Search

เสียงจากหมู่บ้าน “เวินบึก” กับชีวิตที่ถูกต้อนให้จนมุม

ภาสกร จำลองราช

“โอ๊ย เมื่อก่อนปลาบึกเยอะ ส่วนใหญ่ติดมองแถวนั้น”ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างชี้มือไปทางเดียวกัน จุดนั้นเป็นเหมือนอ่าวริมแม่น้ำโขงเพราะเว้าเข้าไปในแผ่นดิน แต่ภาษาถิ่นเรียกว่าเวิน

ชาวบ้านกลุ่มใหญ่นั่งเอกเขนกอยู่ศาลาริมแม่น้ำหลังเสร็จสิ้นการประชุมเรื่องการปรับปรุงบ้านในโครงการบ้านมั่นคง และคุยกันสารพัดเรื่อง แต่หัวข้อหนึ่งที่วนกันกลับมาถกกันเสมอในยามนี้คือมีข่าวจะมีการสร้างเขื่อนพูงอยกั้นแม่น้ำโขงในลาว ซึ่งแม้อยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านราว 100 กม.แต่พวกเขาเชื่อว่าผลกระทบกว้างขวางข้ามแดนมาถึงโดยเฉพาะปิดกั้นเส้นทางอพยพของปลา

“แถวนั้นเคยมีปลาบึกเยอะมาก สมัยก่อนปลาบึกมาติดตาข่ายแถวนั้น ต้องช่วยกันแก้และปล่อยไป” แววตาของคนเฒ่าแจ่มจรัส เมื่อพูดถึงอดีตเมื่อ 50-60 ปีก่อน ความชุกชุมของปลาบึกกลายเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน “เวินบึก”

“บริเวณนั้น สมัยก่อนก็มีจระเข้อยู่เยอะ แต่หายไปหลายปีแล้ว”คนเฒ่าถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ในอดีต หมู่บ้านไม่เจอปลาบึกมาแล้วหลายปี เราไม่กินปลาบึก เชื่อว่าเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์ ใครกินมักมีอันเป็นไป”

หมู่บ้านเวินบึกเป็นชุมชนชายแดนริมแม่น้ำโขง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี โดยเป็นชุมชนสุดท้ายก่อนที่แม่น้ำโขงจะไหลเข้าสู่ประเทศลาว ดังนั้นหากมีการสร้างเขื่อนพูงอยกั้นแม่น้ำโขงในแขวงจำปาสัก ที่นี่จะเป็นหมู่บ้านแรกในไทยที่จะได้รับผลกระทบ

ชาวบ้านเวินบึกเป็นกลุ่มชาติพันธุ์บรู ซึ่งอพยพข้ามมาจากฝั่งลาวเมื่อร้อยกว่าปีก่อน โดยชาวบรูมีภาษาและวัฒนธรรมของตัวเอง แม้ระยะหลังจะถูกกลืนหายไปในสังคมไทยเยอะแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีความเชื่อและวิถีวัฒนธรรมหลายอย่างที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

“เดี๋ยวนี้หาอยู่หากินลำบาก เข้าป่าก็ถูกอุทยานไล่จับ ลงน้ำก็ถูกเจ้าหน้าที่ประมงสั่งห้ามจับปลาในบางช่วง”พ่อใหญ่ชาวบรูมีน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเมื่อพูดถึงสภาพปัจจุบัน

เมื่อ 60 กว่าปีก่อนได้มีการประกาศเขตป่าสงวนดงหินกองครอบคลุมพื้นที่ริมแม่น้ำโขงย่านนี้ ซึ่งชาวบ้านก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะผู้ใหญ่บ้านซึ่งได้รับข้อมูลมาจากทางการมาชี้แจงกับชาวบ้านเหมือนจะไม่มีผลกระทบอะไรต่อชุมชน

“ตอนนั้นผู้ใหญ่บ้านบอกพวกเรา การประกาศเขตป่าสงวนจะทำให้มีทุ่งดอกไม้สวยๆ เป็นการอนุรักษ์พื้นที่สวยๆเอาไว้ ชาวบ้านยังทำไร่หมุนเวียนและหาของป่าได้ตามปกติ”หนุ่มชาวบรูคนหนึ่งเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ตอนนั้นชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตเหมือนที่เคยเป็น เราเข้าไปทำไร่หมุนเวียนบนภูเขา หากินในป่าได้ แม้แต่ตอนเขาประกาศเป็นอุทยานแก่งตะนะทับป่าสงวน ชาวบ้านก็ยังไม่รู้สึกอะไร เพราะตอนแรกเขามุ่งลงไปในน้ำที่แก่งตะนะและบริเวณรอบๆ เขาไม่ได้มาห้ามอะไร” ชาวบ้านเวินบึกรู้สึกเบาใจอยู่หลายปี เพราะตั้งแต่ประกาศเขตอุทยานเมื่อปี 2524 วิถีชีวิตก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“จนกระทั่งปี 2541 เจ้าหน้าที่ส่วนกลางของอุทยานฯเริ่มเข้ามาสำรวจและจับพิกัดที่ดินทำกินและที่ดินหมุนเวียนของชาวบ้าน เขาให้เซ็นอะไร เราก็เซ็น ผู้ใหญ่บ้านบอกไม่มีปัญหาอะไร พอเราจะเข้าไปทำไร่หมุนเวียน เขาก็บอกให้รอนิด เขากำลังพิจารณา”

