image

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 นางหนูเดือน แก้วบัวขาว ชาวบ้านตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (21 กรกฎาคม) ชาวตำบลหนองกินเพล และเครือข่ายภาคประชาชน อาทิ มูลนิธิชุมชนไท ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จะจัดเวทีถอดบทเรียนเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย กรณีข้อพิพาทที่ดินระหว่างนายทุนกับชาวบ้านในตำบลหนองกินเพล พร้อมร่วมแสดงความยินดีกับนายโสม คำนวน วัย 84 ปีที่ได้รับมอบเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมายจำนวน 12 ไร่ และแสดงความยินดีกับชาวบ้านอีก 4 ราย ที่ชนะคดีเช่นกัน แต่สำนักที่ดินจังหวัดอุบลฯ ยังไม่ได้ดำเนินการออกโฉนดให้ จำนวนกว่า 200 ไร่ ซึ่งศาลตัดสินให้ชนะดีพิพาทที่ดินกับนายทุนในพื้นที่ เมื่อปี 2556 ทั้ง 5 ราย หลังจากต่อสู้คดีมายาวนานแต่เพราะสำนักงานที่ดินฯ ดำเนินการล่าช้าเรื่องเอกสารจึงยังไม่สมบูรณ์ 

นางหนูเดือน กล่าวว่า กรณีนายโสม นั้นเป็นตัวอย่างของนักต่อสู้ที่ร่วมต่อต้านความไม่ยุติธรรม และพยายามทวงคืนสิทธิที่ดินมาตั้งแต่ปี 2537 ถือเป็นการต่อสู้นานถึง 20 ปี และเป็นกรณีตัวอย่างของคนจนในชนบทที่ไม่จำนนต่อโชคชะตา และสามารถชนะนายทุนได้ ทั้งนี้สำหรับนายทุนที่มีความขัดแย้งกับนายโสมนั้น เป็นบุคคลที่ประกอบธุรกิรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ การซื้อที่ดินเป็นไปเพื่อเก็งกำไร โดยปัญหาที่ดินในตำบลหนองกินเพลนและบุ่งหวาย มีทั้งเรื่องที่ทับซ้อน ไม่มีเอกสารสิทธิ์ รวมกว่า 1 หมื่นไร่ แต่เวลาผ่านไป 20 ปี ชาวบ้านชนะแค่ 200 ไร่ ยังเหลืออีกหลายพันไร่ที่ยังไม่ทราบชะตากรรม

“เราดีใจกับทุกคนที่ได้รับความเป็นธรรมกลับมา แต่เราไม่รู้ชะตากรรมคนที่เหลือ ต่อไปจะเป็นอย่างไร ทุกคนอยู่อย่างหวาดระแวง รอคอยมาหลายรัฐบาลยังไม่มีทีท่าว่าจะเรียบร้อย แต่พอมีข่าวดีเกิดกับลุงอายุมากคนหนึ่งในตำบล เรารู้สึกใจชื้นขึ้นมา เพราะแกเอง มีลูก มีครอบครัว และแน่นอนว่าทุกคนในหนองกินเพลนต้องการมีชีวิตที่มีความหวัง ไม่มีใครอยากขัดแย้งกับนายทุน แต่เพราะเราไม่มีที่ดินเพียงพอกับการดำรงชีวิต เราต้องอดทน” นางหนูเดือน กล่าว

อนึ่งปัญหาที่ดินในตำบลหนองกินเพล-บุ่งหวาย มีปัญหานายทุนออกโฉนดทับซ้อนที่ดินทำกินมานานกว่า 46 ปี โดยเริ่มเมื่อประมาณ 2511 มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือส.ส.รายหนึ่ง ยื่นข้อเสนอให้ชาวบ้านใน 2 ตำบล ว่าจะเป็นตัวกลางในการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน เนื่องจากขณะนั้นที่ดินทั้งหมดมีแค่ใบเสียภาษีและใบจอง โดยส.ส.รายนั้น แจ้งว่าชาวบ้านรายใดต้องการออกเป็นโฉนดให้มาร่วมลงลายมือชื่อไว้กับผู้ใหญ่บ้านของแต่ละหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากมาร่วมลงชื่อ

ต่อนักการเมืองและเอกชนได้เข้ามาซื้อที่ดินที่ชาวบ้านลงลายมือชื่อไว้ทั้งหมด โดยชาวบ้านส่วนมากไม่ยอมขาย เพราะต้องการเก็บที่ดินไว้ทำกิน แต่บางรายก็ตัดสินใจขายทิ้งเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวในราคาถูก โดยถูกผู้ซื้อจ่ายเงินมัดจำให้รายละ 500 บาท และเงินที่เหลือจ่ายในแบบเช็คเงินสด แต่ไม่มีใครสามารถขึ้นเงินกับธนาคารได้ ต่อมาปรากฏว่าที่ดินของชาวบ้านทั้ง 2 ตำบลจำนวนมากกลายเป็นโฉนดในชื่อของภรรยาส.ส.ผู้นั้น

ส่วนกรณีของนายโสมและชาวบ้าน 4 รายนั้น แม้ไม่ถูกออกโฉนดทับซ้อน แต่เมื่อนายโสมต้องการนำที่ดินไปออกเอกสารสิทธิก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากนายทุนอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินของนายโสมและชาวบ้านอีกหลายคนที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทำให้เกิดการฟ้องร้องในศาล แต่นายโสมชนะมาโดยตลอด ขณะเดียวกันสำนักงานที่ดิน กลับพยายามโยกโย้ ไม่ยอมออกโฉนดให้นายโสมและชาวบ้าน 4 ราย โดยอ้างว่าต้องรอฟังผลการวินิจฉัยของศาลฎีกา อย่างไรก็ตามต่อมาเมื่อกรมคุ้มครองสิทธิฯได้ลงมาตรวจสอบพื้นที่พบว่าที่ดินของนายโสมและชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่ง ไม่ได้อยู่ในกรรมสิทธิ์ที่นายทุนอ้างครอบครอง ดังนั้นกรมคุ้มครองสิทธิฯจึงได้ทำหนังสือไปยังกรมที่ดินให้เร่งรัดการออกโฉนดให้นายโสม จนกระทั่งนายโสมได้โฉนด ภายหลังจากต่อสู้มาร่วม 20 ปี

ความขัดแย้งเรื่องที่ดินในตำบลหนองกินเพลนั้น ชาวบ้านได้เคลื่อนไหวเพื่อให้มีการแก้ปัญหามาโดยตลอด แต่ไม่เป็นผล และนายทุนได้ฟ้องร้องชาวบ้านในข้อหาบุกรุก ชาวบ้านบางรายที่เป็นเจ้าของที่ดินเดิมหรือบางรายยกให้ลูกหลาน ต้องขึ้นศาลมายาวนาน บางรายต้องติดคุก กระทั่งถึงสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเก็บข้อมูล พบข้อพิรุธในการออกโฉนดทับที่ดินทำกินของประชาชน แต่ยังไม่ได้ดำเนินการช่วยเหลืออะไร ปัญหาจึงถูกแขวนไว้

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.