pira

 

 

 

หมู่บ้านซอลายาคู (ประเทศพม่า) – เมื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนแนวเขาทางภาคตะวันออกของพม่าซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบ ถูกเรียกเก็บเงินมากกว่า 1 หมื่นดอลลาร์แก่เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อตั้งสายส่งไฟฟ้า หลายครอบครัวต้องเป็นหนี้เพื่อหาเงินมาจ่าย

สิบเดือนให้หลัง เด็ก ๆ ก็ยังต้องหรี่ตาเพ่งการบ้านใต้แสงเทียนกันอยู่ อาหารเย็นยังคงต้องอาศัยก่อไฟนอกบ้าน เพราะยังไม่มีการต่อกระแสไฟฟ้าเข้าบ้าน ซึ่งการดำเนินการเป็นไปอย่างล่าช้าและต้องผ่านระบบราชการ

ประชากรในพม่าประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ครั้งหนึ่งประเทศที่เคยปกครองโดยเผด็จการพึ่งพาโรงไฟฟ้าพลังน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้ากว่าครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว กำลังจะใช้ประโยชน์จากแม่น้ำหลายสายในแผนการใหม่เพื่อผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนอีกครั้ง

ทว่า ในขณะที่รัฐบาลพม่าพยายามที่จะอุดช่องว่างด้านพลังงาน กลุ่มนักเคลื่อนไหวก็ได้ออกมาเตือนเรื่องความตึงเครียดที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวชายแดน  ซึ่งเป็นพื้นที่ที่โครงการเหล่านั้นได้นำไปสู่ก่อให้เกิดการนองเลือดและความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย แต่ไฟฟ้าที่ได้มีจำนวนเล็กน้อย

กลับไปที่หมู่บ้านซอลายาคู ทางภาคตะวันออกของรัฐกะยา ชาวบ้านที่นั่นกำลังหมดความอดทน พีรา หญิงวัย 24 ปี นั่งอยู่หน้าเตาไฟใต้เพดานที่เปื้อนคราบเขม่า เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกหลอก

“ถ้าเรามีไฟฟ้า เราก็สามารถใช้ไฟฟ้าทำอาหาร ใช้คอมพิวเตอร์ และเด็กๆ ก็อ่านหนังสือตอนกลางคืนได้ ฉันเข้าคอร์สเรียนคอมพิวเตอร์แต่กลับมาฝึกที่บ้านโดยที่ไม่มีไฟฟ้าไม่ได้ ” เธอ กล่าว

ที่ถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นที่อยู่นอกบ้านเธอ   เป็นทางที่ชาวนาจะขี่เกวียนผ่านบ้านหลายไม้หลายหลัง หม้อแปลงถูกวางไว้เฉยๆ หลังจากที่ชาวบ้านบอกว่า ไม่มีเงินจ่ายตามที่เจ้าหน้าที่เรียกเก็บครอบครัวละ 350 ดอลลาร์ในการติดตั้งไฟฟ้า

 

“ฉันต้องยืมเงินครึ่งหนึ่งของ 8 หมื่นจ๊าต(เป็นจำนวนเงินที่เรียกเก็บครั้งแรก)จากคนปล่อยกู้…พวกเขา(เจ้าหน้าที่ในพื้นที่) บอกว่าเราต้องจ่ายเพิ่มเพื่อเป็นค่าเชื่อมต่อสายไฟเข้าบ้านแต่ละหลัง” พีรา บอกกับสำนักข่าว AFP

 

เงินจำนวนดังกล่าวกำลังจะเปลี่ยนหมู่บ้านที่ทำการเพาะปลูกข้าวโพดแห่งนี้ให้หกลายเป็นหนี้ เพียงเพราะพวกเขาหวังว่านั่นจะเป็นรางวัลตอบแทนจากการเจรจาสันติภาพที่อาจมีความเป็นไปได้ ในพื้นที่ที่นองเลือดจากสงครามกลางเมืองมาแสนนาน

 

– ความขัดแย้งที่ทวีคูณ –

พม่าให้สัญญาว่าประชาชน 50 เปอร์เซ็นต์จะมีไฟฟ้าใช้ภายในปี 2020 และจะมีไฟฟ้าใช้ทั้งประเทศในปี 2030 ในขณะที่ต้องพยายามลดอัตราความยากจนและคงความมั่นคงทางเศรษฐกิจในแผ่นดินที่เคยปกครองโดยเผด็จการทหารมาก่อน

ไฟฟ้าพลังน้ำดูเหมือนจะถูกวางไว้เป็นอันดับต้น มีแผนการสร้างเขื่อนหลักหลายแห่งนบนแม่น้ำสาละวิน ที่ไหลจากจีนผ่านไปยังพื้นที่ที่เต็มไปด้วยภูเขาทางภาคตะวันออกของพม่าที่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายกลุ่ม

แต่การพึ่งพาเขื่อนนั้นเป็นสิ่งที่กำลังถกเถียง เพราะหลายโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ซึ่งมักจะมีการส่งกองกำลังทหารเข้ามาหรือมีการฝังกับระเบิดเพื่อป้องกันโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่จากการโจมตีของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์

ด้านนักเคลื่อนไหวชาวคะยาต่างกลัวว่า  โรงไฟฟ้าลอปีตา ซึ่งเป็นโรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกของพม่า จะกลายเป็นแม่แบบอันนองเลือดสำหรับเขื่อนแห่งใหม่ๆ ในอนาคตน

