Search

ญี่ปุ่น-ออสเตรเลียร่วมแก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อน-อธิบดี คพ.หวั่นงบตรวจคุณภาพน้ำถูกตัด- สช.ดันเป็นวาระแห่งชาติ-เสนอนโยบายเชิงรุก 6 ด้าน

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนได้เดินทางไปดูฝายแม่ลาว จ.เชียงราย (แม่น้ำสาขาของแม่น้ำกก) เพื่อตรวจดูคุณภาพน้ำซึ่งพบว่าดีมากและมั่นใจว่าต้องเป็นทางเลือกสำหรับแหล่งน้ำแห่งใหม่ของชาวเชียงราย

ผู้สื่อข่าวถามว่าปัญหาแม่น้ำปนเปื้อน 4-5 แม่น้ำสายหลัก (ลุ่มน้ำโขงตอนบน และแม่น้ำสาละวิน) งบประมาณที่มีเพียงพอที่จะตรวจคุณภาพน้ำได้อย่างครอบคลุมหรือไม่ อธิบดีคพ.ตอบว่างบประมาณปีนี้หากได้เท่าเดิมก็เหนื่อย เพราะปีที่แล้วผันเงินมาตรงนี้มาใช้เยอะมาก โดยปกติตรวจคุณภาพน้ำปีละ 3-4 ครั้ง แต่พื้นที่บริเวณนี้เราให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

“ได้ขอ station จุดตรวจตที่แม่น้ำกก เป็น auto station หากมีงบมาจะสนับสนุนอุปกรณ์ให้ตรวจ เราอยากให้ชาวบ้านสามารถตรวจ screen ได้ระดับหนึ่งด้วยตัวเอง ส่วนเหมืองแร่ที่ต้นทางได้พยายามหาช่องทางไปเจรจากับทางฝั่งโน้น นี่เป็นสิ่งที่ตั้งใจไว้”นายสุรินทร์ กล่าว

อธิบดี คพ.กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นและออสเตรเลียให้การสนับสนุนแก้ปัญหาเรื่องแม่น้ำปนเปื้อนโดยญี่ปุ่นจะให้งบ คพ.เพื่อให้มีความร่วมมือเข้าไปในพม่าด้วย ขณะที่ออสเตรเลียจะสนับสนุนใช้ช่องทาง MRC(คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง) ซึ่งออสเตรเลียมีผู้เชี่ยวชาญด้านเหมือง โดยเขาถามว่าอยากได้ผู้เชี่ยวชาญด้านไหน เราตอบไปว่าเราอยากได้ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เพิ่มหรือให้ความมั่นใจ ทำงานต้องข้อมูลเชิงประจักษ์ มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และมีผู้เชี่ยวชาญยืนยัน เพื่อให้การทำงานดีขึ้น

วันเดียวกันเพจสช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ รายงานว่า คณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการเฝ้าระวังผลกระทบและคุ้มครองสุขภาวะประชาชน กรณีสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย โดยได้จัดการประชุมครั้งที่ 2/2569 ขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อเร่งรัดมาตรการปกป้องสุขภาพของประชาชน หลังผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำในฤดูฝนชี้ชัดว่า พบลุ่มน้ำสายและลุ่มน้ำกกปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนู” สูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน และมีปริมาณตะกอนดินขุ่นข้นเกินค่ามาตรฐานหลายเท่าตัว

ทั้งนี้ นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ ประธานในที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของสถานการณ์ และขอบคุณคณะทำงานทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อน พร้อมทั้งประกาศยกระดับประเด็นนี้ให้เป็น “วาระร่วมของเขตสุขภาพที่ 1” เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูงสุด

เพจ สช.ระบุว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการต่อร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Statement) โดยคณะทำงานวิชาการได้ปรับยุทธศาสตร์จากการแก้ปัญหาแบบตั้งรับ มาเป็นการจัดการเชิงรุกผ่าน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ : เพื่อให้มีหน่วยงานภาพรวมเป็นเจ้าภาพหลักอย่างชัดเจน 2. ผลักดันกลไกการทูตพหุภาคี : มุ่งเจรจาในเวทีระดับอนุภูมิภาค (เช่น Mekong Forum) เพื่อกำหนดมาตรฐานการทำเหมืองแร่ข้ามแดน หลังจากพบอุปสรรคในเวทีทวิภาคีที่คู่เจรจายังไม่พร้อมนำประเด็นนี้เข้าสู่วาระจัดทำระบบเฝ้าระวัง : สร้างระบบเตือนภัยและตรวจวัดคุณภาพน้ำที่ได้มาตรฐาน 4. จัดสรรงบประมาณเพื่อน้ำสะอาด : สนับสนุนงบประมาณจัดการน้ำประปาที่ปลอดภัยในชุมชน 5.. ตั้งกองทุนเยียวยา: เพื่อดูแลและฟื้นฟูสุขภาวะของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ 6. จัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง: บูรณาการฐานข้อมูลจากทุกหน่วยงานเพื่อการสื่อสารความเสี่ยงอย่างโปร่งใส

3.จัดทำระบบเฝ้าระวัง : สร้างระบบเตือนภัยและตรวจวัดคุณภาพน้ำที่ได้มาตรฐาน 4. จัดสรรงบประมาณเพื่อน้ำสะอาด : สนับสนุนงบประมาณจัดการน้ำประปาที่ปลอดภัยในชุมชน 5.. ตั้งกองทุนเยียวยา: เพื่อดูแลและฟื้นฟูสุขภาวะของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ 6. จัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง: บูรณาการฐานข้อมูลจากทุกหน่วยงานเพื่อการสื่อสารความเสี่ยงอย่างโปร่งใส

    ทั้งนี้ คณะกรรมการมีข้อเสนอแนะให้เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการระยะสั้นที่เห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 1-2 ปี โดยเน้นการสร้างรูปธรรมในการช่วยเหลือชุมชนเปราะบาง เช่น ระบบน้ำประปาปลอดภัย และการใช้เครื่องมือประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน (CHIA) โดยประชุมครั้งนี้สะท้อนความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของภาคีเครือข่ายหลากมิติ ที่พร้อมใจกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหาทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม


    บทบาทและการดำเนินงานสำคัญ หน่วยงานภาคี ซึ่งสปสช. เขต 1 เชียงใหม่ ได้ร่วมพัฒนาโครงการกองทุนสุขภาพท้องถิ่นใน 24 ตำบลริมน้ำกก 2. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลพื้นที่ลุ่มน้ำ/ภูมินิเวศน์ เสนอแผนจัดการภัยพิบัติลุ่มน้ำภาคเหนือ ยกระดับการแก้ปัญหาจากฐานรากสสส. และ มูลนิธิพัฒนาชุมชนฯ หนุนงบประมาณสร้างความตระหนักรู้และเฝ้าระวังใน 15 ชุมชนเปราะบางนำร่อง โดยหนุนงบประมาณราว 3 ล้านบาท ยกระดับชุมชนสู้ภัยพิบัติ 4. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เตรียมนำประเด็นเข้าสู่ ที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 พร้อมจับมือสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (MI) นำข้อมูลสู่เวทีสากล

    3.สสส. และ มูลนิธิพัฒนาชุมชนฯ หนุนงบประมาณสร้างความตระหนักรู้และเฝ้าระวังใน 15 ชุมชนเปราะบางนำร่อง โดยหนุนงบประมาณราว 3 ล้านบาท ยกระดับชุมชนสู้ภัยพิบัติ 4. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เตรียมนำประเด็นเข้าสู่ ที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 พร้อมจับมือสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (MI) นำข้อมูลสู่เวทีสากล