
วันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ร่วมกับ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. พ.ต.ต.เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 สำนักงานป.ป.ท. แถลงข่าวผลปฏิบัติการกวาดล้าง G เทา ปราบปรามขบวนการทุจริตนำคนต่างด้าวสวมตัวเด็กอักษร G เพื่อจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ที่กองบังคับการตำรวจภูธร จ.เชียงราย
นายนฤชา กล่าวว่า ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอสไอ และปปท. ร่วมมือกันปราการทุจริตสวมตัวของเด็กนักเรียนอักษร G เป็นทะเบียนที่ให้กับเด็กที่ไม่มีสถานะทางสัญชาติไทย ซึ่งผ่อนผันให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการเรียนหนังสือในราชอาณาจักรไทยเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ เป็นมาตรฐานสากล จากเด็กที่มีเลขประจำตัว เลข G และจะได้สถานะทางทะเบียนเลข 0 เป็นคนไม่มีสัญชาติ และเมื่อมีคุณสมบัติครบถ้วน จะได้ใบสำคัญถิ่นที่อยู่ เมื่อครบคุณสมบัติจะได้รับอนุมัติให้มีสัญชาติไทย นี่คือเส้นทางของการให้สถานะกับบุคคล
สำหรับ ‘ปฏิบัติการกวาดล้าง G เทา’ เกิดขึ้นสืบเนื่องจากตำรวจตั้งด่านตรวจความมั่นคงช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจพบชายต่างด้าว ลักลอบเดินทางผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาในประเทศไทย จากการตรวจค้นพบเงินสด 140,000 บาท โดยชายต่างด้าวอ้างว่านำมาใช้ในการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน จึงได้ส่งข้อมูลดังกล่าว ให้ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ สืบสวนพบข้อมูล ต้องสงสัยว่ามีการทุจริตจัดทำทะเบียนนักเรียนที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร G เนื่องจากพบว่านักเรียนหนึ่งคนแต่มี รหัสนักเรียนอักษร G มากถึง 11 หมายเลข และมีการนำบุคคลต่างด้าวมาดำเนินการสวมทะเบียนนักเรียน เพื่อจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จำนวน 4 ราย จึงได้ส่งข้อมูลให้กรมการปกครองตรวจสอบเพื่อยืนยันการกระทำผิด
ทั้งนี้กรมการปกครอง มอบหมายคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) โดยชุดปฏิบัติการสืบสวนตรวจสอบและลงพื้นที่ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการพิสูจน์ทราบการกระทำผิด ดังกล่าว ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบมีการทุจริตสวมตัวจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ขึ้นต้น ด้วยเลข 0 ) จำนวนมาก ซึ่งเป็นการทุจริตจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มนักเรียน G) ซึ่งมิใช่เจ้าของทะเบียนนักเรียนที่แท้จริง มาสวมรายการนักเรียนที่ขึ้นต้นด้วยอักษร G และยังตรวจพบว่ามีการ ใช้รายการ G Code ซ้ำ กับบุคคลเดิมเพื่อนำบุคคลต่างด้าวมาสวมสิทธิในการจัดทำแบบสำรวจรายการบุคคล ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (แบบ 89) และจัดทำบัตรครั้งแรก จำนวน 9 ราย
จากนั้น กรมการปกครอง จึงได้ประสานศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ โดยมีการประสานความร่วมมือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อตรวจสอบภาพใบหน้าและลายนิ้วมือ ของบุคคลต้องสงสัย จำนวน 38 ราย โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่า พบบุคคลข้างต้นมีหนังสือเดินทาง (Passport) ของประเทศอื่น จำนวน 5 ราย ได้แก่ สัญชาติจีน จำนวน 2 ราย สัญชาติเมียนมา จำนวน 3 ราย และสัญชาติเวียดนาม จำนวน 1 ราย
จากการสืบสวนพบว่า การทุจริตสวมตัวกลุ่มนักเรียน G จำนวน 19 รายดังกล่าว ได้กระทำ โดยอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น จ.เชียงราย ในฐานะผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอ ซึ่งมีสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย จำนวน 2 ราย เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ร่วมกันกระทำความผิดฐานกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร ความผิดฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรมการปกครอง จึงได้มอบอำนาจ ให้ชุดปฏิบัติการสืบสวนไปร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เพื่อให้ดำเนินคดี กับผู้กระทำความผิดเป็นคดีอาญาที่ 230/2569 คดีอาญาที่ 231/2569 และคดีอาญาที่ 232/2569 ของสถานีตำรวจภูธรเวียงแก่น นำมาสู่การออกหมายจับบุคคล จำนวน 22 ราย (หมายจับ 27 หมาย) ได้แก่ (1) อดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น จ.เชียงราย จำนวน 3 หมาย (2) สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย จำนวน 2 ราย จำนวน 5 หมาย และ (3) บุคคลที่สวมตัว จำนวน 19 ราย จำนวน 19 หมาย