ผู้คนจำนวนหลายพันคนต้องพลัดถิ่นที่อยู่อาศัยเนื่องจากโครงการกล่าว ซึ่งผลิตไฟฟ้าหนึ่งในสี่ส่วนของจำนวนไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมดของประเทศ  นักเคลื่อนไหวกล่าวว่า การส่งกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่จะทำให้ความขัดแย้งปะทุขึ้นและทำให้มีการใช้แรงงานทาส การยึดที่ดิน และการละเมิดทางเพศ

เขื่อนเป็น “ตัวเพิ่มความขัดแย้ง ที่ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก” ในขณะที่ประเทศกำลังพยายามเจรจาเพื่อยุติสงครามกลางเมืองที่มีมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ตางแนวชายแดน  Elliot Brennan  นักวิจัยจากสถาบันนโยบายความมั่นคงและการพัฒนา(Institute for Security and Development Policy) กล่าว

เขากล่าวว่า โครงการที่วางไว้ซึ่งประกอบด้วย เขื่อนหนึ่งแห่งในรัฐกะยา และเขื่อนขนาดยักษ์อีกหนึ่งแห่งเหนือขั้นไปในตอนใต้ของรัฐฉาน โดยบริษัท Chinese Three Gorges จะผลิตไฟฟ้าป้อนมณฑลยูนนานของจีนที่กำลังต้องการพลังงาน

ส่วนไฟฟ้าที่เหลือไว้ในพม่าก็ถูกแจกจ่ายไปอย่างไม่เท่าเทียมมาเป็นเวลานานแล้ว

พลังงานถูกตักตวงหาผลประโยชน์จากพื้นที่ชนกล่มน้อยที่อุดมไปด้วยทรัพยากรโดยเสมอมา เพื่อป้อนให้กับเมืองใหญ่อย่าง ย่างกุ้ง มัณฑเลย์ และเนปีดอว์ ซึ่งเป็นหัวใจของประชากรเชื้อสายพม่า

และนั่นได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างมาก

“สิ่งที่เรามีในรัฐของเรา—เราควรได้รับส่วนแบ่ง แต่ไฟฟ้าที่ได้จากรัฐกะยากลับส่งไปที่อื่น โครงการของรัฐบาลส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนี้” มิเร นักวิจัยจากเครือข่ายแม่น้ำพม่า กล่าว

 

– ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น –

 

นับว่าเป็นการปฏิเสธที่เหนือความคาดหมายต่อพันธมิตรที่ยาวนานอย่างจีน เมื่อประธานาธิบดีเต็งเส่งระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนมิตส่ง ทางตอนใต้ของรัฐคะฉิ่น มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน ในปี 2011 หลังจากเกิดกระแสความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากประชาชน ในขณะเดียวกันการสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังคะฉิ่นก็ปะทุขึ้นเนื่องจากโครงการดังกล่าว ฉีกข้อตกลงหยุดยิงที่มีมานานกว่า 17 ปี สะบั้น

ทว่า เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลจีนและรัฐบาลพม่าก็ยังตกลงที่จะจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือด้านไฟฟ้าเพื่อให้โครงการดังกล่าวดำเนินต่อไปได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอจากจีนมูลค่า 7.8 พันล้านดอลลาร์

ในตอนนี้ แม้แต่เมืองหลักๆ ในพม่าก็ประสบปัญหาไฟดับ ซึ่งทำให้ประชาชนออกมาจุดเทียนประท้วงตามท้องถนนหลายระลอกนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดรัฐบาลเผด็จการทหาร

ในรัฐกะยา ไฟฟ้าส่วนใหญ่ได้จากโรงไฟฟ้าลอปีตา แต่เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าในพื้นที่ยอมรับว่า เขื่อนสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 210 เมกกะวัตต์ แต่จ่ายให้รัฐกะยาเพียง 15 เมกกะวัตต์

ไม่แปลกใจเลยที่ไฟฉาย และแผงโซลาร์เซลล์จะกลายเป็นสินค้าขายดีของตลาดเดโมโซ ซึ่งเป็นแหล่งที่ประชาชนจากพื้นที่สูงใกล้กับหมู่บ้านของพิรามักจะพากันมาจับจ่ายซื้อของ

บรรดาวัยรุ่นสวมเสื้อยืดลายพั้งร็อคเดินกร่างผ่านกลุ่มผู้หญิงชาวปะด่อง ที่สวมห่วงโลหะที่คอ ในขณะที่เนโซ ขายแผงโซลาร์เซลล์ราคากว่า 1 แสนจั๊ต(100 ดอลลาร์)

เขาสังเกตว่ายอดขายตกลงมานิดหน่อยตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งทำให้มีการเข้าถึงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เขาไม่เชื่อว่า รัฐบาลใหม่จะทำให้ธุรกิจของเขาล้มได้ในไม่ช้านี้

“มันจะยังไม่เกิดขึ้นภายใน 20 ปีนี้หรอก” เขากล่าว

——————————-

 แปลจาก Conflict and candlelight: Myanmar’s energy conundrum โดย Nan Tin Htwe AFP 24 พย 57
http://m.france24.com/en/20141124-conflict-candlelight-myanmars-energy-conundrum/

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.