Search

นักวิชาการ มฟล.แนะจีนจริงใจแก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อน-ยอมรับความจริงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่ “ฟูอาดี้”เสนอ 5 ประเด็นควรพิจารณาในความสัมพันธ์ช่วงเปลี่ยนผ่านอันซับซ้อนไทย-จีน

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม น.ส.อริศรา เหล็กคำ อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.)เปิดเผยถึงกระแสความไม่พอใจของคนไทยต่อรัฐบาลจีนเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะภายหลังจากที่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายสี เจิ้นผิง ประธานาธิปดีของจีน ณ สถานกงสุลจีนประจำเชียงใหม่ เพื่อขอให้ทางการจีนรับผิดชอบกรณีที่นักธุรกิจจีนเข้าไปทำเหมืองแร่ในประเทศพม่าที่ทำให้แม่น้ำปนเปื้อนข้ามแดนมายังประเทศไทยว่า การที่โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ที่ให้ข่าวว่า “ฝ่ายจีนให้ความสำคัญและติดตามประเด็นการปนเปื้อนของโลหะหนักในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงในประเทศไทยมาโดยตลอด และเข้าใจถึงความกังวลของประชาชน” ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากท่าทีเดิมที่มักหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงปัญหานี้โดยตรง จึงอาจตีความได้ว่าเป็นการยอมรับในเชิงการทูตว่ามีข้อกังวลที่ต้องได้รับการพิจารณา

อาจารย์นิติศาสตร์ มฟล.กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การยอมรับการมีอยู่ของปัญหาว่า “มีการปนเปื้อน” แต่หลีกเลี่ยงการกล่าวถึงต้นเหตุที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่และห่วงโซ่อุปทานแร่ ซึ่งหลายรายงานระบุว่ามีบริษัทและนักลงทุนจีนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหมืองต้นน้ำ และจีนเป็นปลายทางของการส่งออกแร่ ซึ่งในถ้อยแถลงเดียวกัน ฝ่ายจีนเน้นว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องของ “แม่น้ำที่เกี่ยวข้องเป็นแหล่งน้ำข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา” และจีน “สนับสนุนให้ประเทศไทยและเมียนมาส่งเสริมการสื่อสารและการประสานงานระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น และเร่งดำเนินการตรวจสอบร่วมกันโดยเร็ว” การวางกรอบเช่นนี้มีลักษณะลดทอนให้ปัญหามลพิษโลหะหนักถูกมองว่าเป็นเรื่องระหว่าง 2 ประเทศ (ไทย–เมียนมา) เป็นหลัก และเบี่ยงกรอบปัญหาออกจากบทบาทของจีนทั้งในฐานะรัฐต้นทุนของบริษัทที่ไปลงทุน และในฐานะรัฐปลายทางของแร่ในห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาด

น.ส.อริศรากล่าวว่า การที่โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนระบุว่า “จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบบนพื้นฐานยึดถือความเป็นจริง หลักวิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถระบุผู้ที่ต้องรับผิดชอบได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประเทศไทยและเมียนมาเร่งการสื่อสาร การประสานงาน และการตรวจสอบร่วมกันโดยเร็ว” หลักการดังกล่าวเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และหากยึดถืออย่างเคร่งครัด การตรวจสอบย่อมต้องครอบคลุมทั้งการพิสูจน์ระดับการปนเปื้อน การระบุแหล่งกำเนิดมลพิษ และการตรวจสอบห่วงโซ่การลงทุนที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งอยู่บนหลักฐานที่ตรวจสอบได้และเปิดเผยอย่างโปร่งใส ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ควรได้รับความชัดเจนเพิ่มเติมคือ จีนมีความพร้อมเพียงใดในการสนับสนุนหรือดำเนินการตรวจสอบกิจกรรมของนักลงทุนจีนที่อาจเกี่ยวข้องกับแหล่งกำเนิดมลพิษดังกล่าว เพื่อให้หลักความรับผิดชอบที่กล่าวถึงสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลจีนได้ออกระเบียบใหม่ว่าด้วยการลงทุนออกนอกประเทศ (Outbound Investment) กำหนดให้นักลงทุนจีนในต่างประเทศต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เคารพกฎระเบียบระหว่างประเทศและมาตรฐานสากล เคารพจารีตและวัฒนธรรมท้องถิ่น ปฏิบัติตามจริยธรรมทางธุรกิจ กระทำโดยสุจริต แข่งขันอย่างเป็นธรรม ปฏิบัติหน้าที่ด้านความรับผิดชอบทางสังคม และรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ กรอบนี้สะท้อนชัดว่าจีนยอมรับว่าตนมีอำนาจและหน้าที่ในการกำกับดูแลพฤติกรรมของบริษัทจีนในต่างประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงเรื่องของรัฐเจ้าบ้าน” นักวิชาการผู้นี้กล่าว 

อาจารย์สำนักวิชานิติศาสตร์ มฟล.กล่าวว่า มีข้อเสนอดังนี้ 1.หากจีนต้องการหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาว่าทุนจีนเป็นต้นเหตุการปนเปื้อน จีนควรผลักดันให้กรอบความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง–แม่โขง (LMC) และคณะทำงานวิทยาศาสตร์ร่วมระหว่างไทย–เมียนมา–จีน ตรวจสอบทั้งระดับการปนเปื้อนและสาเหตุการปนเปื้อนในต้นน้ำอย่างเป็นระบบ เปิดข้อมูลอนุญาตเหมือง ข้อมูลดาวเทียม และข้อมูลตรวจวัดน้ำ–ตะกอนให้เป็นสาธารณะ 

