
สำนักข่าว Irrawaddy รายงานเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 รายงานโดยอ้างอิงจากรายงานของ Insecurity Insight ว่า กองทัพพม่าและกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรมีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์เกือบ 2,000 ครั้ง ซึ่งรวมถึงการโจมตี การบุกค้น การจับกุม และปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยอื่นๆ ที่มุ่งเป้าไปที่สถานพยาบาลทั่วพม่าในระหว่างการรัฐประหารเมื่อปี 2564 จนถึงปลายเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยองค์กร Insecurity Insight ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลด้านมนุษยธรรมที่ตั้งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เผยว่า มีเหตุการณ์โจมตีสถานพยาบาลมากกว่า 1,925 ครั้ง และเป็นเหตุทำให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องเสียชีวิตถึง 173 คน และอีก 930 คนถูกจับ
มีการรายงานว่า การหยุดชะงักของบริการด้านสุขภาพส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการทิ้งระเบิดและการยิงปืนใหญ่ทางอากาศ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับสถานพยาบาลและคร่าชีวิตบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงการบุกค้นและการจับกุมเป็นต้น โดยสื่อพม่ารายงานว่า การโจมตีสถานพยาบาลทั่วประเทศโดยกองทัพพม่าคิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 30 เปอร์เซ็นต์นั้น โจมตีโดยกลุ่มต่างๆผสมกัน ซึ่งรวมถึงองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ กองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) กลุ่มอาชญากร และกลุ่มติดอาวุธที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้
ทั้งนี้สองวันหลังจากกองทัพเข้ายึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บุคลากรทางการแพทย์ของพม่าได้ออกมาประท้วงบนท้องถนน อีกทั้งประกาศปฏิเสธที่จะทำงานภายใต้ระบอบการปกครองของกองทัพ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อขบวนการอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement) หรือ CDM
ขณะที่เครือข่ายทางการแพทย์ของ CDM รายงานว่ามีบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 6,000 คนเข้าร่วมขบวนการในช่วงแรกหลังการรัฐประหาร ทำให้ระบบสาธารณสุขของรัฐบาลทหารหยุดชะงัก ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลพม่าจึงปราบปรามบุคลากรทางการแพทย์ที่ประท้วงอย่างโหดร้าย ทั้งการจับกุมโดยพลการด้วยข้อกล่าวหาเท็จ บุกค้นและปิดคลินิกสุขภาพ และทำให้หลายคนต้องเข้าร่วมการต่อต้านด้วยอาวุธในฐานะบุคลากรทางการแพทย์
มีรายงานอีกว่า บุคลากรทางการแพทย์ของ CDM ได้ทำงานในศูนย์สุขภาพและคลินิกในพื้นที่ที่ฝ่ายต่อต้านควบคุมอยู่ เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นยังคงเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ จากรายงานปี 2568 ของกระทรวงสาธารณสุขของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ NUG พบว่า มีการจัดตั้งโรงพยาบาล 106 แห่ง คลินิก 808 แห่ง และคลินิกเคลื่อนที่ 192 แห่ง ซึ่งดำเนินการโดยบุคลากรทางการแพทย์ 5,038 คน ใน 190 เมือง ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และยังมีอีกหลายแห่งที่ดำเนินการอย่างอิสระ อย่างไรก็ตาม กองทัพพม่าตอบโต้ด้วยความรุนแรง โดยส่วนใหญ่เป็นการโจมตีทางอากาศต่อโรงพยาบาลและคลินิกในพื้นที่ที่ฝ่ายต่อต้านควบคุมอยู่
ด้านรัฐบาล NUG กล่าวว่า การโจมตีของกองทัพพม่าขัดขวางการให้บริการด้านสุขภาพและเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์“ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดคือการโจมตีทางอากาศ ตอนนี้มีการโจมตีเกือบทุกวัน”แพทย์ที่เข้าร่วม CDM ประจำเมืองมินดัต รัฐชิน ซึ่งอยู่ในความควบคุมของฝ่ายต่อต้าน กล่าวกับสำนักข่าว Irrawaddy
“ผมเคยรอดพ้นจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่าต่อโรงพยาบาลของผมมาแล้วสองครั้งในอดีต” เขากล่าว แพทย์รายนี้ยังกล่าวเสริมว่า “กองทัพพม่าไม่ต้องการให้เรารักษาผู้คน นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาโจมตีเรา”
ทั้งนี้ กองทัพพม่าจงใจโจมตีโรงพยาบาลในพื้นที่ที่กลุ่มติดอาวุธควบคุมอยู่ เช่น ในวันสิทธิมนุษยชนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กองทัพพม่าได้ทิ้งระเบิดโรงพยาบาลในเมืองมรัคอู รัฐยะไข่ (รัฐอาระกัน) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองกำลังอาระกัน AA (Arakan Army) ควบคุมอยู่ เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 33 คน และบาดเจ็บ 76 คน โดยเหยื่อเหล่านี้ยังรวมถึงเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ออกมาประณามการโจมตีครั้งนั้นว่า เป็นอาชญากรรมสงคราม และกล่าวหารัฐบาลทหารว่าดำเนินการรณรงค์ใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนอย่างเป็นระบบ
“กองทัพพม่าจงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน รวมถึงสถานพยาบาล เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการสร้างความหวาดกลัวโดยการทำให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้น” ร้อยเอกเส่งยอว์ เจ้าหน้าที่ทหารพม่าที่เข้าร่วม CDM กล่าวกับสื่อ Irrawaddy โดยยังเสริมว่า ระบอบการปกครองทหารพม่ามองว่าสถานพยาบาลเป็นเสาหลักสำคัญของการเคลื่อนไหวต่อต้าน และเชื่อว่า นักรบฝ่ายต่อต้านต้องประจำอยู่ตามสถานพยาบาลเหล่านี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหารพม่าเองก็มักประจำการอยู่ที่สถานพยาบาลเช่นเดียวกัน