“ตอนที่โค่นต้นยางพารา ตอนนั้นผมไม่อยู่บ้านไปงานรับปริญญาลูกชาย คนทางบ้านก็โทรว่าสวนยางผมถูกตัดโค่น ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง คือผมร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปจับพิกัด GPS มา 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกเจ้าหน้าที่ป่าไม้บอกว่าไม่เข้าสวนป่า เพราะของผมปลูกในพื้นที่ป่าสงวน ครั้งที่สองมาเช็คอีกครั้งก็ไม่เข้าอยู่ดี แล้วพอดีว่าแปลงข้าง ๆ ของผมอีก 2 แปลงเขาอยู่ในเขตสวนป่า พอมาตัดมาตัดของผมไปด้วย ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะว่าไม่อยู่บ้านด้วย” กระมล อุปรัตน์ ชาวบ้านโป่งปูเฟือง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย กล่าว

 

คำบอกเล่าถึงสถานการณ์ที่ตนเองต้องเผชิญของ กระมล อุประรัตน์ หนึ่งในสิบเอ็ดชาวบ้านโป่งปูเฟือง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ที่มองว่าตนเองได้รับผลกระทบ จากการถูกหน่วยงานรัฐโค่นต้นยางทิ้งและยึดที่ดินทำกิน ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 64/2557 ซึ่งเปิดเผยกับทีมข่าว Green News TV ภายหลังการล้อมวงคุยร่วมกับกลุ่มชาวบ้านที่มองว่าตนเองได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

กระมล เล่าเพิ่มเติมว่า เขามีที่อยู่อาศัย 2 ไร่ และมีที่ดินทำกิน 15 ไร่ ซึ่งเริ่มทำกินสืบทอดมาจากรุ่นพ่อตั้งแต่ปี  2525 โดยเขาปลูกข้าวไร่ ข้าวโพด และยางพารา เพื่อเลี้ยงชีพ พร้อมยืนยันว่าสวนยางจำนวน 5 ไร่ของเขา ที่ถูกหน่วยงานรัฐโค่นทิ้งไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมนั้น เป็นการทำกินในพื้นที่ป่าสงวนอย่างถูกต้องตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2541

 

“คือผมปลูกในที่ป่าสงวน แต่ผมมีการขึ้นทะเบียนไว้ ตามมติ ครม. ปี 2541 ผมแจ้งที่อำเภอ มีใบตอบรับให้ผมถือไว้ว่าผมครอบครองป่าสงวน ผมไปแจ้งการครอบครองปี 2542 ก่อนที่ผมจะไปแจ้งครอบครองผมก็เสียภาษี มีใบ ภ.บ.ท.5 แล้วก็เสียภาษีตลอดมา พอถึงปี 2540 เขายกเลิกไม่ต้องเสีย ผมก็เลยหยุดแค่นั้น เก็บหลักฐานไว้ (พี่ยืนยันว่าเรามีหลักฐานการเสียภาษีถูกต้อง) มี ผมกับพ่อผมได้ไปจดทะเบียนครอบครองป่าสงวนตามมติ ครม. ไว้แล้ว” กระมล อุปรัตน์ ชาวบ้านโป่งปูเฟือง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย กล่าว

 

เมื่อถูกโค่นต้นยางจำนวน 5 ไร่ทิ้ง กระมล เปิดเผยว่านอกจากเขาต้องสูญเสียที่ดินทำกินแล้ว เขายังสูญเสียรายได้ไปกว่าหนึ่งแสนบาท นอกจากนี้ยังเล่าอีกว่า แม้จะหมดหวังกับกระบวนการทำงานของภาครัฐ แต่ก็ยังพยายามต่อสู้และเรียกร้องในทุกวิถีทาง เพื่อให้ที่ดินทำกินของเขาและเพื่อนบ้านกลับคืนมา

 

“ผมมองว่าหน่วยงานภาครัฐจริง ๆ แล้วน่าจะเป็นที่พึ่งที่ดีให้กับประชาชน กลายเป็นว่าหน่วยงานภาครัฐ ผมไม่รู้นะว่าเขาจะช่วยได้ยังไง ผมคุยที่ไหน เวทีไหน ก็ได้รับว่ารับเรื่องไว้ก่อน แล้วเมื่อไหร่เราจะได้แก้ไขปัญหา

ผมก็รวบรวมข้อมูล แล้วให้ความรู้กับพี่น้องชาวบ้าน ว่าถึงเวลาแล้วที่พี่น้องชาวบ้านจะต้องทำข้อมูล นำเสนอข้อมูลต่อสู้ ถ้าเราต่อสู้ด้วยกฎหมายเราสู้ไม่ได้ แต่เราเอาความเป็นจริง เอาข้อเท็จจริง ไปต่อสู้” กระมล อุปรัตน์ ชาวบ้านโป่งปูเฟือง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย กล่าว

 

นี่คืออีกมุมมองจากตัวแทนชาวบ้านโป่งปูเฟือง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ที่มองว่าตนเองได้รับผลกระทบ จากการถูกหน่วยงานรัฐโค่นต้นยางทิ้งและยึดที่ดินทำกิน ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 64/2557  ซึ่งหลังจากนี้คงต้องติดตาม ว่ามุมมองเหล่านี้จะถูกภาครัฐหยิบยกไปรับฟัง เพื่อนำไปร่วมประเมินภาพรวมสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งหาแนวทางการแก้ไขหรือไม่

 

..วรัญญา จันทราทิพย์ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม GreenNewsTV รายงาน

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.