัฒนาโครงการต้องทำใหม่ เพื่อตอบคำถามของชาวบ้านให้ได้ และต้องเชิญบริษัทที่ปรึกษาที่ทำรายงานชิ้นนี้ชี้แจงให้ชาวบ้านได้ทราบข้อมูลร่วมกัน บริษัทนี้ก็เป็นบริษัทไทยด้วย ที่สำคัญคือมีข้อมูลที่ไม่เคยมีการพูดถึงคือมีการประเมินผลกระทบระดับยุทธศาสตร์ คือ 8 โครงการในลาวเมื่อปี 53 อาจต้องมีการเสนอให้เอารายงานนี้มาทบทวน เพราะมีเขื่อนบางตัวเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดผลกระทบสะสมข้ามพรมแดนอะไรบ้าง ต้องมีการทำการศึกษาใหม่ด้วย”ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว
นายหาญณรงค์ กล่าวว่า ไม่มีเขื่อนตัวไหนจะกระทบเรื่องน้ำท่วมเท่ากับเขื่อนพูงอย เพราะกระทบเข้ามาถึงเขื่อนปากมูล และ กฟผ.สร้างเขื่อนปากมูนที่แลกมาด้วยน้ำตาของชาวบ้าน ดังนั้น กฟผ.ต้องตอบคำถามเพราะกระบวนการผลิตไฟฟ้าย่อมไม่เหมือนเดิมหากสร้างเขื่อนพูงอย ไม่ใช่แค่ให้นายทุนเขื่อนเอาหุ้นให้ กฟผ.แล้วจะจบกัน ขณะเดียวกันเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับพรมแดนไทยชัดเจน ควรมีการเปิดเวทีแล้วให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมชี้แจง ไม่ใช่เปิดเวทีแล้วให้ตัวแทนสนทช.มาชี้แจง กรณีของเขื่อนพูงอยควรชวนบริษัทที่ศึกษามาคุย รวมถึงผู้พัฒนาโครงการด้วย เราไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องสร้างเขื่อนพูงอยเพราะประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนไฟฟ้า เรื่องนี้ผู้พัฒนาโครงการควรกล้าตอบความจริง ไม่เช่นนั้นก็ควรยกเลิก
น.ส.ไพรินทร์ กล่าวว่า เราติดตามกระบวนการ ปรึกษาหารือล่วงหน้ามาแทบทุกเขื่อน เพราะว่าเราเห็นว่า PNPCA คือใบอนุญาตในการสร้างเขื่อน แม้ข้อกังวลที่ไทยพยายามส่งไปถึงประเทศเจ้าของโครงการ แต่พอถึงขั้นตอนตัดสินใจกลับไม่ได้เอาไปใช้ เช่น กรณีเขื่อนไซยะบุรี ประชาชนพูดเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดน ทันที่ที่เขื่อนนี้เกิดขึ้น น้ำผิดฤดูกาล แต่ถึงขณะนี้เราก็ไม่เห็นความรับผิดชอบ กรณีเขื่อนปากแบงที่กำลังลงมือก่อสร้าง ก็จะเกิดน้ำเท้อเช่นเดียวกับเขื่อนพูงอย เป็นตัวอย่างสำคัญในการหยุดเขื่อนพูงอย เพราะผลกระทบคล้ายกันมาก ทั้งเรื่องผลกระทบข้ามแดน น้ำเท้อและสิ่งแวดล้อม รวมถึงชุมชน ข้อกังวลมีจำนวนมากที่ถูกแจ้งไป แต่รัฐบาลกลับเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของรัฐบาลที่กำลังทำอยู่ตอนนี้
“มันเป็นช่วงสำคัญกระบวนการสำคัญที่ต้องเฝ้าจับตาว่า การนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านจะถูกระบุใน PDP 2026 อีกหรือไม่ ในอนาคตอีกสิบปีหรือยี่สิบห้าปีข้างหน้าเขื่อนพูงอยไม่มีความจำเป็นเลยในแผนพัฒนาไฟฟ้า มีพลังงานที่สะอาดและราคาถูกกว่านี้ที่เป็นทางเลือกมากที่ไม่ทำลายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ทำหน้าที่ตรวจสอบกรณีร้องเรียนเขื่อนพูงอยเมื่อปี 2568 คือ เสนอว่าหน่วยงานของรัฐไทย ทั้งสทนช. และกฟผ. ต้องทำการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนคู่ขนานกับอีไอเอของบริษัทเพื่อเป็นข้อมูลยืนยันถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นของฝ่ายไทยที่จะเสนอต่อคณะกรรมการแม่น้ำโขง”น.ส.ไพรินทร์ กล่าว
นายพงศกร จุฬา กลุ่มชาติพันธุ์บรู บ้านเวินบึก กล่าวว่า เป็นหมู่บ้านแรกที่จะได้รับผลกระทบหากมีการสร้างเขื่อนพูงอย โดยที่ผ่านมาประสบปัญหามามากกับอุทยานฯ เพราะไม่ได้กันแนวเขตบ้านและพื้นที่ของชุมชน ที่สำคัญที่บ้านเวินบึกต้องเจอคือ ไม่ได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านรับรู้รายละเอียดการสร้างเขื่อน เพราะชาวบ้านไม่รู้ว่าน้ำจะท่วมสูงเท่าไร การสร้างเขื่อนเป็นการปิดกั้นเส้นทางของปลา การสร้างอะไรก็ควรเปิดเผยข้อมูลและเอาความจริงของประชาชนประกอบการพิจารณาด้วย
นางบุญทัน เพ็งธรรม เครือข่ายอาสาสมัครป้องกันภัยพิบัติชุมชนอุบลราชธานี กล่าวว่า อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากทุกปี รู้สึกกังวลหากมีการสร้างเขื่อนพูงอยเพราะเมื่อก่อนน้ำมาแล้วก็ไป แต่ทุกวันนี้น้ำท่วมอยู่นาน ทำให้ต้องสร้างบ้านสองชั้น หากมีเขื่อนพูงอยอีกมิทำให้น้ำท่วมนาน 6 เดือนหรือไม่ คนรุ่นใหม่จะมีชีวิตอยู่อย่างไร
