เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 น.ส.จันทิรา ดวงใส ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.)ที่ 15 จ.ภูเก็ต กรมควบคุมมลพิษ(คพ.) เปิดเผยว่า จากกรณีปัญหาความขุ่นในแม่น้ำกระบุรีที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าเกิดจากการทำเหมืองแร่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านนั้น ที่ผ่านมากรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำและตะกอนดินอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดจากการตรวจวัดในห้องปฏิบัติการพบข้อมูลที่น่ากังวลว่า แม้ค่าโลหะหนักจะยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดิน แต่ค่าความขุ่น (Turbidity)ในช่วงฤดูแล้งมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2569 ที่ตรวจวัดได้สูงสุดถึง 212 NTU ซึ่งสูงกว่าช่วงปลายปี 2568 ถึง 5-8 เท่าตัว
ผู้อำนวยการ สคพ.15 กล่าวว่า สรุปผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ (ค่าความขุ่น) ปีงบประมาณ 2569:
ในครั้งที่ 1/2569 (22 พฤศจิกายน 2568): ตรวจวัดค่าความขุ่นได้ 29.17 NTU ครั้งที่ 2/2569 (9 กุมภาพันธ์ 2569): ตรวจวัดค่าความขุ่นได้ 159 NTU และ ครั้งที่ 3/2569 (22 เมษายน 2569): ตรวจวัดค่าความขุ่นได้ 212 NTU
( มาตรฐานค่าความขุ่น-NTU ซึ่ง คพ.ใช้อยู่ระบุว่า ค่าความขุ่น 0-5 เป็นสถานะของน้ำใสมากและดีเยี่ยมเหมาะต่อการเจริญเติบโตและฟักไข่ของสัตว์น้ำทุกชนิด,ค่าความขุ่น 5-25 เป็นน้ำใสปกติ ยอมรับได้ สัตว์น้ำและพืชน้ำทำกิจกรรมและสังเคราะห์แสงได้ตามปกติ,ค่าความขุ่น 25-100 ขุ่นปานกลาง เริ่มจำกัดการส่องผ่านของแสง สัตว์น้ำบางชนิดเริ่มเกิดความเครียด และค่าความขุ่นมากกว่า 100 เป็นความขุ่นรุนแรงและเป็นอันตรายต่อพืชหยุดสังเคราะห์แสง-ออกซิเจนลดลง-เหงือกปลาอุดตัน)
น.ส.จินจิรา กล่าวว่า ปัญหาน้ำขุ่นไม่เพียงแต่กระทบต่อทัศนียภาพ แต่ส่งผลโดยตรงต่อระบบนิเวศทางน้ำ การสังเคราะห์แสงของพืช และการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ รวมถึงกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน และระบบน้ำประปาหมู่บ้านของประชาชนกว่า 2,010 ครัวเรือน
ผู้อำนวยการ สคพ.15 กล่าวว่า สคพ. 15 ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระนอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดเวที “เปิดพื้นที่…สะท้อนเสียงประชาชน” กรณีปัญหาความขุ่นในแม่น้ำกระบุรี จังหวัดระนอง ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ณ ศาลาอเนกประสงค์หมู่ 5 บ้านหาดจิก ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังปัญหาและผลกระทบจากการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ พร้อมสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่
“เราตระหนักถึงความจำเป็นในการจัดเวทีกลางเพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ ทั้งกลุ่มเกษตรกร กลุ่มประมง และกลุ่มท่องเที่ยวได้มีโอกาสสะท้อนปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อภาครัฐพร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงและสร้างความเข้าใจ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป” น.ส.จันทิรา กล่าว และว่า คพ.มีแผนยกระดับการเฝ้าระวังปัญหามลพิษข้ามพรมแดน โดยในปีงบประมาณ 2570ได้เตรียมขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติบริเวณต้นน้ำกระบุรี ในพื้นที่ตำบลปากจั่นเพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำแบบ Real-time และแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ชุมชนทราบได้อย่างทันท่วงที
ผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบคุณภาพน้ำรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ปกติในแม่น้ำต่างๆ คพ.ทำตรวจสอบแล้ว แต่ละลำน้ำจะมีมาตรฐานความขุ่นที่แตกต่างกันไป เพราะลำน้ำแต่ละพื้นที่มีองค์ประกอบแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วๆไปหากตรวจพบค่าความขุ่นเกิน 50 NTU ถือว่าเป็นความขุ่นที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติแล้ว ดังนั้นกรณีของแม่น้ำกระบุรีที่ค่าความขุ่นสูงถึง 212 NTU ถือว่าผิดปกติมาก แต่ต้องนำไปเปรียบเทียบกับค่าเดิมที่เป็นมาตรฐาน และจะต้องหาต้นเหตุว่าความขุ่นนี้มาจากไหน
“ค่าความขุ่นที่สูงระดับ 212 NTU เป็นไปได้ว่าทำให้ปลาย้ายหนีไปอยู่ที่อื่นเพราะหายใจไม่ออก เช่นเดียวกับพืชใต้น้ำได้รับผลกระทบหมด โดยเฉพาะพืชที่ต้องการแสง เมื่อความขุ่นบังแสงทำให้เขาอยู่ไม่ได้ คงเหลือแต่พืชที่ต้องการแสงน้อยๆ แน่นอนว่าทำให้ระบบนิเวศในแม่น้ำเปลี่ยนแปลงไป” ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบทางกูเกิลเอิร์ธพบว่า ล่าสุดการทำเหมืองแร่บริเวณต้นแม่น้ำกระบุรีในฝั่งประเทศพม่าได้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยมีการเปิดหน้าดินกันอย่างกว้างขวางและมีเหมืองจำนวนมากที่ทำกลางลำห้วยที่เป็นต้นแม่น้ำกระบุรี ทำให้ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาแม่น้ำกระบุรีจึงขุ่นข้นตลอดและค่าความขุ่นนับวันยิ่งเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากกลุ่มคนที่เข้าไปตักตวงผลประโยชน์ได้เร่งดำเนินการเพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์การสู้รบระหว่างทหารพม่าและกองกำลังฝ่ายต่อต้านจะเป็นอย่างไร โดยล่าสุดกองทัพพม่า
ขณะที่นายวิรสิงห์ คชสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีคนหาปลาอยู่บ้าง แต่หาปลาได้ลดน้อยลงมากโดยเฉพาะในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาซึ่งน้ำในแม่น้ำกระบุรีขุ่นข้นมาก
ขณะที่สถาบันวิจัยนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ( Stimson Center)ได้เผยแพร่ข้อมูลการทำเหมืองแร่ จากภาพถ่ายดาวเทียม Planet Lab ในพื้นที่ภาคใต้ของพม่า ภาคตะนาวศรี ทวาย มะริด ลงไปถึงเกาะสอง ซึ่งอยู่ตรงข้ามชายแดนไทยด้าน จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ระนอง พบว่ามีเหมืองแบบเปิดจำนวนทั้งสิ้น 51 เหมือง โดยส่วนใหญ่เริ่มทำเหมืองเพิ่มมากขึ้นในปี 2564 เป็นต้นมา ทั้งหมดเป็นเหมืองแบบ Alluvial Mining (การทำเหมืองแบบตะกอนน้ำพา) คือ กระบวนการขุดสกัดแร่ธาตุที่มีค่า เช่น ทองคำ หรือดีบุก ซึ่งปนอยู่กับตะกอนที่ถูกพัดพามาโดยน้ำ เช่น ทราย กรวด และดิน บริเวณลำธาร แม่น้ำ หรือที่ราบน้ำท่วมถึง โดยใช้เทคนิคการร่อนหรือการใช้น้ำชะล้างเพื่อแยกแร่หนาแน่นออกจากตะกอน ทั้งนี้ยังมีเหมืองขนาดเล็กที่ยังไม่ระบุอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะในลุ่มน้ำกระบุรี
