
เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่นครเวียงจันทร์ สปป.ลาว คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง(เอ็มอาร์ซี) จัดการประชุมวิสามัญคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศซึ่งมีตัวแทนระดับอธิบดีของประเทศลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งประกอบด้วยเวียดนาม กัมพูชา ลาวและไทย เข้าร่วม โดยในช่วงเย็นได้มีการออกใบแถลงข่าว มีเนื้อหาว่ากระบวนการ 4 ประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เพื่อสรุป “กระบวนการรับฟังล่วงหน้า” เขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งเริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 โดยในกระบวนการนี้ประเทศสมาชิกได้หารือและประเมินความเสี่ยงและประโยชน์จากโครงการ ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้า 260 เมกกะวัตต์ และจะตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงบริเวณสีพันดอนในภาคใต้ของลาว ติดพรมแดนกัมพูชา การประเมินทางเอกสารเทคนิคของเอ็มอาร์ซีระบุว่ายังขาดข้อมูลที่จำเป็น
ในแถลงข่าวระบุว่า วันนี้ทุกประเทศส่งเอกสารตอบรับ (Form/Format for Reply to Prior Consultation) ซึ่งเป็นถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการของแต่ละประเทศ โดยกัมพูชาระบุว่า สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของลาว แต่ก็เป็นห่วงผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นต่อกัมพูชา จึงเสนอให้ทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมในพื้นที่ท้ายน้ำจากโครงการเขื่อน โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อที่ติดกับหัวงานเขื่อน รวมถึงแม่น้ำโขงในกัมพูชา และทะเลสาบเขมร โดยศึกษาก่อนที่จะเริ่มดำเนินโครงการ โดยระบุในเอกสารว่า “เนื่องจากข้อเท็จจริงที่พบว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ข้อเป็นห่วงต่างๆ ก็ยังไม่มีคำตอบ จึงจำเป็นที่ต้องให้เวลาแก่สำนักงานเลขา MRC ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ และประเทศสมาชิก ในการทำการศึกษาเจาะลึกเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น”
ในส่วนของประเทศไทยระบุในเอกสารว่า เข้าใจในความสำคัญของโครงการเขื่อนต่อแนวทางการพัฒนาของลาว แต่ก็นำเสนอมุมมองและข้อเป็นห่วงว่าเอกสารและข้อมูลที่มีให้นั้นยังไม่เพียงพอที่จะประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนอันอาจเกิดขึ้นกับโครงการได้ โดยเฉพาะในประเด็นการไหลของน้ำ นิเวศการประมง การอพยพของปลา การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทย
ส่วนเวียดนามเน้นประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศและความรับผิดชอบของลาวในการดำเนินการตามกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) เวียดนามกล่าวว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการเขื่อนไฟฟ้าดอนสะโฮงควรถูกนำมาพิจารณาร่วมกันกับโครงการเขื่อนทั้งหมดที่จะสร้างบนแม่น้ำโขง และควรให้ความสำคัญต่อผลกระทบข้ามพรมแดนที่จะเกิดกับพื้นที่ปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม
“การปรึกษาหารือระดับประเทศในเวียดนามและการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญต่างมีข้อสรุปเดียวกัน คือยังขาดข้อมูลที่จำเป็น ผลกระทบต่อพื้นที่ต่างๆ (โดยเฉพาะผลกระทบข้ามพรมแดน) ซึ่งต้องยืนยัน มาตรการบรรเทาผลกระทบที่เสนอโดยผู้พัฒนาโครงการเขื่อนยังต้องมีการพิสูจน์ และกรอบเวลา 6 เดือนนั้นสั้นเกินไป ไม่เพียงพอสำหรับการศึกษาอย่างรอบด้านและการปรึกษาหารือ” ในแถลงการณ์ระบุ
ทั้งนี้สปป.ลาว ได้แสดงความขอบคุณต่อ 3 ประเทศ ที่เข้าใจและสนับสนุนนโยบายการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำ แต่ก็ระบุว่า ได้ดำเนินการตามกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ตามข้อกำหนดในข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 แล้วอย่างสมบูรณ์ “สปป.ลาวจะดำรงสิทธิอธิปไตยในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในอาณาเขต โดยยึดหลักการของเหตุผล ความโปร่งใส”
เนื่องจากเกิดความเห็นไม่ตรงกันในระหว่างประเทศสมาชิก คณะกรรมการร่วมจึงตัดสินใจยกระดับการหารือไปยังคณะมนตรีแม่น้ำโขง
—————-



