ภาพ Koam Chanrasmey / /www.phnompenhpost.com
ภาพ Koam Chanrasmey / /www.phnompenhpost.com

3 มิถุนายน 2558 กรุงเทพฯ  – ชาวบ้ำนหลายร้อยคนถูกขับไล่ออกจากที่ดิน ภายหลังการเวนคืนที่ดินอย่างผิดกฎหมายเมื่อปี 2549 ทั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้มีโครงกำรปลูกไร่อ้อยในพื้นที่ขนาด 1.2 แสนไร่ในอำเภอสะเรอัมบึล จังหวัดเกาะกงกัมพูชำ ในวันนี้ ซึ่งผ่านไปเกือบทศวรรษหลังการไล่รื้อ รายงานฉบับสมบูรณ์ที่รอคอยมาเป็นเวลานานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ได้จัดทำเสร็จแล้ว และยืนยันว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไร่อ้อยดังกล่าวจริง
โครงการปลูกอ้อยขนาดใหญ่นี้เป็นการดำเนินงานของบริษัทในกัมพูชาที่มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองและอยู่ใต้การควบคุมของบริษัทน้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) (เคเอสแอล) บริษัทน้ำตาลขนาดใหญ่จากไทย ซึ่งได้จัดทำสัญญาขายน้ำตาลเป็นการเฉพพะกับบริษัท Tate & Lyle Sugars (T&L) จากสหราชอาณาจักร ในรายงานซึ่งเพิ่งมีการเผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า เคเอสแอลมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนเนื่องจากการตัดสินใจที่จะเข้าร่วมและได้รับประโยชน์จากการเวนคืนที่ดิน ซึ่งส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิขึ้น แม้วว่าทางบริษัทจะไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติมิชอบด้วยตนเอง

ในปี 2553 ชาวบ้านจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบยื่นข้อร้องเรียนกับกสม. โดยความมสนับสนุนจากEarthRights International (ERI) และโครงการฟื้นนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง (TERRA) โดยกล่าวหาว่าบริษัทน้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) (เคเอสแอล)จากไทยได้สิทธิสัมปทานที่ดินด้านเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (economic land concessions -ELCs) ผ่านบริษัทลูกในกัมพูชา โดยเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมำยในกัมพูชาและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ในช่วงกลำงปี 2555 กสม.เผยแพร่ผลการสอบสวนในเบื้องต้นที่พบว่า เคเอสแอลมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากการดำเนินงานผ่านบริษัทลูกในกัมพูชา

รายงานฉบับสมบูรณ์ของกสม.ยืนยันผลกำรสอบสวนในเบื้องต้นโดยระบุว่า การเวนคืนที่ดินเช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง รวมทั้งสิทธิที่จะบริหารจัดการและได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิที่จะได้รับการพัฒนาของประชาชนในหมู่บ้าน Chikhor, Chhouk และTrapeng Kendal อำเภอสะเรอัมบึล จังหวัดเกาะกง

“ชุมชนในอ อำเภอสะเรอัมบึลใช้เวลาแปดปี ในการต่อสู้เพื่อให้ได้ที่ดินกลับคืนมา” Maureen Harris ผู้อำนวยกำรฝ่ายกฎหมายในแม่น้ำโขง EarthRights International กล่าว

“กสม.ยอมรับว่าเกิดผลกระทบและการสูญเสียหนทำงดำรงชีพจริง และเราหวังว่าทำงบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะหาทางแก้ไขข้อพิพาทโดยทันทีโดยผ่านวิธีการที่เป็นธรรมและโปร่งใส”

ในประเทศกัมพูชา การบังคับไล่รื้อตามโครงการสัมปทานที่ดินด้านเศรษฐกิจขนาดใหญ่ให้กับบริษัทขนาดใหญ่ ได้กลายเป็นข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ เนื่องจากส่งผลให้เกิดการโยกย้านถิ่นฐานอย่างกว้างขวาง  ส่งผลกระทบด้านความเป็นอยู่ มีการไล่รื้อและทำลายทรัพย์สิน
ทั้งนี้ มีการเก็บข้อมูลเป็นอย่างดีโดยผู้เชี่ยวชำญอิสระและหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ศาสตราจารย์ Surya Subedi ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนแห่งกัมพูชาได้รายงานเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินในเกาะกงซึ่งเชื่อมโยงกับการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชน เน้นให้เห็นคความจำเป็นนที่จะต้องหำทำงแก้ไขและชดเชยต่อกำระเมิดสิทธิมนุษยชน

