อีกหลายมุมในทวาย เมืองเล็กๆ ที่จะกลายเป็นอภิมหาโปรเจคแห่งอาเซียน (2)

เสียงเกือกม้ากระทบกับพื้นถนนมาแต่ไกล บนถรถม้ามีหญิงชาวบ้านนั่งอยู่ 3-4 คน พวกเธอต่างมาจ่ายตลาดยามเช้า ซึ่งที่นี่แม้จะเป็นเมืองเล็กๆแต่เต็มไปด้วยสีสัน นอกจากรถม้าแล้ว ยังมีพาหนะหลากหลายที่ชาวบ้านใช้ในวิถีชีวิตประจำวันให้ชวนสนใจ เช่น เกวียน รถบัสโดยสารยุคดั้งเดิม รถอีแต็กบรรทุกข้าวของล้น ขณะที่บ้านเรือนทั่วไปยิ่งดูงดงาม เพราะเป็นบ้านเก่า หรือตึกเก่า และมักมีลวดลายต่างอยู่ตามระเบียงหรือหน้าต่าง
รถม้าในเมืองทวายมีให้เห็นทั่วไป

 

สองวันที่ผ่านมาพวกเราเพลิดเพลินกับบรรยากาศในเมืองเล็กๆแห่งนี้มาก อาหารการกินก็ถูกปากและรสชาติไม่แตกต่างจากบ้านเราเท่าไหร่นัก

 

วันที่สามพวกเราตั้งใจไปลงพื้นที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่จะได้รับความเดือดร้อนจากการตัดถนนในโครงการถนนเชื่อมสู่ชายแดนไทยที่จ.กาญจนบุรี ชื่อว่าหมู่บ้านตะบิวชอง

 

หมู่บ้านแห่งนี้ค่อนข้างพิเศษเนื่องจากเป็นชาวกะเหรี่ยงภายใต้การดูแลของสหภาพชนชาติกะเหรี่ยงหรือเคเอ็นยู ในขณะเดียวกันก็มีรัฐพม่าเข้ามาปกครองด้วยเช่นเดียวกัน ทำให้เป็นพื้นที่ที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้ความรอบคอบในการเดินทางเป็นพิเศษ แต่โชคดีที่เราได้มีการประสานงานไว้ล่วงหน้าแล้วซึ่งเมื่อชาวบ้านทราบในจุดประสงค์ของพวกเราก็ได้ส่งสัญญาณแจ้งให้ทราบว่ายินดีต้อนรับ

 

ก่อนการเดินทางเราโทรไปหาชาวบ้านอีกครั้ง เขาบอกว่าในวันที่เราเดินทางเข้าไปนี้(30 มีนาคม) เป็นวันเดียวกับนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่รับงานการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ จะเข้าไปร่วมชุมกับชาวบ้านซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการจัดทำอี ไอเอ ซึ่งถือว่าเป็นจังหวะดีของพวกเราที่จะได้ข้อเท็จจริงในอีกแง่มุมหนึ่ง

 

เส้นทางจากเมืองทวายไปยังหมู่บ้านตะบิวชองเป็นถนนขรุขระและค่อนข้างไกล ระหว่างทางเห็นโครงการก่อสร้างต่างๆหลายแห่ง เช่น การตัดถนนเส้นใหม่


ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงจึงถึงหมู่บ้านตะบิวชอง เมื่อแวะเข้าไปหาผู้นำชุมชน เขากำลังจะไปที่ศาลาโบสถ์ของหมู่บ้านเพื่อประชุมกับนักวิชาการ พวกเราเลยตามเขาไปด้วย

