Search

ขบวนเดินเท้าเข้ากรุง-ปฏิรูปพลังงานคึกคักเป็นอัมพฤกษ์ยังขอร่วมปกป้องถิ่นเกิดนักวิชาการแนะรัฐส่งเสริมสิ่งแวดล้อมแทนพัฒนาอุตสาหกรรม

image

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2557 นายอิดล ช้างน้ำ ชาวบ้านตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 สิงหาคม 2557 นี้ จะเข้าร่วมกับภาคประชาชนที่คัดค้านการพัฒนาพลังงานถ่านหินและโครงการอื่นๆ อาทิ ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชนที่ต้องการให้มีการปฏิรูปพลังงานในประเทศไทย ซึ่งจะจัดกิจกรรมเดินเท้าจากหาดใหญ่ ถึงกรุงเทพฯ เพื่อรณรงค์ให้มีการปฏิรูปพลังงาน โดยชาวบ้านที่ตำบลศาลาด่านจะร่วมขบวนเดินเท้าด้วย แม้ว่าขาข้างหนึ่งของตนจะป่วยเป็นอัมพฤกษ์มานานนับสิบปีก็ตาม แต่เมื่อสถานการณ์การเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่มีท่าทีจะทำลายชีวิตชุมชน ก็พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งเพื่อปกป้องทะเลบ้านเกิด

“เมื่อเร็วๆนี้ชาวบ้านได้ยินข่าวว่า การไฟฟ้าเขามาสำรวจพื้นที่และจะลงมาจัดเวทีคล้ายกับประชาพิจารย์ ชาวบ้านก็พยายามรวมตัวกันไปทั้งบ้านแหลมหิน คลองรั้ว ตามไปร่วมเวทีทุกครั้ง แต่ก็ไม่พบว่ามีเวทีใดๆ ที่น่ากลัวคือเขาเริ่มมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาสนับสนุนโครงการหลายอย่าง แล้วยังมาติดป้ายทับป้ายคัดค้านถ่านหินของชาวบ้านด้วย ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะมารูปแบบใด” นายอิดล กล่าว

ขณะที่นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลาและกรรมการชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรื่องการคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานเป็นที่ทราบของสังคมแล้วว่ มีผลกระทบอย่างไร ดังนั้นอาจมีช่วงเวลาบางวันที่ทางเครือข่ายภาคประชาชนจะกล่าวถึงบางโครงการ แต่การเดินเท้าในวันที่ 19 สิงหาคม นี้ เป็นการเดินโดยมีเป้าหมายหลัก คือมุ่งปฏิรูปพลังงาน อย่างที่รู้แล้วว่า นโยบายรอบใหม่เกี่ยวกับการพัฒนาด้านพลังงาน ที่จะมีการเปิดสัมปทานครั้งที่ 21 นี้ เป็นเรื่องที่คนไทยจะเสียเปรียบรัฐวิสาหกิจโดยตรง ระบบสัมปทานเป็นระบบที่เอารัฐเอาเปรียบประชาชนโดยทุนใหญ่ หากยังมีการเปิดสัมปทานต่อไป แน่นอนว่าชุมชนและท้องถิ่นต้องสูญเสียทรัพยากรไปโดยไม่ได้ประโยชน์กลับมา อย่างกรณีน้ำมัน ไม่ว่าขุดเจาะมากเพียงใด คนไทยก็ยังต้องใช้น้ำมันแพงเช่นเดิม เห็นได้ชัดว่าระบบสัมปทานไม่เป็นผลดีต่อผู้บริโภคและชุมชนที่เป็นเจ้าของแหล่งวัตถุดิบเลย ดังนั้นการเดินเท้าครั้งที่จะถึงนี้เป็นการส่งเสียงเพื่อให้เกิดการเปิดเวทีระดับประเทศ

