สีพันดอน ลาว

 

“ปีนี้ได้ปลาน้อย”คำพัน คนหาปลาเมืองโขงประเทศลาวตอนใต้ใกล้ชายแดนกัมพูชา บอกเล่าถึงจำนวนปลาที่เข้ามาติดหลี่ เครื่องมือจับปลาภูมิปัญญาโบราณกลางลำน้ำโขง

“ฝนตกมาก น้ำฝนทำให้น้ำโขงใสปลาก็ขึ้นมาน้อย” อันที่จริงหลายปีมานี้ คำพันก็รู้อยู่แล้วว่าปลาแม่น้ำโขงนั้นเริ่มลดลง สาเหตุนั้น เขาบอกว่า เพราะมีคนหาปลามากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะแค่การทำหลี่ แต่การหาปลาเพื่อส่งขายนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็ว

คำพันบอกว่า เมื่อก่อนปลาตัวเล็กๆก็เอาไว้ทำปลาแดก แต่เดี๋ยวนี้ส่งขายทั้งหมด การค้าปลาของคนเมืองโขงนั้นสะดวกมากขึ้น เพราะแทนที่จะต้องนำปลาไปขายที่นากะสัง ตลาดค้าปลาแหล่งใหญ่ของลาวใต้ ซึ่งจะส่งต่อไปยังเวียงจันทน์และส่งขายต่อไปยังเมืองไทย ปัจจุบันจะมีคนมารับซื้อปลาถึงที่

“ปลาคงแพร่พันธุ์ไม่ทันคนจับ มันถึงได้น้อยลงแต่ก็ยังพออยู่ได้”

การจับปลาด้วยหลี่เป็นภูมิปัญหาโบราณที่ตกทอดกันมา เมื่อฝนเริ่มตกปลาทางตอนใต้แม่น้ำโขงก็จะว่ายทวนน้ำเพื่อขึ้นไปวางไข่ทางเหนือแต่สำหรับเมืองโขงนั้นมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่พิเศษ คือเป็นช่วงที่

แม่น้ำโขงแยกออกเป็นหลายสาย เกิดเกาะแก่งมากมาย จนได้ชื่อว่าสีพันดอน หรือ 4,000 เกาะ คนหาปลาจะนำไม้มาสร้างเป็นลำรางบริเวณที่เป็นแก่งหินตามความยาวของแม่น้ำ โดยส่วนท้ายยกสูงขึ้น เมื่อปลาว่ายทวนน้ำและกระโดดข้ามแก่งหินเหล่านี้จนหมดแรง ก็จะติดอยู่ในหลี่หรือลำราง ช่วงเวลาต้นฤดูฝน ถือเป็นโอกาสทองของเจ้าของหลี่ที่จะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ จากปลาจำนวนมากที่มาติดหลี่ จนถึงขั้นต้องนอนเฝ้าหลี่เพื่อนำปลาออกก่อนที่ปลาจำนวนมากที่มาติด จะทำให้หลี่แตก หรือพังครืนลงมา

รายได้ขั้นต่ำของการทำหลี่ในแต่ละปีประมาณ 4-5 หมื่นบาทโดยผู้ทำหลี่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐบาลลาวในอัตรา 1.5-3 แสนกีบ หรือประมาณ 600-1,200 บาท/ปี แล้วแต่ขนาดของหลี่ โดยหลี่แต่ละจุดถือเป็นมรดกตกทอดสู่ทายาท หรือของหมู่บ้าน และรัฐบาล

 

สีพันดอน ลาว

 

ลาวไม่อนุญาตให้ขยายจุดวางหลี่เพิ่ม

แม่น้ำโขงถือเป็นพื้นที่การทำประมงน้ำจืดที่ใหญ่แห่งหนึ่ง ประชากร 4 ประเทศ ไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนล่างมีมากกว่า40 ล้านคน ในจำนวนนี้ 2 ใน 3 มีวิถีชีวิตอยู่กับการทำประมง ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือเอ็มอาร์ซี ระบุว่า ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง มีผลผลิตทางการประมงจากปลาและสัตว์น้ำอื่นๆถึง 4.5 ล้านตัน/ปี มูลค่าทางเศรษฐกิจของการประมงแต่ละปีอยู่ที่ 3.9-7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.7-2.1 แสนล้านบาท/ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้อย่างประจักษ์ชัดว่าแม่น้ำโขงนั้นมีความสำคัญอย่างไร

แต่อนาคตแม่น้ำโขงกำลังเปลี่ยนแปลง นอกจากเขื่อนใหญ่กั้นแม่น้ำโขงตอนเหนือในประเทศจีนที่สร้างเสร็จแล้วจำนวน 5 เขื่อนและกำลังมีการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงช่วงแขวงไซยะบุรีในประเทศลาว ล่าสุด ลาวมีโครงการจะก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ในพื้นที่ตอนล่างแม่น้ำโขงใกล้ชายแดนกัมพูชา ซึ่งทั้งกัมพูชาและเวียดนามได้แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ล่าสุด ในการประชุมคณะมนตรีแม่น้ำโขงครั้งที่20 ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลลาวยินยอมที่จะเข้าสู่กระบวนการ “ปรึกษาหารือล่วงหน้า” สำหรับโครงการเขื่อนดอนสะโฮงหลังจากรัฐบาลไทย กัมพูชา และเวียดนาม เรียกร้องให้มีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนการก่อสร้าง

แต่อย่างไรก็ตาม อนาคตของแม่น้ำโขงนั้นยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงสายหลักเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ที่ปัจจุบันเปิดเผยออกมาแล้วถึง 11 เขื่อน

การพัฒนานั้นจำเป็น พลังงานไฟฟ้าเพื่อการพัฒนานั้นก็สำคัญ แต่หากมองถึงอนาคตแล้ว แหล่งอาหาร แหล่งอาชีพที่สร้างรายได้เลี้ยงผู้คนหลายสิบล้านคน อาจสำคัญและจำเป็นยิ่งกว่า เราสามารถหาแหล่งพลังงานอื่นๆทดแทนการสร้างเขื่อนแม้ต้นทุนอาจสูงขึ้น แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า หากเทียบกับความเสียหายของแม่น้ำโขง แหล่งอาหารและแหล่งอาชีพของผู้คนหลายสิบล้านชีวิต

หมายเหตุ: ขอขอบคุณโครงการพัฒนาการสื่อสารประเด็นสร้างเสริมสุขภาวะในพื้นที่พรมแดนที่ช่วยประสานการลงพื้นที่

โพสต์ทูเดย์

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.