บรรยากาศในวงประชุมอีไอเอของนักวิชาการจุฬา


รอบๆศาลาที่ประชุมเป็นไปอย่างคึกคัก รถกระบะที่ติดสติกเกอร์บริษัทอิตาเลียนไทยจอดอยู่หลายคัน เมื่อสอบถามชาวบ้านจึงทราบว่าเหล่านักวิชาการมากับผู้แทนบริษัทฯ ขณะที่บรรยากาศในที่ประชุมค่อนข้างเครียด โดยชาวบ้านผลัดกันลุกขึ้นถามสลับกับการชิ้แจงของผู้แทนบริษัทและนักวิชาการ โดยมีล่ามที่บริษัทฯจ้างมาคอยแปลภาษากะเหรี่ยงเป็นไทย เรื่องล่ามเป็นประเด็นหนึ่งที่ชาวบ้านข้องใจ เพราะไม่แน่ใจว่าแปลให้นักวิชาการฟังได้ตรงกับที่ชาวบ้านพูดหรือไม่

 

การมาถึงของพวกเราสร้างความแปลกใจให้หลายคนในที่ประชุมพอสมควร (ดูจากสายตาที่จับจ้อง)เพราะแต่ละคนต่างสะพายกระเป๋าถือกล้องตามแบบฉบับนักข่าวมากันครบมือ


ประเด็นหลักที่ชาวบ้านพูดถึงจับใจความได้ว่า การขยายถนนครั้งนี้ได้ตัดเข้าไปในพื้นที่ทำกินของพวกเขาโดยเฉพาะสวนหมาก ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของชาวบ้าน แต่ยังไม่มีการเยียวยาหรือจ่ายค่าชดเชยใดๆ ตามที่รับปากเอาไว้  นอกจากนี้ชาวบ้านยังตั้งคำถามแสดงความเคลือบแคลงสงสัยต่อการที่คณะนัก วิชาการจากจุฬาฯที่เดินทางมาพร้อมกับผู้แทนบริษัทฯ ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะทำให้การจัดทำอีไอเอมีความเป็นกลางแค่ไหน และคำตอบในแบบสอบถามที่พวกเขาให้ไปนั้นจะถูกนำไปปรับแก้หรือไม่

 

“เราเชื่อถือในชื่อเสียงของจุฬาฯ มาตลอด แต่การเดินทางครั้งนี้ท่านมากับบริษัท ขณะที่พวกเราอยากได้การทำอีไอเอเป็นไปตามข้อเท็จจริง และเราก็อยากเห็นรายงานนี้ด้วย ไม่ใช่ส่งให้แต่บริษัทฯ” ชาวบ้านรายหนึ่งลุกขึ้นกล่าว ขณะที่บางคนบอกว่าตอนนี้มีการกว้านซื้อที่ดินกันอย่างหนัก แต่หมู่บ้านกะเหรี่ยงทั้ง 12 แห่งได้ตกลงกันแล้วว่าจะไม่ขาย

 

“เราเป็นเจ้าของบ้าน ท่านเป็นแขก แทนที่แขกจะเคารพเจ้าของบ้าน กลับมาชี้นิ้วให้เราทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ถ้าเป็นท่านจะคิดอย่างไร ตลอดเวลาที่พวกคุณมาทำงาน เราก็ต้อนรับอย่างดี เราไปทำงานในประเทศไทยก็ยังมีตำรวจคอยควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย พวกคุณมาที่นี่ก็กรุณาเคารพพวกเราด้วย” ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงรายหนึ่ง ลุกขึ้นกล่าวอย่างมีอารมณ์

 

ขณะที่นักวิชาการชี้แจงว่า แม้จะเดินทางมาร่วมกันกับบริษัท ก็เพื่อสะดวกในเรื่องของการเดินทาง และบริษัทเองก็จะได้ตอบคำถามชาวบ้านได้ทันที และการจัดทำอีไอเอครั้งนี้ก็เพื่อชาวบ้าน ไม่ใช่เพื่อบริษัท

 

หมู่บ้านประมงที่อยู่ในย่านแหล่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

