กิตติธัช สิงห์เสนา-เรียบเรียง
“โรคมินามาตะ” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อของโรคทางระบบประสาทที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเท่านั้น หากยังเป็นสัญลักษณ์ของบทเรียนอันเจ็บปวด เมื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมถูกผลักดันโดยละเลยคุณค่าของชีวิตมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จนก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจย้อนคืนได้
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นที่เมืองมินามาตะ ชุมชนชายฝั่งเล็ก ๆ ในอ่าวคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ที่ซึ่งผู้คนดำรงชีวิตผูกพันกับทะเลและการประมงมาอย่างยาวนาน กระทั่งใน พ.ศ.2451 บริษัทอุตสาหกรรมเคมี “ชิสโซะ” (Chisso) ได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ ซึ่งเปลี่ยนโฉมเมืองแห่งนี้ไปตลอดกาล
ในช่วงแรกโรงงานนำมาซึ่งงาน รายได้ และภาพของความเจริญทางเศรษฐกิจ แต่ภายใต้ความรุ่งเรืองนั้นกลับมีการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารปรอทลงสู่อ่าวอย่างต่อเนื่อง โดยที่ชาวบ้านแทบไม่ทันตระหนักถึงอันตรายที่กำลังก่อตัว
สัญญาณแรกของภัยพิบัติเกิดขึ้นผ่านพฤติกรรมประหลาดของแมวในพื้นที่ หลายตัวมีอาการชัก คลุ้มคลั่ง เดินเสียการทรงตัว ก่อนกระโดดลงทะเลตาย จนชาวบ้านเรียกกันว่าเป็น “แมวบ้า” ไม่นานหลังจากนั้น อาการผิดปกติก็เริ่มเกิดขึ้นกับมนุษย์ เด็กจำนวนหนึ่งเกิดมาพร้อมความพิการทางสมอง ร่างกายบิดเบี้ยว พูดไม่ได้ หูหนวก และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

จนกระทั่ง พ.ศ.2499 สถาบันสาธารณสุขจึงประกาศพบ “โรคมินามาตะ” อย่างเป็นทางการ จากการชันสูตรและเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำพบว่ามีสารปรอทตกค้างในปริมาณสูง ซึ่งมีต้นตอมาจากน้ำเสียของโรงงานชิสโซะ แต่แทนที่ความจริงจะได้รับการแก้ไข บริษัทกลับพยายามปิดบังข้อมูล แม้แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลของบริษัทเองที่ค้นพบความจริงก็ถูกสั่งให้เงียบปาก
จนกระทั่ง ยูจีน สมิธ ช่างภาพชาวอเมริกันได้เข้ามาขุดคุ้ยประเด็นปัญหานี้และถ่ายทอดความโหดร้ายผ่านภาพถ่ายสู่สายตาชาวโลก เพื่อกดดันให้เกิดความยุติธรรม
ท่ามกลางการเพิกเฉยของรัฐบาลในยุคนั้นที่มุ่งเน้นแต่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงคราม จนในที่สุดใน พ.ศ. 2513 กลุ่มผู้เสียหายได้รวมตัวกันฟ้องร้องบริษัทชิสโซะต่อศาลจังหวัดคุมาโมโตะ และชนะคดีแต่ทว่าชัยชนะนั้นไม่อาจลบเลือนบาดแผลได้ทั้งหมด เพราะร่องรอยของสารพิษยังคงสร้างความทุกข์ระทมให้แก่คนในพื้นที่จนถึงปัจจุบัน ทั้งในแง่ของสุขภาพและปัญหาสังคม เช่น การถูกรังเกียจหรือความกังวลในการสร้างครอบครัวกับชาวมินามาตะเพราะกลัวการส่งต่อพันธุกรรมที่ผิดปกติ
สุดท้ายแล้ว โศกนาฏกรรมที่เมืองมินามาตะ ได้สอนโลกว่า ความเจริญทางอุตสาหกรรมที่ไม่มีความรับผิดชอบนั้น สามารถทำลายชีวิต วัฒนธรรม และระบบนิเวศได้อย่างถาวร แต่บทเรียนนั้นดูเหมือนจะยังไม่ถูกจารึกไว้ในใจของผู้มีอำนาจทั่วโลกสักเพียงใด
