ดอนสะโฮง 1

หลังจากการประชุมคณะคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ เอ็มอาร์ซี (Mekong River Commission : MRC)ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา  ยืนยันชัดเจนแล้วว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ไม่ได้คิดล้มเลิกโครงการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง แต่อย่างใด  หากเพื่อความสบายใจของประเทศสมาชิกอย่างไทย  เวียดนาม กัมพูชา ซึ่งมีกระแสต่อต้านหลายครั้ง  ลาวจึงเสนอเวลาให้มีการปรึกษาหารือระหว่างประเทศในระยะเวลา 6 เดือน

 

จากข้อมูลของภาคประชาชนอาทิ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ   เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด รวมทั้งนักวิชาการหลายแขนงต่างออกมาคัดค้าน ด้วยเหตุผลหลายประการ  อาทิ  ทำลายแหล่งปลาโลมาอิระวดี  ทำลายโรงคลอดของแหล่งปลาน้ำจืดที่สำคัญของแม่น้ำโขง  และส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำลุ่มแม่น้ำโขง อาจเกิดน้ำท่วม ภัยแล้งที่ไม่สามารถควสบคุมได้  และแน่นอนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ชาวประมงลุ่มน้ำโขงจำนวนมาก   ขณะที่ ฝ่ายการเมืองคือวุฒิสภาของกัมพูชา ยังเคยมีหนังสือถึงอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย  นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้รัฐบาลไทยทบทวนเรื่องสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและที่ดำเนินการโดยการไฟฟ้ายฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และให้ผู้สนับสนุนงบประมาณการก่อสร้าง คือ ธนาคารของไทยหลายแห่งได้ถอนตัวจากการให้เงินกู้เพื่อดำเนินโครงการ

แต่ดูเหมือนเสียงคัดค้านจะยังไม่ดังมากพอ เพราะที่ผ่านมีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่สามารถทำกิจกรรมต่อสู้ทางสิ่งแวดล้อมและนำเสนอข้อมูลผลกระทบของเขื่อนได้อย่างเสรี  กระนั้นรัฐบาลลาวก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดแผนการสร้างแ ขณะที่เสียงฝ่ายสนับสนุนเขื่อนส่วนมากยังคงอ้างเหตุผลเดิม คือ   “เขื่อนดอนสะโฮงสร้างในลาว คนลาวไม่เดือดร้อน ไม่มีใครคัดค้าน ทำไมคนไทยต้องเดือดร้อน”

 

ดอนสะโฮง 3
เมื่อเร็วๆนี้ กลุ่มสื่อมวลชนไทยได้เดินทางลัดเลาะแม่น้ำโขงไปตามยังเกาะแก่งต่างที่ สีพันดอน  หรือ  4,000 เกาะ ของ สปป.ลาว ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดสตึงเตร็งของกัมพูชา    ซึ่งนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ยังเคยกล่าวถึงน้ำตกขนาดใหญ่กลางแม่น้ำโขงที่สีพันดอนด้วยว่ามีความงามเทียบเท่าน้ำตกไนน์แองการา ประเทศแคนาดา

 
แต่ลาวได้มีนโยบายพัฒนาประเทศให้เป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย  เพื่อผลิตพลังงานให้กับนานาประเทศ โดยเขื่อนดอนสะโฮง เป็นอีกโครงการที่มุ่งผลิตไฟฟ้า ขนาด 256 เมกะวัตต์  สร้างในพื้นที่ “ฮูสะโฮง” เป็นส่วนหนึ่งของสีพันนดอนและเป็นพื้นที่อพยพขึ้น-ลงของปลาแม่น้ำโขงหลากชนิด อีกทั้งยังเป็นพื้นที่สำหรับผสมพันธุ์และวางไข่ ของปลานานาชนิด รวมทั้งปลาบึก และโลมาอิรวดี ด้วย และจากความสมบูรณ์ดังกล่าวนี้เองทำให้สีพันดอนกลายเป็นพื้นที่สร้าง “หลี่” ของคนหาปลาในลาว โดยหลักการคือ นำไม้มาสร้างเป็นลำรางบริเวณที่เป็นแก่งหินตามความยาวของแม่น้ำ   ส่วนท้ายยกสูงขึ้น เมื่อปลาว่ายทวนน้ำและกระโดดข้ามแก่งหินเหล่านี้จนหมดแรง ก็จะติดอยู่ในหลี่ โดยหลี่เหล่านี้จะสร้างไว้ตั้วแต่ช่วงหน้าแล้ง เมื่อฤดูฝนมาถึง ถือว่าเป็นช่วงเก็บรายได้ของคนลาวที่มีหลี่เป็นอุปกรณ์สำคัญของชีวิต     ในอดีตคนทำหลี่ต้องมานอนเฝ้าหลี่ด้วยตนเองและลงแขกกับเพื่อนบ้านมาร่วมกันยกหลี่เก็บปลาไปขายให้พ่อค้าแม่ค้าที่มารอรับซื้อ

