ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค Sumet Tokesorn
ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค Sumet Tokesorn

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2558 นางวันเพ็ญ พรหมรังสรรค์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองทอง 3 จังหวัดภาคเหนือ (พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีบริษัทอัคราไมนิ่งออกมาให้ข่าวกรณีมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้มายืนยันว่าเหมืองทองคำไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ชาวบ้านรอบเหมืองได้รับสารพิษ โดยมีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารทะเล และอาหารกระป๋อง ว่า จากกระแสข่าวที่มีการเผยแพร่ต่อเนื่องกันมา หากเป็นผลการศึกษาจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ตนในฐานะภาคประชาชน อยากให้ผู้ศึกษาวิจัยออกมายืนยันรายละเอียดที่แน่ชัด เพราะการแถลงข่าวหักล้างข้อมูลการป่วยของชาวบ้านนั้นไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่านัก วิชาการใช้กลุ่มตัวอย่างใดประเมินผล

นางวันเพ็ญกล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยมีชาวบ้านร้องเรียนว่ามีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งเข้ามาขอตรวจเลือดโดยอ้างสถาบันของรัฐ แล้วมีชาวบ้านยอมให้เจาะเลือด แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ดังนั้นกรณีดังกล่าวชาวบ้านรอบเหมืองจะเร่งรัดประชุมพิจารณาแล้วสรุปบทเรียนร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป อาจจะมีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเร็วๆนี้ โดยการรายงานผลดังกล่าวอาจเป็นไปได้ว่า คนป่วยคนละกลุ่มกับกลุ่มที่ตรวจโดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีการบริโภคอาหารเสี่ยงพิษ แต่หากจะแสดงความจริงใจ ควรตรวจคนกลุ่มเดียวกัน หรือตรวจทั้งหมดที่เสี่ยง

“การกล่าวอ้างว่าอาหารเสี่ยงพิษนั้นเกิดจากแหล่งอาหารอื่นๆ ที่มีทั้งอาหารทะเล อาหารกระป๋อง คิดว่าผลการศึกษามักง่ายเกินไป ยิ่งเหมืองออกมาให้ข้อมูลว่า ผลพิสูจน์สารโลหะหนักนั้นต่ำกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนด พร้อมทั้งแสดงท่าที่จะขอดูแลชาวบ้านในฐานะพี่น้องแม้ว่าจะไม่ใช่ต้นเหตุก็ตาม เป็นการรวบรัดแถลงข่าวที่พยายามสร้างความขัดแย้งกับชาวบ้านมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา เราเคยขอให้บริษัทตรวจเลือดหลายครั้ง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เว้นแต่การแสดงผลตรวจของคนงานเหมืองเท่านั้น ที่บริษัทให้ข้อมูลข้างเดียวมาโดยตลอดว่า พนักงานไม่มีสารพิษในร่างกาย ต่อมาชาวบ้านเริ่มป่วยหนัก บางส่วนก็ต้องเดินทางไปตรวจหาสารพิษที่โรงพยาบาลรามาธิบดีและออกค่าใช้จ่ายเอง จึงอยากวอนให้เหมืองรับรู้ไว้ว่า หากจริงใจกับการรับผิดชอบ ขอย่าสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมและปฏิเสธการกระทำของตนเอง แต่ขอให้เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายทั้งฝ่ายวิชาการสิ่งแวดล้อม ฝ่ายชาวบ้าน และฝ่ายสาธารณสุขเข้าตรวจสอบพร้อมกัน” นางวันเพ็ญ กล่าว

นางวันเพ็ญ กล่าวต่อว่า ในการทำงานของนักวิชาการนั้น แท้จริงแล้วชาวบ้านธรรมดาไม่อาจรู้เท่าทัน หรือหาอะไรมาเถียง แต่หากมองเชิงเปรียบเทียบระหว่างผลทางวิชาการที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดลที่ออกมาให้ข้อมูลกรณีสารพิษ ดูแตกต่างกันมาก ทางที่ดีอยากให้มีการสอบประวัติการบริโภคอาหารเป็นรายคนต่อไปจะดีกว่า แต่ในส่วนชาวบ้านนั้นขอสละร่างกายให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์แล้ว กรณีหากมีใครคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตไปในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็ต้องสละร่างกายให้แพทย์ศึกษาข้อมูลต่อไป ส่วนคนป่วยที่เหลือ หรือคนที่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น พืชไร่ พืชสวนทยอยตาย อาหารต่างๆมีผลผลิตที่เกิดรูปร่างประหลาด จนไม่กล้าบริโภคและมีอาการป่วยอื่นๆ ตามมา ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเกิดขึ้น คงทำได้แค่ทำใจ แต่ยังเชื่อว่าข้อเท็จจริงจะปรากฏในไม่ช้า

///////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.