
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2557 นายสิดิษ ประมงกิจ ผู้นำชุมชนมอแกน บนเกาะเหลา อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เปิดเผยระหว่างที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจอันดามัน เนื่องในในโอกาสครบรอบ 10 ปี หลังเกิดภัยพิบัติคลื่นสึนามิ ว่าชุมชนเกาะเหลาเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีชาติพันธุ์ชาวเลมอแกนอาศัยอยู่มานานกว่า 35 ปี แต่ชาวมอแกนมีชีวิตรอดพ้นจากภัยพิบัติทั้งหมด เพราะมีความรู้เชี่ยวชาญเรื่องระดับน้ำและความเปลี่ยนแปลงทางทะเล ส่วนบ้านเรือน และเรือที่ใช้หากินซึ่งส่วนมากเป็นเรือกาบังนั้น สูญเสียไปกับภัยสึนามิเมื่อปี 2547 หมดแล้ว ชาวบ้านจึงต้องตกอยู่ในสภาพไร้เครื่องมือหากิน ส่งผลให้ชาวบ้านต้องตกอยู่ในสภาพยากจน และมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำลง ทั้งเรื่องของระบบสาธารณสุขชุมชน ระบบการศึกษา และปัญหาด้านที่อยู่อาศัยผุพังและไม่สมบูรณ์ โดยชาวบ้านพยายามจะซ่อมแซมทุกปี แต่ทำได้ยากเพราะภายหลังสึนามินั้นพื้นที่ถูกหน่วยงานรัฐประกาศว่าเป็นเขตอนุรักษ์ไม้ป่าโกงกางและห้ามชาวบ้านตัดไม้
“บ้านเราเมื่อก่อนเสา เล็กๆ ใช้ไม้โกงกางทำ เราเข้าป่าไปแป๊บเดียวก็ได้ไม้มาทำบ้านแล้ว แต่พอหลังสึนามิรัฐเขาห้ามเราตัดไม้มาใช้ องค์กรที่ช่วยเหลือจึงเอาเงินมาสร้างบ้านให้หลายสิบหลัง ราคาหลังละประมาณเกือบ 7 หมื่นบาท แต่มีสภาพไม่สมบูรณ์นัก บางครอบครัวไม่มีฝาบ้าน ชาวบ้านต้องใช้ไม้เก่าๆ ผุพัง เข้ามาซ่อมเพื่อให้หลบฝนและหลบแดดได้ เราต้องหาเงิน หาไม้ หาเหล็กมาสร้างเองเพิ่ม” นายสิดิษ กล่าว
นายสิดิษ กล่าวด้วยว่า นอกจากปัญหาเรื่องข้อห้ามในการใช้ป่าไม้แล้ว พื้นที่เกาะเหลาหลังคลื่นสึนามินั้นเป็นเหมือนกับที่รองรับขยะ จากเมืองระนองและเขตอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ถูกลมพัดเข้ามาทำให้น้ำทะเลเกิดความสกปรก สัตว์ทะเลก็ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ ขณะที่ชาวบ้านใน ชุมชนต้องอยู่กลางกองขยะ เด็ก คนชรา จึงป่วยโรคภูมิแพ้ ผิวหนังมากขึ้น แต่ก็ไม่มีเงินเดินทางไปรักษาให้หายขาดได้ เพราะส่วนมากเป็นบุคคลที่ไม่มีบัตรประชาชน
ด้านนางเนาวนิตย์ แจ่มพิศ ผู้ประสานงานชุมชนเกาะเหลา กล่าวว่า ปัญหาสถานะบุคคลของชาวเกาะเหลานั้นมีมานาน และแก้ไม่สำเร็จ โดยล่าสุดสำรวจประวัติและยื่นเรื่องเพื่อขอทำบัตรประชาชนประมาณ 30 คน เรื่องก็ค้างอยู่ที่อำเภอ ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้รวดเร็ว บางครั้งชาวบ้านท้อใจและไม่อยากเดินทางเข้าเมืองเพื่อดำเนินการ เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงทั้งค่าเรือ ค่ากิน ค่าเอกสาร จึงเลือกที่จะอยู่ตามชะตากรรมและใช้ชีวิตโดยการดำน้ำจับปลิงทะเลมาขาย