 
“คอนปล้าสร้อย” เป็นอีกเกาะแก่งเล็กๆ ที่มีนักหาปลาจำนวนหลายสิบคนมีหลี่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ  หนึ่งในนั้นมี “แม่น้อย” (นามสมมุติ)  วัย 70  ปี นั่งรอลูกชายกลับจากหลี่   เธอบอกถึงชีวิตคนเก็บปลาจากหลี่ว่า   เมื่อก่อนเธอเองตามสามีมาเฝ้าหลี่เป็นประจำ ฤดูฝนน้ำไหลแรงเพียงใด สามีจะต้องมาเฝ้าหลี่ของตนเองโดยทำหลี่ไว้หลายที่  พอฤดูแล้วก็อาศัยการหาปลาด้วยิธีอื่น เช่น อวน ต่าข่าย แห  แต่หลี่ถือเป็นอุปกรณ์ที่สามารถหาปลาขนาดใหญ่ได้คุณภาพที่สุด โดยหลี่แต่ละหลังเป็นเหมือนมรดกสืบทอดของครอบครัว ไม่ต่างจากที่นา ที่ไร่  คนหาปลาที่สีพันดอนไม่มีใครเรียกตัวเองว่าชาวประมง  พวกเขายังคงเป็นชาวบ้านธรรมดาที่หาปลาเพื่อยังชีพ และแบ่งขาย  ฤดูทำนา ทำไร่ก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน พอฤดูหาปลาชาวบ้านก็ออกมาทำหน้าที่ในลุ่มน้ำโขง  หาปลาได้เป็นร้อยกิโลกรัม ส่วนหนึ่งไว้กิน ส่วนหนึ่งถนอมอาหารไว้ใช้ฤดูแล้ง ส่วนหนึ่งแบ่งขายให้นายหน้าซื้อปลาส่งออกไปยังในเมืองปากเซ

ดอนสะโฮง 2
“ลูกหลานแม่โขง ไปไหนไม่ได้ ในน้ำไม่มีหมูมีวัวนะ กินปลาสิ มีแรงทำนา ทำไร่ดีเลยนะ แต่บัดเดี๋ยวนี้ลูกหลานไม่มีเงินสร้างหลี่เองมากหรอก  คนมีเงินเขาก็ซื้อหลี่ไปหมด  ลูกชายมารับจ้างเขาเฝ้าหลี่ แม่ก็ตามมาดู เอาข้าวเอาน้ำมาให้  บางวันเมียเขาก็นั่งเรือไปค้างที่หลี่เป็นเพื่อน แม่ก็เฝ้าอยู่นี่สายๆ เขาเอาปลามาให้แม่ไปทำปลาแดก ปลาส้ม ” แม่น้อยเล่า

 
คนหาปลาหลายคนยืนยันเสียงเดียวกันว่า แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายเดียวที่คนลาวในสีพันดอนสามารถหาปลาได้มากที่สุด และมีปลาให้กินตลอดฤดูสิ้นจากแม่น้ำใหญ่แห่งนี้แล้วคนลาวก็เหมือนสิ้นใจ เพราะหลี่คือสมบัติล้ำค่าที่ต้องซ้อขายแลกเปลี่ยนกันด้วยเงินทองเหมือนอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป โดยพื้นที่ใดที่มีแก่งหินเหมาะแก่การวางไข่ของปลา พื้นที่นั้นถือเป็นทำเลทอง หลี่แต่ละจุดมีปลามาก ปลาน้อยต่างกันทำให้เจ้าของหลี่ต้องจ่ายเงินเป็นค่าสัมปทานแก่รัฐบาลลาวปีละ 1.5-3 แสนกีบ หรือ 600-1,200 บาท ขณะที่รายได้ต่อปีจะอยู่ที่ประมาณหลี่ละ 10 ล้านกีบ หรือ  4 หมื่นบาท

 
“สมพร”  แม่ค้าคนกลาง เล่าว่า ในกระบวนการทำหลี่นั้นปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก  บางหลังประกอบไปด้วยเจ้าของหลี่ คือ คนลงทุนสร้างหลี่ตุ้นทุนอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านกีบ (80,000 บาท)  เป็นการลงทุนคล้ายการสร้างบ้าน โดยเมื่อสร้างเสร็จแล้วก็จะสามารถใช้งานได้ยาวนานจะกี่ปีก็ขึ้นอยู่กับมาตฐานของหลี่นั้นๆ   นอกจากเจ้าของหลี่ในฐานะผู้ลงทุนแล้วยังมีคนเฝ้าหลี่ คอยเก็บปลาที่เข้าหลี่ เปลี่ยนเครื่องดักปลา และซ่อมบำรุงหลี่ ซึ่งรายได้นั้นแล้วแต่ว่าจะตกลงกันกับเจ้าของหลี่ ต่อมาจะมีนายหน้าซื้อปลา  รับปลาไปส่งตลาดใหญ่ขายต่อผู้บริโภคที่ทำร้านอาหาร และผู้บริโภคทั่วไป กำไรขาดทุนแล้วแต่การจัดการของพ่อค้าแม่ค้าคนกลางกลุ่มนี้