ทั้งนี้ปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” นำหมายจับและหมายค้น ดำเนินการเข้าทำการจับกุม ได้แก่
อดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น จำนวน 1 ราย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จำนวน 2 ราย บุคคลผู้สวมรายการ จำนวน 5 ราย โดยได้นำตัวผู้ถูกจับกุมข้างต้นส่งพนักงานสอบสวน และได้ทำการตรวจค้นตามหมายค้น จำนวน 5 จุด เช่นบ้านภรรยาอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น ณ ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย จากการตรวจค้น พบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำทะเบียนบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เอกสารคำขอลงรายการสัญชาติไทย หนังสือรับรองการเกิด คำขอจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนที่มีอายุเกิน 15 ปี ที่ดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่าง รอดำเนินการจำนวนมาก อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (CPU) จำนวน 1 เครื่อง กล้องวงจรปิด จำนวน 3 ตัว และ อุปกรณ์เก็บความจำ (Memory Card) จำนวน 4 ชิ้น
จังหวัดเชียงราย จะดำเนินการยกเลิก เพิกถอน จำหน่ายรายการที่ทุจริตทางทะเบียน และตรวจสอบ รายการผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด รวมทั้งดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องทุกราย ตลอดจนการทุจริตทางทะเบียนดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐาน ส่งให้สำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการนี้ที่ให้เด็กต่างด้าวได้เรียนหนังสือ มีประโยชน์ แต่คนทุจริต มาสวมสิทธิเพื่อนำไปออกบัตร ในการได้สวมสิทธิเพื่อเปิดธนาคาร ไปทำบัญชีม้า เอื้อประโยชน์ให้แก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงขบวนการยาเสพติด และยังนำไปเปิดชื่อเป็นนอมินีในการฟอกเงิน
ผลปฏิบัติการร่วมคดีนี้มีออกหมายจับ 22 ราย จำนวน 27 หมายจับ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ 3 ราย จำนวน 8 หมาย คนสวมสิทธิ 19 ราย ตรวจค้น 6 จุด โดยจับกุมแล้ว 8 ราย จำนวน 13 หมาย อยู่ระหว่างติดตามจับกุมเพิ่ม 14 ราย จำนวน 14 หมายจับ
“ปลัดอำเภอที่ถูกจับกุมแล้วคือ นายอชิระ ใจสุยะ กระทำผิดขณะเป็นปลัดอำเภอเวียงแก่น โดยจับกุมได้ที่กรุงเทพมหานคร และนำตัวมาสอบสวนที่ ภูธรจังหวัดเชียงรายแล้ว”
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า กรณีคนที่มาสวมสิทธิ พบเป็นคนจีน ใช้ชื่อนางกัลยา แซ่ฟุ้ง จากการสืบสวนพบว่ามีการจดทะเบียนทำบริษัทที่จังหวัดชลบุรี ทุนจดทะเบียน 1 พันล้านบาท จะต้องขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติอย่างไร ส่วนอีกรายเป็น ชาวเมียนมา ชื่อนายจันทร์ มาเยอะ เป็นเจ้าของบริษัทในเมียนมา บ.เอเซียนซันกรุ๊ป ขายน้ำมันให้เครื่องบิน ซึ่งถูกจับกุมตัวแล้ว และนำมาสอบสวนที่ ภูธรจังหวัดเชียงรายแล้วเช่นกัน
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวด้วยว่า ปลัดอำเภอที่ถูกจับกุม ยอมรับว่า มีการเรียกรับเงินหัวละ 10,000-100,000 บาท โดยรายที่เป็นชาวเมียนมา มีการ จ่าย 1 แสนบาท โดยชาวเมียนมายอมรับว่า เดินทางมาที่ อ.เวียงแก่น เพียงครั้งเดียว ได้บัตรหมายเลข 0 ไปเปิดบัญชีธนาคารได้แล้ว และยอมรับสารภาพว่าทำเอกสารดังกล่าว แต่ในชั้นนี้ยังไม่พบว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับปลัดอำเภอ แต่จะขยายผลไปยังขบวนการทั้งหมด
พล.ต.ต.เกรียงไกร กล่าวว่า จากการสืบสวนของดีเอสไอ พบว่าใน ปี 2561-2568 กศน.เวียงแก่นให้อักษร G ไปกว่า 800 ราย และออกบัตรหัว 0 ไป 309 คน และพบในหมายจับ 19 ราย และข้อมูลบุคคล อัตลักษณ์บุคคล และ ทร.38 ไม่มีความสอดคล้องตรงกันเลย ถือเป็นการกระทำความผิด อย่างชัดเจนเพราะเป็นการสวมบัตรแต่ไม่ได้เป็นนักเรียนจริง
“กรณีนี้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้อง และการกระทำผิด สอดคล้องกับ องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กระทำผิดโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลหลายวงการ ทางดีเอสไอ อาจยกระดับคดีนี้เป็นคดีพิเศษต่อไป และการทุจริตในรูปแบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก” พล.ต.ต.เกรียงไกร กล่าว
นายบัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียน และบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย กรมการปกครอง กล่าวว่า พบการสวมสิทธิอักษร G จากผู้หญิงเป็นผู้ชาย โดยมีข้อมูลไม่ตรงกัน เบื้องต้น 170 ราย รวมถึงมีการออกเอกสารเท็จ โดยบุคคลที่สวมรายการเป็นคนที่อายุมาก จึงเป็นความผิดปกติ เป็นการออกเอสารเป็นเท็จ และบางคนมีเลข G จำนวนมากถึง 11 หมายเลข โดยนำไปสวมบัตรได้ถึง 9 คน โดยคนที่มาสวมยังพบเป็นคนสัญชาติจีน อยู่ที่จังหวัดชลบบุรีด้วย