“เรามาทำงานเพื่อประชาชน ทุกคนไม่ใช่ทำเพื่อบริษัท เรามาเหมือนแขกที่ต้องการพบพวกท่าน เราอยากรู้ว่าชาวบ้านคิดอย่างไร อยากให้บอกว่าไม่สบายใจหรือมีความกังวลเรื่องใดบ้าง” หนึ่งในคณะนักวิชาการชี้แจงกับชาวบ้าน พร้อมกับอธิบายด้วยว่าการจัดทำอีไอเอครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเก็บข้อมูลและทำแบบสอบถามจากชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังคุยเฉพาะกลุ่มและการสังเกตการตลอดเส้นทางที่มีชุมชนกว่า 20 แห่ง “นอกจากนี้เรายังศึกษาจากเอกสารของพม่าเพื่อนำมาวิเคราะห์ รวมทั้งการศึกษาบทเรียนรายงานที่ใกล้เคียงกันจากทั่วโลกว่ามีปัญหาอย่างไร ดังนั้นขอให้เชื่อได้ว่ารายงานฉบับนี้ใช้มาตรฐานระดับโลก”

 

ส่วนผู้แทนบริษัทอิตาเลียนไทยนั้น พยามใช้ท่าทีผ่อนปรนกับชาวบ้านอยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ปฎิบัติตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับชาวบ้านโดยเฉพาะการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทำให้ถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วง แต่เขาก็พยายามชี้แจงด้วยเหตุผลต่างๆ

 

“บริษัทฯ จะเอาแต่สิ่งดีๆ มาให้ชาวบ้าน เรายอมรับว่า ที่ผ่านมาบริษัทบกพร่องในเรื่องการดูแลชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน แต่จากนี้ไปจะเร่งจ่ายค่าชดเชยและพูดคุยกันชาวบ้าน ท่านอาจคิดว่ากว่าที่อีไอเอเสร็จอาจจะช้าไปเพราะเห็นว่าตอนนี้เราก่อสร้างอยู่ แต่ไม่ช้าหรอกครับ เพราะเมื่อเริ่มก่อสร้างเฟส 2 เราก็ได้ใช้รายงานชิ้นนี้ ระบบของประเทศที่เจริญแล้วเขาจะมีงบประมาณช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเราก็ทำ” ผู้แทนบริษัทฯชี้แจงข้อข้องใจของชาวบ้านถึงระยะเวลาในการจัดทำอีไอเอที่กำลังดำเนินอยู่ แต่โครงการเริ่มเดินหน้าไปแล้ว

 

เมื่อชาวบ้านตั้งคำถามเกี่ยวกับการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งบริษัทฯเตรียมที่จะตั้งโต๊ะจ่ายค่าชดเชยให้บางส่วนในวันรุ่งขึ้น แต่ผู้แทนบริษัทฯได้ชี้แจงถึงเงื่อนไขในการจ่าย เช่น การแสดงหลักฐาน ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจเพราะรู้สึกว่าบริษัทไม่จริงใจ

 

“บริษัทไม่ทำตามสัญญาที่เคยรับปากไว้กับชาวบ้าน การประชุมวันนี้ใครอยากอยู่ต่อก็อยู่ แต่ฉันไม่ขออยู่ต่อ” นาย ซอโข่ แกนนำคณะทำงานเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน 12 หมู่บ้าน ลุกขึ้นกล่าวเป็นคนสุดท้ายก่อนเดินออกจากห้องประชุม ซึ่งชาวบ้านทั้งหมดต่างพากันเดินออกตามด้วยเช่นกัน ทำให้การประชุมต้องยกเลิกไปโดยปริยาย

 

คณะนักวิชาการจากจุฬาฯ และผู้แทนบริษัทอิตาเลียนไทยต่างรู้สึกมึนงงถึงการวอคเอาท์ของชาวบ้าน และพยายามหารือกันถึงสาเหตุที่ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ เพราะชาวบ้านพูดเป็นภาษากะเหรี่ยงทำให้ไม่สามารถจับต้นสายปลายเหตุได้ถูก แม้จะมีล่ามคอยแปลก็ตาม.

โดย โลมาอิรวดี 
จาก เนชั่นสุดสัปดาห์  27 เมษายน 2555 

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.