ในปัจจุบันนี้ พื้นที่ชายขอบของเมียนมาร์ที่ มีภูเขาสูง และห่างไกล มีกิจการเหมืองแร่ทองคำและแร่แรร์เอิร์ธ ที่กำลังดำเนินไปโดยไม่มีมาตรการควบคุม-ป้องกันสิ่งแวดล้อมใดๆรองรับ โดยน้ำที่ปนเปื้อนจากกระบวนการสกัดแร่ได้ไหลลงต้นน้ำและกระจายไปยังแม่น้ำซึ่งเป็นที่ยึดโยงชีวิตผู้คนทั้งสองฝั่งชายแดน ทั้งในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน ไปจนถึงแม่น้ำกระบุรี
การทำเหมืองในพื้นที่ชายแดนเมียนมาร์ได้ดำเนินไปในเงามืดทั้งในแง่ของการไร้กฎหมายและการกำกับดูแล บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสายในเขตรัฐฉานซึ่งอยู่ในเขตการปกครองของกองกำลังชาติพันธุ์ว้า (United Wa State Army)และกองทัพพม่า โดยสารเคมีต่างๆ ในกระบวนการสกัดแร่ ไม่ว่าจะเป็นสารหนูหรือสารปรอทและสารโลหะหนักอื่นๆ ได้ไหลลงสู่แหล่งน้ำและสะสมในห่วงโซ่อาหาร
ในมินามาตะ แมวคือสัญญาณเตือนภัยแรก ขณะที่ในลุ่มน้ำกกและสายน้ำ แม้จะยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับอาการของผู้คนที่มีสารพิษในร่างกาย แต่ในเรื่องของสัตว์หน้าดินอย่างปลาและหอย ได้เริ่มเห็นความผิดปกติมาอย่างต่อเนื่อง
ศ.กิตติคุณ ดร.สุริชัย หวันแก้ว ประธานมูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า คนญี่ปุ่นชอบกินปลาดิบซึ่งขณะนั้นชาวประมงส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านก็กินด้วย ซึ่งตอนหลังศึกษาพบว่าแมวได้กินปลาที่ชาวประมงทิ้งและคนก็ป่วยตามมาซึ่งเกิดจากสารที่เข้าไปปนเปื้อนในเนื้อปลาเนื่องจากโรงงานปล่อยน้ำเสียไหลไปสู่ทะเล และอ่าวมินามาตะซึ่งเป็นอ่าวที่น้ำวน เมื่อชาวประมงแถบนั้นจับปลามากินจึงป่วยเป็นโรคระบาด เพราะสารปรอทเข้าไปในแพลงก์ตอนและปลากินแพลงก์ตอนเข้าไป และคนก็กินปลา จนกลายเป็นโรคประหลาด เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทที่กำลังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น สุริชัยกล่าวว่า กรณีสารโลหะหนักในแม่น้ำกก รัฐบาลไทยยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินหรือสำคัญมาก
ศ.สุริชัยกล่าวว่า ที่ร้ายแรงคือการที่สารโลหะหนักเริ่มปนเปื้อนจากแม่น้ำกกครบ 1 ปี ขณะที่ต้นน้ำเป็นเหมืองแรร์เอิร์ทและเหมืองทอง แต่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกูล และประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ทำข้อตกลงเรื่องแร่หายาก ซึ่งการทำเหมืองแร่สกัดแร่หายากนั้น ต้องใช้สารเคมีที่ส่งผลกระทบร้ายแรงมากต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอนนี้ทำเหมืองในบางที่ในพม่าเพราะไม่มีใครคุม กลายเป็นสงครามกลางเมืองในพม่าและการทำเหมืองตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีขื่อมีแป รัฐบาลไทยควรทุกข์ร้อนกับชาวบ้านมากกว่านี้ แต่จนผ่านไปปีที่ 2 ก็ยังไม่เห็นท่าทีของชัดเจน
“เมื่อเทียบกับมินามาตะก็คล้ายๆกัน เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้นดีใจอยู่กับเรื่องการส่งออก ส่วนเรื่องการเจ็บป่วยจากสารพิษยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่เมื่อเขารู้แล้ว เขาได้ตัดสินใจหลายเรื่องที่สำคัญ ผมจึงคิดว่าทำไมประเทศไทยถึงจะต้องให้ถึงเวลาที่มีการเจ็บป่วยแล้วถึงตัดสินใจ เพราะรู้อยู่แล้วว่าสารพิษที่เจอเป็นสารหนูและสารโลหะหนักที่มีพิษภัยมากต่อปลา สิ่งแวดล้อมและมนุษย์ แต่การแก้ไขปัญหายังทำกันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับโจทย์ขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้น เราต้องการภาวะผู้นำมาก” ศ.ดร.สุริชัย กล่าว
ขณะที่คำพูดของแม่ค้าริมแม่น้ำกกที่ว่า “ถึงมีข่าวเรื่องสารปนเปื้อนอย่างไร แต่พอช่วงหน้าฝนคนจะมาหาปลากันเหมือนเดิม เพราะเป็นฤดูปลา ทุกปีก็เป็นแบบนี้ ผู้คนบางส่วนก็ยังคงกินปลาดิบ โดยเฉพาะเมนูลาบปลาดิบ เขาก็กินมาตั้งแต่มีข่าวแล้ว ก็ยังไม่เห็นเป็นอะไร” เป็นสภาพสะท้อนความเคยชินของผู้คนที่ยังต้องพึ่งพาแม่น้ำในการดำรงชีวิต
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์แม่น้ำปนเปื้อนมีความซับซ้อนคือเรื่องของพรมแดนและอำนาจรัฐ โดยฝั่งเมียนมาร์แทบไม่สามารถบังคับใช้กลไกทางกฎหมายได้ เนื่องจากผลประโยชน์และสภาวะสงคราม ทำให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบถูกทิ้งให้อยู่ในวงล้อมของปัญหาที่ไม่มีทางออก ขณะที่ฝั่งประเทศไทยเต็มไปด้วยการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ จนถูกเม็ดเงินปิดตาและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างจริงจัง
หนึ่งในบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดของมินามาตะคือ “โรคมินามาตะแต่กำเนิด” ซึ่งทารกรับสารพิษจากแม่ผ่านรกและน้ำนม เด็กที่เกิดมาจากแม่ที่ได้รับสารพิษสะสม แม้แม่ไม่ได้มีอาการป่วยใดๆ แต่สารพิษในร่างกายที่ถูกสะสมนั้นได้ส่งต่อไปยังเด็กในครรภ์ ซึ่งเป็นการถูกละเมิดสิทธิ์ตั้งแต่ในครรภ์มารดาไปจนถึงทั้งการมีชีวิต หากการปนเปื้อนในลุ่มน้ำ 5 สายนี้ดำเนินไปโดยไม่มีการแก้ไข ผลกระทบต่อเด็กที่เกิดในชุมชนริมน้ำเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ไม่อาจย้อนกลับได้
โรคมินามาตะใช้เวลานับสิบปีจากการพบสัญญาณแรกจนถึงการยอมรับอย่างเป็นทางการ ในระหว่างนั้นมีคนตาย มีเด็กพิการ มีครอบครัวแตกสลาย และมีระบบนิเวศที่พังพินาศ ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นในประเทศที่มีระบบราชการและกฎหมายทำงานได้ แต่วิกฤตที่แม่น้ำ 5 สายได้เผชิญอยู่ในปัจจุบันนั้น เป็นเรื่องของผลกระทบข้ามพรมแดนซึ่งเกี่ยวพันการเมืองระหว่างรัฐ การเมืองระหว่างการต่อสู้ของกลุ่มกองกำลังต่างๆ รวมถึงการเมืองโลกของมหาอำนาจที่ต้องการแร่หายาก
บทเรียนจากมินามาตะกว่า 70 ปีที่แล้วได้เคยเตือนโลกว่า ภัยจากสารพิษไม่ได้เริ่มต้นจากภาพผู้คนล้มตายทันที แต่เริ่มจากความเงียบ และการปล่อยให้เวลาผ่านไป จนถึงวันที่การสะสมตัวของสารพิษถึงจุดอิ่มตัว ตอนนั้นความเสียหายก็ระเบิดขึ้นจนไม่อาจเยียวยาใดๆได้อีกแล้ว
หมายเหตุ– ขอบคุณข้อมูล จาก Spring News , มูลนิธิบูรณะนิเวศ , และภาพจาก ยูจีน สมิธ