ไร่หมุนเวียนที่ชาวบ้านพูดถึงเป็นลักษณะคล้ายกับไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงในภาคเหนือคือปลูกข้าวไร่เป็นหลัก แต่ภายในไร่มีการปลูกพืชผักต่างๆด้วย และทำแบบหมุนเวียนพื้นที่แต่ละแปลงไปในแต่ละปี แม้ดินบริเวณตีนเขาที่ชาวบ้านทำไร่จะเป็นดินปนหิน แต่ชาวบ้านก็มีภูมิปัญญาในการเพาะปลูก กลายเป็นความอยู่รอดตามอัตภาพของชุมชน

“พวกเราก็รอกันเรื่อยมา รอว่าเมื่อไรจะกลับไปทำไร่ได้ จนกระทั่งปี 41 อุทยานฯสั่งห้ามชาวบ้านเข้าไปถางไร่โดยอ้างว่าเป็นป่า เขาเห็นต้นไม้ที่ฟื้นตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาก็บอกว่าเป็นป่า แต่นั่นมันไร่ของเรา ถ้าเขาไปดูภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังในช่วงปี 2510-2520 เขาจะเห็นว่าแถวนั้นมันเป็นไร่นาของชาวบ้านมากมาย” ชายหนุ่มชาวบรูซึ่งถูกอุทยานฯยึดพื้นที่ทำกินที่พ่อแม่มอบให้ พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ชาวบ้านเวินบึกก็เช่นเดียวกับชาวอีสานในพื้นที่ชนบท ความคิดที่จะโต้แย้งหรือโต้เถียงกับข้าราชการนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในสมอง และมักกล้ำกลืนคำว่า “ยอม”เรื่อยมา

“ตอนแรกเรายังคิดว่าเดี๋ยวเขาก็ให้คืน ตอนนั้นเขาไม่ได้ขู่จะจับ เพียงแต่บอกว่าเดี๋ยวค่อยทำ ยังพิจารณาไม่เสร็จ เราก็รอกันเรื่อยๆ ต้นไม้ก็โตขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นป่า ท้ายที่สุด เขามารังวัดปี 2562 ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า ก็ผนวกพื้นที่ของเราไปเป็นป่า”ถึงตอนนี้ชาวบ้านเวินบึกรู้ตัวว่าถูกหลอกและไม่ได้ที่ดินทำกินคืนแน่

“เขาข่มขู่จะจับกุม หากเข้าไปทำไร่”หนุ่มชาวบรูบอกอย่างขื่นๆ ซึ่งทุกวันนี้สิ่งที่อุทยานฯทำไว้ได้กลายเป็นบาดแผลของหมู่บ้าน เช่นเดียวกับชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ต่างได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าซึ่งเป็นเรื่องของการปั้นตัวเลขขึ้นมาหลอกลวงผู้นำประเทศ

“บางคนถูกยึดที่ดินทั้งหมด บางแปลงถูกยึด 3 ไร่ บางคนเหลืออยู่แค่ 1 ไร่ เราไม่รู้หลักเกณฑ์จริงๆว่าเขาพิจารณาอย่างไร บางคนได้คืนทั้งแปลง บางคนไม่ได้เลย แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ยังไม่ได้คืนเลย”เสียงหัวเราะเบาๆ เมื่อพูดถึงผู้ใหญ่บ้านที่ถูกยึดที่ดินเช่นกัน

เมื่อไม่มีที่ดิน ทำให้ชาวบ้านเวินบึกต้องเผชิญปัญหาขาดรายได้ บางคนมีที่ดินอยู่แปลงเดียวและเตรียมยกให้ลูกๆ ไว้ทำกิน แต่เมื่อหลุดลอยไป ลูกหลานก็ต้องอพยพเข้าไปหางานทำกันในเมือง กลายเป็นความล้มเหลวของการบริหารประเทศ

“จะหากินในป่าหรือลงน้ำก็ลำบากทั้งนั้น”ผู้เฒ่าคนเดิมย้ำคำเดิม เมื่อ 2 ปีก่อน แกเริ่มได้ยินว่าจะมีการสร้างเขื่อนพูงอย แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะมีผลกระทบอย่างไร แต่เคยได้ยินเพื่อนเล่าเรื่องชาวปากมูลที่ได้รับผลกระทบเรื่องปลาและอาชีพประมงหลังสร้างเขื่อน ทำให้แกรู้สึกว่าภัยร้ายกำลังมาเยือน

“ชาวบ้านที่นี่เกือบทั้งหมดหมู่บ้านเป็นชาวประมง เราหาปลาขาย มีคนต่างถิ่นมารับซื้อ เป็นรายหลักของหมู่บ้าน หลายคนตกใจเมื่อรู้จะสร้างเขื่อน ปลาจำนวนมากอพยพมาจากแม่น้ำโขงด้านล่าง แล้วจะว่ายข้ามเขื่อนมาได้อย่างไร”คำถามของชาวบ้านสะท้อนความหวั่นใจ

วันนี้ชาวบรูหมู่บ้านเวินบึก และชาวบ้านริมแม่น้ำโขง เหมือนกำลังถูกต้อนจนมุม จะหากินบนบก ที่ดินก็ถูกอุทยานฯยึดอย่างไร้มโนสำนึก กำลังหากินในแม่น้ำโขงดีๆ แม่น้ำก็โขงก็ถูกรัฐบาลเพื่อนบ้านเอาไปขายให้ทุนใหญ่ของไทยสร้างเขื่อนที่ทุบทำลายแหล่งหากินของชาวบ้าน

ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยจึงพุ่งกระฉูดในลำดับต้นของโลก พอๆ กับอันดับต้นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน