ก่อนแสงสุดท้ายจะลับขอบฟ้า ท้องน้ำระยิบระยับทอดไปตามสายน้ำที่คดเคี้ยว…

 

“แม่น้ำปิง” ไหลอยู่ระหว่างทิวเขาถนนธงชัยกลางกับทิวเขาผีปันน้ำตะวันตก มีต้นน้ำอยู่ที่ดอยเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ไหลลงทางใต้ผ่าน จ.ลำพูน รวมกับแม่น้ำวังที่ อ.บ้านตาก จ.ตาก ล่องลงผ่าน จ.กำแพงเพชร แล้วบรรจบกับแม่น้ำน่านที่ จ.นครสวรรค์ สิ้นสุดความยาวของสายน้ำ658 กิโลเมตร อันเป็นต้นน้ำก่อกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป

 

ในความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำปิง ชาวบ้านมักจะตั้งหลักปักฐานทำมาหากินอยู่สองฟากฝั่งของลำน้ำ จนเกิดเป็นชุมชนที่พึ่งพิงสายน้ำมากมาย

 

“บ้านดงดำ” อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เป็นชุมชนหนึ่งที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เกาะเกี่ยวกับสายน้ำอย่างแนบแน่น สองข้างฝั่งน้ำปิงบริเวณนี้ครั้งหนึ่งเคยทุ่งกว้างอันเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแหล่งหนึ่งของลุ่มน้ำภาคเหนือ และยังเป็นเมืองท่าสำคัญ เรือที่ขึ้น-ล่องจากภาคกลางและเชียงใหม่จะหยุดพักและแลกเปลี่ยนสินค้า จากชุมชนเล็กๆ ได้ขยายเป็นเมืองท่าสำคัญ เรือทุกลำที่เดินทางในเวลากลางคืนนอกจากมีแสงดาวนำทางแล้ว เมื่อเห็นยอดเจดีย์มากมายอยู่ตามฟากน้ำก็เป็นอันรู้กันว่าได้มาถึงเมืองฮอดแล้ว

 

ในอดีตพื้นที่นี้เคยมีวัดอยู่ถึง 99 แห่ง ลำน้ำคดเคี้ยวที่อุดดมไปด้วยศาสนสถานมากมายเช่นนี้ เป็นหลักฐานยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า บริเวณนี้เป็นแหล่งสะสมทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชนโบราณมาหลายชั่วอายุคน

 

จวบจนปี พ.ศ.2507 ภายหลังที่มีการเปิดใช้ “เขื่อนภูมิพล” หรือในชื่อเดิมว่า “เขื่อนยันฮี” ด้วยพื้นที่เหนือเขื่อนที่ครอบคลุม อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ และอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน จึงทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านดงดำได้รับผลกระทบจากเขื่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนกระทั่งวิถีชุมชนต้องล่มสลาย พื้นที่การเกษตรต้องจมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน

 

ชาวบ้านส่วนใหญ่ถูกเวณคืนพื้นที่ทำกิน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จ่ายให้พื้นที่ในเขตเทศบาลไร่ละ 600 บาท นอกเขตเทศบาลไร่ะ 400 บาท และจ่ายค่าต้นไม้ในที่ดินที่เวนคืนต้นละ 20 บาท และแม้จะมีการจัดสรรที่ทำกินแหล่งใหม่ให้แก่ชาวบ้าน แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ย้ายออกไป เพราะที่นั่นทุรกันดารและอยู่ห่างไกลแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรซึ่งถือเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ค่อยหล่อเลี้ยงวิถีชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ

 

เส้นทางเดินเรือ ท้องทุ่งกว้างสุดตา และเรื่องราวสองขนาบน้ำจึงถูกทิ้งร้างเหลือไว้เพียงเรื่องเล่าขานของอดีต ทุกชีวิตจำต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

 

กระทั่งในปี พ.ศ.2534 พื้นที่ อ.จอมทอง อ.ฮอด และอ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติออบหลวง ครอบคลุมพื้นที่345,652 ไร่ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ตามขอบน้ำชายป่าบริเวณนี้ ทำให้ที่ดินทำกินซึ่งหนีน้ำเหนือเขื่อนขึ้นมาที่สูงต้องถูกประกาศทับเป็นเขตอุทยาน ไร่นา สวนลำไยของชาวบ้านตกเข้าไปเป็นเขตป่า การหากินในพื้นที่เดิมเท่ากับเป็นการละเมิดกฏหมายซึ่งไม่ได้มองเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน

 

ปัจจุบันชาวบ้านดงดำประมาณ 100 ครัวเรือน ต้องปรับวิถีชีวิตให้อยู่รอดในสภาพชุมชนจรดน้ำจรดป่าเช่นนี้ กล่าวคือพื้นที่ที่อยู่ต้ำกว่าระดับน้ำทะเล260 เมตรจะอยู่ในพื้นที่กักเก็บน้ำของเขื่อน และหากสูงกว่าระดับน้ำทะเล260 เมตรจะอยู่ในเขตป่า โดยจะทำไร่ทำนาช่วงหน้าแล้งเพียงปีละครั้งเท่านั้น เนื่องจากเมื่อถึงฤดูน้ำหลากพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านส่วนใหญ่จะจมอยู่ใต้น้ำนาน 3-6 เดือนทุกปี

 

ในช่วงปี พ.ศ. 2554 มหาอุทกภัยที่ผ่านมา บ้านดงดำก็ได้รับผลกระทบจากอุกทกภัยหนักเช่นกัน เนื่องจากเขื่อนภูมิพลจำเป็นต้องกักเก็บน้ำและชะลอการปล่อยเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหลากลงไปซ้ำเติมน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มใต้เขื่อน คือจังหวัดภาคกลางและกรุงเทพฯ ส่งผลให้น้ำท่วมพื้นที่เหนือเขื่อนและล้นไปถึงพื้นที่ต้นน้ำยาวนานกว่าปกติ เมื่อน้ำระดับน้ำสูงขึ้นก็เข้าท่วมหมู่บ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน และถนนเส้นหลักในบางช่วง โดยในพื้นที่ อ.ฮอด นับจากเดือนสิงหาคมเป็นต้นมากระทั่งเดือนมกราคม ยังคงมีน้ำขังอยู่ในทุ่งเป็นจำนวนมาก และแม้หลายพื้นที่น้ำจะลดแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าไปทำการเกษตรได้ โดยล่าสุดชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทั้ง 3 อำเภอ คือ อ.ฮอด อ.จอมทอง และ อ.ดอยเต่า ได้ไปร่วมชุมนุมที่เขื่อนภูมิพลและยื่นหนังสือเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายต่อ กฟผ. เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมาด้วย

 

ชุมชนบ้านดงดำได้มีการบันทึกอุกทกภัยรุนแรงไว้ คือ พ.ศ.2507, 2518, 2538, 2545, 2549, 2554 ซึ่งถือว่าเป็นปีที่มีน้ำหลากรุนแรงและท่วมยาวนานถึง 6 เดือน และสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่การเกษตร บางครอบครัวถึงกับหมดตัว เมื่อเพาะปลูกไมได้ชาวบ้านต้องออกจากบ้านไปรับจ้างทำไร่นอกพื้นที่ บางคนก็เดินเข้าสู่โรงงานอุสาหกรรมเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว

 

ชาวบ้านสังเกตุเห็นถึงแสน้ำที่เปลี่ยนไป มันไม่สามารถพัดพาตะกอนไปสู่ปากแม่น้ำได้ ทำให้ร่องน้ำแม่ปิงติ้นเขิน เมื่อน้ำหลากมาถึงก็จะเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านไม่เคยได้เรียนรู้จากอดีตเลย

 

สมัยก่อนการมาของเขื่อน “เขื่อนภูมิพล” ถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของเขื่อนขนาดใหญ่ในประเทศไทย ยุคแรกนั้นในสังคมไทยมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องเขื่อนน้อยมากว่ามันมีผลกระทบอย่างไร นอกจากภาพว่ามันมีประโยชน์ เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้า และคงไม่ต้องมองถึงตาสีตาสาในพื้นที่ต้นน้ำ เมื่อรัฐชี้นิ้วจะสร้างเขื่อนแล้ว ชาวบ้านย่อมไปกล้าที่จะปฏิเสธ

 

หลายครั้งที่ชาวบ้านได้เข้าไปขอความช่วยเหลือจาก กฟผ. แต่ได้รับคำตอบกลับมาว่า “ในเมื่อพ่อแม่คุณได้รับค่าชดเชยไปแล้วยังจะมาเรียกร้องอะไรอีก” สะท้อนชัดให้เห็นถึงความเลื่อมล้ำว่ารัฐไมได้มองเห็นถึงความเดือนร้อนของชาวบ้านเลย และแม้จะเป็นประชาชนส่วนน้อยเมื่อเทียบกับผู้คนใต้เขื่อน แต่พวกเขาก็ได้เสียสละที่ดินและวิถีชีวิตให้กับเขื่อนไปแล้ว.

 

เรื่อง/ภาพ โดย  ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.