“จะเรียกว่าทำเฉพาะคนใต้ ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะเราเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าร่วม เรื่องพลังงานเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน การเดินเท้าไม่ได้คาดหวังถึงผลลัพธ์ แต่มุ่งให้เห็นภาพรวมกระบวนการคุยกันระหว่างทางของพื้นที่ ที่กำลังเผชิญกับทุนใหญ่ อยากให้รัฐไทยยกเลิกระบบสัมปทานแล้วใช้ระบบเป็นแบ่งปันผลผลิต เหมือนประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ควรลดราคาเชื้อเพลิงให้ได้ ไม่ใช่สัมปทานกี่ครั้งผลประโยชน์เกิดกับคนไม่กี่กลุ่ม ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ไม่แสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยของประชาชน ไม่เพียงแต่โครงการใหญ่ที่เกิดขึ้นในภาคใต้เท่านั้น แต่หมายรวมถึงโครงการพัฒนาด้านพลังงานอีกหลายแห่งที่จะตามมาด้วย จะพื้นที่ใดของประเทศก็ตามแต่หากใช้ระบบพลังงานสัมปทานแบบเดิมประเทศไทยไม่มีวันก้าวหน้าแน่ๆ เพราะผู้บริโภคเสียประโยชน์เสมอมา” นพ.สุภัทร กล่าว

ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ( มมส.) กล่าวว่าโครงการแผนพัฒนาเศรษฐกิจในภาคใต้นั้น จะเห็นว่าขณะนี้ประเทศไทยจ้องจะพัฒนาด้านอุตสาหกรรมภาคใต้ให้เติบโตขึ้นมา หลังจากทุนไทยล้มเหลวจากโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย โดยมีสารพัดโครงการที่ไทยเร่งเดินหน้า อาทิ โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โครงการขุดเจาะน้ำมันของเชฟร่อน โดยส่วนตัวติดตามสถานการณ์การพัฒนามาบ้าง แต่ที่อยู่ระหว่างการทำวิจัยชุมชน คือ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งได้ลงพื้นที่มาและพบว่า กระบี่เป็นพื้นที่ทีมีทรัพยากรธรรมชาติที่เพียงพอ และเหมาะสมต่อชุมชนอย่างมาก อีกทั้งเติบโตเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว

ดร.ไชยณรงค์กล่าวว่าการที่ประเทศไทยจะหันไปพัฒนาด้านอุตสาหกรรมเป็นความคิดที่ผิด เพราะภาคใต้มีทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลทีสมบูรณ์มาก สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไทยหรือฝ่ายปกครองคณะใดก็ตามควรคำนึงคือ ประเทศไทยล้มเหลวจากการพัฒนาอุตสาหกรรมมาหลายที่แล้ว ควรหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนเรื่องการเดินหน้าศึกษาวิชาการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่บ้าง จะเห็นได้ว่าขณะนี้นักวิชาการสายสิ่งแวดล้อมลดน้อยลง เหลือก็เพียงนักพัฒนาเอกชนที่ยังคงเคลื่อนไหวไปในลักษณะต่างๆ

“การเดินเท้าของคนภาคใต้ที่จะเกิดในวันที่ 19 นี้ ก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่สามารถอธิบายได้ว่า ภาคประชาชนเท่านั้นที่ยังคงทำงานอย่างเข้มแข็ง ส่วนฝ่ายวิชาการยังประปราย หากนโยบายเมืองไทยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากว่านี้ ประเทศไทยอาจมีแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้นก็ได้ เพราะตอนนี้ท้องถิ่นล้วนพึ่งตนเอง เช่น กระบี่มีทั้งประมงพื้นบ้าน คนขับเรือรับจ้างให้นักท่องเที่ยว มีเกษตรชุมชน หลายอย่างเป็นวิถีชีวิตที่พึ่งตนเอง และอยู่ได้โดยปราศจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มุ่งทำกำไรให้แค่รัฐไทย” ดร.ไชยณรงค์ กล่าว