2.หากผลการตรวจสอบชี้ว่าการปนเปื้อน ไม่ได้มาจากเหมืองที่มีทุนจีนเกี่ยวข้อง ก็จะเป็นการยืนยันด้วยหลักวิทยาศาสตร์ที่ช่วยลดแรงกดดันต่อจีนเอง แต่หากหลักฐานกลับชี้ไปยังเหมืองที่มีบริษัทจีนเป็นผู้ลงทุน การอ้าง “หลักวิทยาศาสตร์และความรับผิดชอบ” ในแถลงการณ์ย่อมหมายความว่าจีนต้องใช้กรอบ ระเบียบการลงทุนนอกประเทศและกฎหมายสิ่งแวดล้อมของตนเข้ามากำกับบริษัทเหล่านั้น ทั้งในด้านการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการร่วมรับผิดชอบต่อการเยียวยาความเสียหายต่อชุมชนไทย–เมียนมา

3.แทนที่จะผลักให้ปัญหาเป็นเพียง “เรื่องระหว่างไทยกับเมียนมา” จีนควรยอมรับบทบาทของตนในห่วงโซ่อุปทานแร่ แล้วเปิดช่องทางให้ประชาชนในประเทศปลายน้ำสามารถยื่นข้อเท็จจริงและร้องเรียนผ่านสถานทูต/กงสุลให้รัฐบาลจีนพิจารณาใช้มาตรการกับนักลงทุนของตนเอง หากไม่ทำเช่นนั้น การนิ่งเฉยต่อพฤติกรรมของบริษัทจีนที่สร้างมลพิษข้ามพรมแดนย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ของจีนมากกว่าการยอมรับและจัดการปัญหาอย่างจริงจัง

ขณะที่นายฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่กรณีการทำเหมืองแร่หายากที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสัญชาติจีน การได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยมิชอบ กรณีการส่งตัวผู้เห็นต่างทางการเมืองกลับประเทศซึ่งก่อให้เกิดข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการสื่อสารของสถานเอกอัครราชทูตจีนต่อภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการ รวมถึงการปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งหลายครั้งก่อให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับความเหมาะสมของบทบาททางการทูต ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

นายฟูอาดี้กล่าวว่า สิ่งที่แตกต่างจากอดีตคือ ความสัมพันธ์ไทย–จีนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หากแต่แผ่ขยายไปสู่ทุกระดับของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน การศึกษา การท่องเที่ยว เทคโนโลยี หรือการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ผลกระทบจากนโยบายหรือการดำเนินการของทั้งสองฝ่ายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ในวงการทูตอีกต่อไป แต่ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่น การรับรู้ และทัศนคติของประชาชนในแต่ละประเทศ เมื่อความสัมพันธ์มีความใกล้ชิดมากขึ้น ความคาดหวังของสังคมก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย การสร้างความไว้วางใจจึงไม่อาจอาศัยเพียงความร่วมมือระหว่างรัฐบาล หากต้องอาศัยความเชื่อมั่นจากภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา และสถาบันทางการเมืองควบคู่กันไปด้วย

“การบริหารความสัมพันธ์ไทย–จีน ในระยะต่อไปจึงไม่ควรมองเพียงมิติของภูมิรัฐศาสตร์หรือผลประโยชน์ร่วมระหว่างรัฐเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับความชอบธรรม ความโปร่งใส และการยอมรับของสาธารณชนควบคู่กันไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มั่นคงย่อมตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งสองฝ่ายไม่น้อยไปกว่าความเข้าใจระหว่างรัฐบาล”นายฟูอาดี้กล่าว

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ.กล่าวว่า 5 ประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง 1. สถานการณ์ครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน (fiduciary duty) ของเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลไทย โดยหน้าที่ดังกล่าวมิได้หมายถึงการเลือกข้างหรือการดำเนินนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศใด หากแต่หมายถึงการตัดสินใจโดยยึดผลประโยชน์ของรัฐไทยและประชาชนไทยเป็นศูนย์กลาง ภายใต้หลักนิติธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ 

2.ประเทศไทยเองก็ต้องยกระดับความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย และการป้องกันการทุจริตอย่างจริงจัง 3. จีนควรทบทวนแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะการทูตเชิงเผชิญหน้า ซึ่งมีแนวโน้มจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือและสร้างแรงต่อต้านจากสังคมไทย มากกว่าจะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ 4. จีนน่าจะต้องจัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่เลือกตอบสนองให้ชัดเจน ว่าประเด็นใดควรปล่อยให้เป็นไปตามพลวัตของสังคมไทย ประเด็นใดควรเปิดพื้นที่สำหรับการรับฟังและความร่วมมือกับภาคประชาสังคม และประเด็นใดควรดำเนินการผ่านความร่วมมือกับรัฐบาลไทย 

5.แม้ว่าหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มีรัฐบาลจีนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในฐานะรัฐที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศไทย จีนย่อมมีความรับผิดชอบที่จะแสดงเจตจำนงทางการเมือง และความพร้อมที่จะร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อสังคมไทย  (อ่านรายเอียดบทความ “ไทย–จีนในระเบียบโลกใหม่ เมื่อสองฝ่ายต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน”โดย ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ใน https://transbordernews.in.th/home/?p=46898 )

————-