รายงานเกี่ยวกับไร่อ้อยที่อำเภอสะเรอัมบึลมีนัยที่เกี่ยวข้องกับชุมชนอื่น ๆ ซึ่งได้รับผลกระทบจำกกำรบังคับไล่รื ้อและกำรเวนคืนที่ดินอย่างผิดกฎหมาย รวมทั้งไร่อ้อยที่ทำให้เกิดข้อกังวลด้ำนสิทธิมนุษยชนที่ส ำคัญ ตำมที่มีกำรอธิบำยไว้ในรำยงำน Bittersweet Harvest ของหน่วยงำน Equitable Cambodia และInclusive Development International

“นับเป็นบททดสอบที่ส ำคัญในกำรแก้ปัญหากำรก้วานซื้อเวนคืนที่ดินในกัมพูชา เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังบริษัทต่างๆ ที่ลงทุนในกำรได้มาซึ่งสัมปทานที่ดินพวกเขาจำเป็นต้องลงทุนโดยปฏิบัติตำมกฎหมำยกัมพูชาและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ” Eang Vuthy ผู้อ ำนวยกำรบริหารของ Equitable Cambodia กล่าว

การร้องเรียนครั้งสำคัญของชุมชนในอำเภอสะเรอัมบึลต่อ กสม. นับเป็นกรณีแรกที่มีการร้องขอให้ตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนเนื่องจากการลงทุนข้ามพรมแดนของบริษัทจากไทยในประเทศเพื่อนบ้ำน นพ.นิรันดร์พิทักษ์วัชระกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่า  “ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ปัญหาเนื่องจากธุรกิจ สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม

เรำจ ำเป็ นต้องส่งสัญญำณเช่นนี ้ออกไป แม้แนวโน้มส่วนใหญ่ก ำลังเน้นที่กำรพัฒนำเศรษฐกิจในภูมิภาค เราต้องพยายามค้นหาความสมดุลระหว่างการไม่ปล่อยให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะที่ท ำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และท ำให้เกิดกำรละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชุมชนซึ่งเป็ นผู้บริหำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติเหล่ำนี ้มาแต่เดิม”

กสม.เป็นหนึ่งในเวทีที่มีอยู่ที่ชุมชน ซึ่งได้รับผลกระทบจำกกำรลงทุนข้ำมพรมแดนในโครงการขนาดใหญ่ จะสามารถร้องเรียนและเสนอแนวทำงแก้ไขปัญหาได้ ในรายงานฉบับสมบูรณ์ กสม.เน้นให้เห็นความเป็ นไปได้ที่จะน ำหลักการปฏิบัติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) มาใช้ โดยมีข้อสังเกตว่าหน่วยงานธุรกิจทุกแห่งมีพันธกรณีต้องประกันให้เกิดความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนในการท ำธุรกิจของตน ไม่ว่าจะด ำเนินกำรที่ใด และแม้ว่าทำงหน่วยงานเองอาจไม่ได้มีส่วนก่อให้เกิดการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนโดยตรง

Daniel King ผู้อ ำนวยการโครงการแม่น ้ำโขงและพม่าของ EarthRights International มีข้อสังเกตว่า “นับเป็ นค ำวินิจฉัยที่ส ำคัญเพื่อกำรคุ้มครองสิทธิมนุษยชนข้ำมพรมแดน กสม.ประกำศอย่างชัดเจนว่า เคเอสแอลมีส่วนรับผิดชอบต่อการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนเนื่องจากการทำธุรกิจในกัมพูชา เคเอสแอลควรประกายอมรับพันธกรณีด้ำนสิทธิมนุษยชนของตนอย่างเปิดเผย และด ำเนินกำรให้เกิดความพึงพอใจต่อชาวบ้านซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน”

ที่มา Press release /EarthRights International

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.