ขณะที่งบประมาณการช่วยเหลือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านก็ลดน้อยลงต่อเนื่อง ซึ่งโดยส่วนตัวประเมินว่าการช่วยเหลือชาวบ้านเกาะเหลานั้น ไม่ถือว่าเป็นผลสำเร็จ สมบูรณ์ สิ่งที่ยังพอมองเห็นว่าเป็นประโยชน์และมีแนวโน้มดำเนินการต่อได้ มีแค่เรื่องการศึกษาของเด็กประถมวัยและเด็กเตรียมอนุบาลเท่านั้น ไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ว่าเพราะเหตุใด
“เมื่อปี 2550 และปี 2551 ชาวมอแกนส่วนหนึ่งถูกเชิญชวนจากหน่วยงานบางแห่งให้ไปอยู่ที่เกาะพยาม และเกาะช้างรวมทั้ง2 แห่งประมาณ 40 ครอบครัว เป็นเกาะพยายาม 10 ครอบครัว เกาะช้าง 30 ครอบครัว โดยกลุ่มที่ถูกย้ายไปนั้นส่วนมากก็ต้องปรับตัวตามรูปแบบการท่องเที่ยวในพื้นที่ แต่กลุ่มที่ไม่ยอมรับในการเปลี่ยนแปลงก็เลือกจะอยู่ที่เกาะเหลาเช่นเดิมเพราะเป็นชุมชนเก่าแก่ ส่วนนี้เป็นความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น ชาวเลควรมีสิทธิ์อยู่แบบดั้งเดิมตามประเพณีเดิม แต่ก็ไม่เป็นอย่างนั้น” นางเนาวนิตย์ กล่าว
นางเนาวนิตย์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเกาะเหลาเป็นการพัฒนาระบบอุปถัมภ์ชั่วคราวที่ทำให้ชาวบ้านอ่อนแอ รอคอยการช่วยเหลือ ชาวบ้านที่หลงไปกับการช่วยเหลือหลังสึนามิก็จะเพลินกับการรอทุน รองบประมาณ แต่ชาวบ้านส่วนมากบนเกาะเหลาไม่ต้องการเช่นนั้น โดยกว่า 200 ชีวิตบนเกาะนี้ต้องการความมั่นคงในการดำเนินชีวิต คือหากรัฐจะช่วยเหลือ อยากให้ช่วยสนับสนุนเรืออวนปู พร้อมอุปกรณ์จับปู และหาสัตว์ทะเลอย่างอื่นมากกว่าโดยต้นทุนดังกล่าวเฉลี่ยประมาณ ราคาลำละ 10,000 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งหน่วยงานที่ช่วยเหลือหากทำจุดนี้ได้ตั้งแต่ต้นหรือเริ่มทำก็จะช่วยให้ชาวบ้านมีทงเลือกในการทำมาหากินเพิ่มขึ้น
นายสิดล ประมงกิจ อายุ 50 ปี ชาวมอแกน กล่าวว่าการมีเรือเท่ากับมีชีวิตที่ยืนยาว ชาวบ้านไม่ต้องการบ้านหลังใหญ่ มีความแข็งแรง ทนทาน แต่ชาวบ้านต้องการเรือเพื่อใช้ออกทะเล โดยอดีตก่อนเกิดสึนามิ ราคาเรือนั้นอยู่ที่ลำละ 20,000- 40,000 บาท แต่พอสึนามิมา สมบัติอย่างเดียวที่มีค่าต่อชีวิตและครอบครัวก็พังทั้งหมด แต่เหตุผลที่ไม่ไปที่อื่นเพราะอยากจะอยู่และตายที่บ้านเกิด เมื่อไม่มีต้นทุนชาวบ้านก็ต้องซื้อเรือเก่าๆ และสะสมเงินทองไปซื้อจากฝั่งพม่า มาใช้แทนเป็นเรือราคาถูกเพื่อใช้ออกทะเลไปดำปลิงแทน ซึ่งขณะนี้ราคาปลิงทะเลถูกลง รายได้ก็น้อยลงตามไปด้วย
“ค่าน้ำมันเราก็แพงมาก เราซื้อข้าวสารถังละ 200 กว่าบาท เราจ่ายค่าน้ำมัน หนึ่งอาทิตย์ไปดำปลิงเกาะอื่น ได้เงินกลับมาไม่ถึงอาทิตย์ละ 1,000 บาท อย่าให้ต้องฝันถึงการเดินทางเข้าเมืองเลย เราไม่มีเงินจริงๆ” นายสิดล กล่าว



