Search

“บิ๊กป้อม”สั่งยึดมติ 14 ตค.51แก้ปัญหาบูโด ทำหนังสือด่วนถึงหน่วยงานใน 3 จังหวัดใต้ ครบ 30 วันชาวบ้านพอใจ-ยังไม่โค่นต้นยางเพิ่ม

received_874549875921632
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2558 นายศิโรฒ แวปาโอะ ประธานเครือข่ายแก้ปัญหาที่ดินบูโด-สุไหงปาดี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ดินอุทยานฯทับซ้อนที่ดินชาวบ้านรอบเทืองเขาบูโดว่า หลังจากเมื่อวานนี้ (26 ก.พ.) ครบกำหนด 30 วันที่ภาคประชาชนให้เวลาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหา โดยขณะนี้มีความคืบหน้าที่น่าพอใจ จึงทำให้ชาวบ้านตัดสินใจไม่เคลื่อนขบวนขึ้นเขาบูโดเพื่อโค่นต้นยางเป็นอีกครั้งตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากขณะนี้กระบวนการขับเคลื่อนแก้ปัญหากำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาคประชาชนกับภาครัฐ

นายศิโรฒกล่าวว่าภายหลังปฏิบัติการโค่นยางครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้หลายหน่วยงานลงมาติดตามปัญหา และเกิดการหารือร่วมกันระดับจังหวัด 2 ครั้ง และระดับอำเภอ 2 ครั้ง ซึ่งมีผลสรุปว่าจะยึดแนวทางการแก้ไขปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)14 ตุลาคม 2551 โดยได้กำหนดแนวทางให้แก่ชาวบ้านผู้เดือนร้อนนำเอกสารสิทธิ์ สค.1, นส.3, นส.3ก และใบเหยียบย่ำที่ดิน ไปตรวจสอบยังสำนักงานที่ดินแต่ละอำเภอ ส่วนผู้ไม่ได้ถือเอกสารสิทธิ์จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ เช่น มีการการตรวจสอบการถือครองที่ดิน หรือตรวจสอบการมีผลอาสินว่ามีความต่อเนื่องหรือขาดช่วงหรือไม่ เป็นต้น โดยอาศัยพยานแวดล้อมและพยานบุคคลยืนยันต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร

นายศิโรฒ กล่าวต่อว่า ล่าสุดมีหนังสือคำสั่งจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ดูแลปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ดินในพื้นที่ว่า ให้ยึดมติ ครม. 14 ตุลาคม 2551 ในการแก้ปัญหาที่ดินบูโด ทำให้ชาวบ้านมีความคาดหวังถึงกลไกแก้ปัญหาที่กำลังดำเนินการว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของชาวบ้านให้สำเร็จโดยเร็ว แต่ยังคงมีความกังวลถึงปัญหาความล่าช้าในกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ที่ดิน เนื่องจากจำนวนที่ดินปัญหามีกว่า 2 หมื่นแปลง เป็นเนื้อที่รวมกว่า 127,612 ไร่ และมีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อีกทั้งข้อมูลระดับอำเภอที่ภาคประชาชนได้ช่วยกันจัดทำไว้ ยังมีความขัดแย้งกับข้อมูลของหน่วยงานด้านป่าไม้ในพื้นที่ อีกทั้งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาหลายสิบปี ทำให้ผู้ที่มีชื่อในเอกสารสิทธิ์หรือชื่อผู้ครอบครองส่วนใหญ่เสียชีวิตไปแล้ว จึงคาดว่าต้องใช้เวลาเฉพาะกระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิ์มากกว่า 1 เดือน แต่อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านจะพยายามติดตามการแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิดต่อไป

////////////////////
ขอบคุณภาพจากเพื่อนสื่อ “เขาบูโด”

On Key

Related Posts