คนงานที่ได้รับการช่วยเหลือและถูกส่งตัวกลับคืนประเทศไทย
คนงานที่ได้รับการช่วยเหลือและถูกส่งตัวกลับคืนประเทศไทย

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 นางเบญจมาศ สุวรรณพิทักษ์ แม่ค้าขายของชำย่านสาธุประดิษฐ์ กทม. เปิดเผยว่าหลังจากได้ทราบข่าวลูกเรือประมงไทยถูกกักขังและทรมานที่ประเทศอินโดนีเซีย ตนรีบโทรเข้าไปศูนย์ร้องทุกข์ลูกเรือประมงที่มูลนิธิเครือข่ายพัฒนาแรงงาน หรือ LPN ทันทีเพื่อขอความช่วยเหลือให้ตามหาลูกชายชื่อนายเอกพันธ์ ดอนอำไพ อายุ 39 ปี ซึ่งหายไปจากบ้านตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 โดยครั้งสุดท้ายก่อนหายตัวไปนั้น ลูกชายโทรมาบอกว่า กำลังจะลงเรือเพราะมีคนมาชวนไปลงเรือ โดยคนๆนั้นเขาได้พาไปกินข้าว กินน้ำและให้เงินจำนวนหนึ่งในการเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯ

“ตอนนั้นฉันได้คัดค้านแนวคิดการไปลงเรือ แต่ลูกชายไม่พอใจ โดยบอกว่าจะไปทำงานหาเงินช่วยแม่ จึงวางสายไปแล้วไม่ติดต่อกลับอีกเลย ตอนนี้ฉันรู้สึกเป็นห่วงเขามากเพราะลูกชายมีพัฒนาการทางสมองช้า”นางเบญจมาศกล่าว และว่า เดิมทีครอบครัวของเรามีด้วยกัน 3 คน คือ ลูกชายคนที่หายไปและลูกสาวคนเล็ก ส่วนสามีนั้นหย่าร้างไปนานแล้ว ขณะนี้ตนและครอบครัวอาศัยอยู่ที่ย่านสาธุประดิษฐ์ ประกอบอาชีพขายของชำในชุมชน ลูกสาวทำงานบริษัทเอกชน ขณะที่ลูกชายจะรับจ้างทั่วไป เช่น เข็นของ แบกของ และช่วยทำความสะอาดร้านค้า ทั่วไป ไม่มีงานประจำเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่อาการของลูกชายจะสามารถทำตามคำสั่งของนายจ้างได้ปกติ และสื่อสารได้กับคนทั่วไปรู้เรื่องอีกทั้งหาทางกลับบ้านถูกต้องไม่มีความผิดพลาดใดๆ

“ฉันสงสัยว่าลูกชายอาจถูกขบวนการไต๋เรือหลอกลวงไปตามที่ปรากฏในข่าว คือมันน่ากลัวนะ การที่ลูกเรือไปใช้ชีวิตจนตายไปแบบไม่มีญาติ ขนาดคนปกติยังถูกหลอก แล้วกับคนไม่สมประกอบละจะเป็นอย่างไร ส่วนตัวเสียลูกไปแล้ว ไม่อยากให้รัฐบาลนิ่งเฉยนะ ที่ผ่านมาเราเจอคนขายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมาถูกหลอกในไทย พอเจอกับคนไทย เราไม่อยากจะเชื่อ นึกว่าไม่มี” นางเบญจมาศ กล่าว

นางเบญจมาศกล่าว่า อย่างไรก็ตามกรณีนี้คิดว่าคนไทยควรเคลื่อนไหวอะไรสักอย่าง รัฐบาลไม่ควรอยู่เฉยๆ เพราะหากปล่อยผ่าน มันหมายถึงชีวิตของประชากรในประเทศที่มีปัญหาค้ามนุษย์

ขณะที่นายธัญ (นามสมมติ) แรงงานหนุ่มวัย 17 ปี ชาวจังหวัดหนองคาย ซึ่งเคยถูกหลอกไปทำงานเป็นลูกเรือประมงในประเทศอินโดนีเซีย กล่าวว่าชีวิตตอนอยู่ในเรือประมงนั้นมืดบอดไปหมด รู้สึกคิดถึงบ้านอย่างมาก แต่ไม่มีหนทางจะโทรหา จึงต้องยอมรับชะตากรรมกระทั่งมีเจ้าหน้าที่จากประเทศไทยไปช่วยกลับมา ความรู้สึกแรกที่เหยียบประเทศไทยเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เหมือนมีชีวิตอีกครั้ง พร้อมกับเพื่อนอีก 9 คน โดยผ่านการช่วยเหลือของ LPN และสถานทูตไทยในอินโดนีเซีย

“กลับถึงประเทศไทยคนเดียว ไม่มีแม่พ่อมารับ เพราะผมไม่กล้าเจอหน้าพวกเขา ผมไม่อยากให้แม่เห็นสภาพโทรมๆ วันนั้นเราไม่มีแม้แต่แรงจะกินข้าวร่วมกับเพื่อน มันทั้งดีใจ ทั้งเสียใจ ผมสติจะแตก เมื่อก่อนผมฝันอยากไปทะเลมาก อยากมีชีวิตในทะเล แต่พอได้ลงทะเลหนึ่งครั้ง ชีวิตเหมือนคนตายทั้งเป็น ก่อนผมไปเป็นเหยื่อนั้น ผมเคยมาทำประมงพื้นบ้าน ก็ได้แค่พอกิน เราก็แค่เด็กคนหนึ่งที่อยากมีเงิน อยากรวย อยากจะเข้าเมือง” นายธัญ กล่าว

นายธัญกล่าวว่า ตนเริ่มเดินทางเข้ากรุงเทพ แล้วไปทำงานต่อที่จังหวัดชลบุรี ถูกชักชวนให้ลงไปทำงานในเรือโดยเบื้องแรกทำข้อตกลงกับคนเฝ้าเรือว่าจะได้ค้าจ้างประมาณ 9,000 บาทต่อเดือน แต่ต้องลงเรือนานอย่างน้อย 2-3 เดือน พอไปถึงทะเล ตนไม่รู้ว่าเป็นเขตแดนประเทศไหน เพราะไม่มีความรู้เรื่องทะเลในประเทศไทยมากนัก รู้แค่ว่าค่าจ้างในอัตรานี้สูงมาก มีข้าวให้กินฟรี และที่พักฟรี แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับได้กินข้าวไม่อิ่มเลย ต่อมาได้คุยกันกับเพื่อนวางแผนหนีขึ้นฝั่ง พอขึ้นมาได้ก็ต้องหลบ อยู่อย่างผิดกฎหมาย ไม่กล้าไปข้างนอกจนมีเจ้าหน้าที่ไปเจอ

/////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.