ดอนสะโฮง 4
“คนเป็นนายหน้าซื้อปลากับคนขายปลาต้องซื่อสัตย์ระหว่างกัน  คือ ขายให้เจ้าใดก็เจ้านั้น จะต้องไว้ใจกัน ไม่กลับกลอก  ปัญหาส่วนนี้คนลาวไม่ค่อยเจอ แต่ปัญหาที่เจอคือ ปลาที่หาได้มีจำนวนน้อยลง บางคนเขารู้ดินฟ้าอากาศ เขาบอกว่า ระดับน้ำมันขึ้นลงไม่เป็นระบบ ทำปลาหายไปหมด บางคนก็บอกว่ามีเรือจากฝั่งชายแดนกัมพูชาที่จังหวัดสตึงเตร็ง เข้ามาลากปลาตัวใหญ่ ปลามีไข่และช๊อตปลาไปหมดชาวลาวไม่มีเรือลาก ไม่มีเงินมากก็ต้องหาปลาน้อยลง” สมพร อธิบายถึงข้อสันนิษฐาน

 
ไม่ใช่แค่คอนปลาสร้อยเท่านั้นที่ชุมไปด้วยหลี่หลายหลัง แต่ยังมีเกาะแก่งเล็กๆ กลางแม่น้ำโขงอันกว้างใหญ่อีกมากที่ถูกจับจองทำหลี่ ไม่เว้นแม่แต่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง “น้ำตกคอนพะเพ็ง”    “น้ำตกหลี่ผี” หรือแม้กระทั่งเกาะแก่งห่างไกลอย่าง “ดอนคอนเกาะ” ก็ยังมีชาวลาวหลายครัวเรือนสร้างหลี่ไว้ดักปลา
กรณีดอนคอนเกาะ เป็นพื้นที่เล็กๆ มีชาวลาวหลายครอบครัวอาศัยอยู่ ไม่มีไฟฟ้าและรบบสาธารณูปโภคที่อำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น   พวกเขาสร้างกระท่อมเล็กๆ ไว้พักพิงกายยามเหนื่อยจากการหาปลาและนั่งซ่อมตาข่าย ถักแห ยามว่างงาน

 

ดอนสะโฮง 6
“ลุงใหญ่”  (นามสมมุติ) ชายวัย 65 ปี คือ 1 ในสมาชิกชุมชน ผู้ผ่านประสบการณ์ล่าปลามาทุกรูปแบบ  อาศัยอยู่ในดอนคอนเกาะมานานกว่า 3 ปี   เล่าว่า คนทำหลี่ในลาวเริ่มลดน้อยลงนั้นไม่ได้เผชิญปัญหาแค่การคุกคามจากกลุ่มช๊อตปลา และระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ปัญหาใหญ่ที่เจอเมื่อช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา  คือ ทางการลาวได้ส่งเจ้าหน้าที่มาประชุมร่วมชาวบ้านให้ยกเลิกการทำหลี่และสัญญาว่าอาจจะหาอาชีพเสริมอื่นๆ ให้ บางคนก็มาแจ้งข่าวว่าให้ชาวบ้านที่มีเหลือมากกว่า 3 หลังลดจำนวนหลี่ลง เนื่องจากมีความต้องการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า นำความเจริญมาสู่ประเทศลาวให้ชาวมีไฟฟ้าใช้  ชาวบ้านหลายคนไม่เห็นด้วยยังคงตั้งหน้าทำมาหากินต่อไป แล้วปีต่อมาทางการลาวก็ส่งหนังสือมาย้ำอีก หลายคนจึงตัดสินใจขายหลี่ในราต่ำ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงขัดแย้งกับทางการลาว
ผู้มาเยือนหลายคนถามตั้งคำถามต่อชายชาวสีพันดอน ถึงความเปลี่ยนแปลงเรื่องการหาปลา ลุงใหญ่ระบุว่า  สิ่งที่เห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสีพันดอนหลังกระแสการหาปลาด้วยการช๊อตไฟฟ้า  การระเบิดเกาะแก่งเกิดขึ้นในแม่น้ำโขง ปลาที่เคยหาได้อย่างปลาเอิน ปลาขนาดใหญ่น้ำหนักกว่า 18 กิโลกรัมก็หายไปจากแม่น้ำโขงไปเลย  ชาวบ้านไม่มีใครจับได้สักคนในช่วงเวลา 10ปีที่ผ่านมา

 
แน่นอนว่านักหาปลาหลายคนบอกได้ถึงจำนวนปลาที่ลดน้อยลงและยอมรับว่า เคยไดยินข้าวการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงมาบ้าง แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ เพราะข้อมูลหลายส่วนของภาครัฐ คือ ความลับที่คนลาวไม่อาจล่วงรู้ และไม่มีสิทธิคัดค้านไม่ว่ากรณีใด

 
เบ้ หนุ่มหาปลาวัย 30 กว่าปี  เป็นอีกคนที่มีประสบการณ์กาทำหลี่ไปพร้อมกับอาชีพเดินเรือรับนักท่องเที่ยวระหว่างหมู่บ้านกับท่าเรือในเมืองนากะสัง  เขาระบุว่าได้ยินข่าวการระเบิดเกาะแก่งทำลายพื้นที่ปลาบางแห่งในสีพันดอน  พบว่าการระเบิดแต่ละจุดนั้นพบจำนวนปลาลดลง เพราะการทำลายแก่งหิน คือ การทำลายรังปลา  อย่างเช่นในพื้นที่ดอนสะโฮงนั้น มีการระเบิดฮู หรือ รู ไปบางส่วน ซึ่งคนหาปลาในพื้นที่ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการตัดเส้นทางการอพยพของปลาในแม่น้ำโขง

ดอนสะโฮง 5
“เราพูดอะไรไม่ได้มาก ก็เพราะเราไม่รู้เลย ทุกปีทางการจะมาบอกแค่ว่า ให้ลดการทำหลี่ ซึ่งหากเขาไปบอกกับพื้นที่ใด หมายความว่าเขาอาจจะระเบิดแก่งในพื้นที่นั้นหรือพื้นที่ใกล้เคียง ปลามันก็อยู่ไม่ได้ เราก็คงอยู่ไม่ได้ หรืออยู่ได้หาปลาไม่ได้ก็จนเหมือนเก่า แต่เราไม่รู้อะไรเชิงลึกไปมากกว่านี้” เบ้ บอกสั้นๆ
เว็บไซต์เอ็มอาร์ซี ระบุว่า แม่น้ำโขงถือเป็นพื้นที่การทำประมงน้ำจืดที่ใหญ่แห่งหนึ่ง ประชากร 4 ประเทศ ไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนล่างมีมากกว่า40 ล้านคน ในจำนวนนี้ 2 ใน 3 มีวิถีชีวิตอยู่กับการทำประมง โดยทางตอนล่างของแม่น้ำโขงตั้งแต่ลาวใต้ไปจนถึงทะเลสาบเขมร  มีผลผลิตทางการประมงจากปลาและสัตว์น้ำอื่นๆถึง 4.5 ล้านตัน/ปี  ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่าแม่น้ำโขง  เป็นแหล่งผลิตปลาน้ำจืดชั้นดี

 
หากย้อนรอยของคำบอกเล่าจากคนสีพันดอนแล้ว การหายไปของปลาเอินในลาว และการหายไปของปลาบึกในไทย  เกิดขึ้นพร้อมๆกับช่วงเวลาที่ประเทศจีนสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนบน  จึงเกิดความแปรปรวนครั้งใหญ่  ตั้งแต่เกิดการท่วม แล้งในประเทศไทยแบบฉับพลัน ส่งผลให้ไร่นาของเกษตรกรเสียหาย   เกิดตะกอนในทะเลสาบของกัมพูชา  ส่งผลกระทบต่อคนชายขอบที่ประกอบอาชีพประมงใน เวียดนาม กัมพูชา  และมาปัจจุบันคนลาวเองก็กำลังจะประสบชะตากรรมนั้น  จึงไม่รู้ว่าอนาคตของสีพันดอนและคนลุ่มน้ำโขงจะเป็นอย่างไร หากไทยและประเทศสมาชิกเอ็มอาร์ซี  ยังคงนิ่งเฉยต่อการเดินหน้าโครงการเขื่อนดอนสะโฮงและเขื่อนในลุ่มน้ำโขงอื่นๆ

 
เพราะหากเป็นเช่นนั้น ภาพชายทำหลี่ เดินข้ามเส้นเชือกเล็กๆ คงหายไปจากลุ่มน้ำโขง ชีวิตชาวบ้านธรรมดาต่างหากที่ถูกแปรสภาพให้มาอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ที่รอทางการตัดสินว่าจะตัดเส้นด้ายนั้นหรือจะปล่อยให้ชาวบ้านไต่เต้าต่อไป จะขาดลงเมื่อใดสุดแล้วแต่ชะตาใครชะตามัน

 

ASTV ผู้จัดการ 26 ก.ค.

 

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.