anusawaree
อนุสาวรีย์3 บุรพาจารย์ ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (http://pr.ku.ac.th/)

ระพี สาคริก

ความจริงผมคิดจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ก็รู้สึกว่าคนไทยส่วนใหญ่มักเดินตามกระแสอย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุได้เคยกล่าวตักเตือนไว้ว่า สิ่งใดที่มันนำไปสู่อุปสรรคขัดขวาง เราก็ควรกลับทิศทางซึ่งทำให้ได้มาเสียก่อน

หวนกลับไปนึกถึงปี พ.ศ. 2475 ที่มีคนกลุ่มหนึ่งจำนวนไม่ถึง 300 คน แต่อ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชน บุกเข้าไปยึดอำนาจขององค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยที่คิดว่าพระองค์ท่านไม่ได้ทำการอันใดเป็นประชาธิปไตยแก่สังคม

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประเทศชาติของเราก็เกิดปัญหาอย่างที่โบราณเรียนกันว่า หนามยอกอกมาตลอดเวลา แม้กระทั่งคนไทยยกพวกฆ่ากันเองเราก็มีให้เห็นประจักษ์ชัดกันมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งในยามปกติแต่มันไม่ปกติ เพราะเราบ่นกันมานานแล้วว่านักการเมืองก็ดี กระทั่งลุกลามมาถึงนักการศึกษา เวลานี้ปัญหาคอรัปชั่นแทบจะท่วมหัวตายอยู่แล้ว

ตัวผมเองนั้นนับว่าโชคดีเพราะไม่ยอมให้คนอื่นมาสั่งการหรือเอากฎระเบียบมาสั่งก็สุดแล้วแต่ เพราะผมมีนิสัยเป็นคนดื้อมาตลอด

ความจริงแล้วการที่เรานำเอาการสมัครรับเลือกตั้งมาใช้ประโยชน์ก่อนอื่นนั้นนับว่าเรายังไม่พร้อมสำหรับการจัดการศึกษา แท้จริงแล้วถ้าเราเดินทวนกระแสด้วยการมีสติสัมปชัญญะ เราจะมีแนวทางที่ไม่เหมือนเดิม
ถ้าผมจะตั้งสมมติฐานขึ้นมาใหม่ว่าตัวผมเองไม่ยอมให้ใครเอาไปใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการสมัครรับเลือกตั้ง ใครจะว่าผมดื้อก็ช่างเขา แต่ตัวผมเองไม่ดื้อสำหรับสิ่งที่อยู่ในรากฐานจิตใจมาตลอดชีวิต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องการให้ผมมาสมัครรับเลือกตั้ง ผมไม่ยอมมาแล้ว หลายครั้งที่คนมาอ้อนวอน ทำไมจะต้องให้ผมไปสมัครรับเลือกตั้ง ถ้าผมเดินตามกระแสซึ่งฟังแล้วไปสมัครเข้าจริงๆ ผมก็เสียคนเนื่องจากผมถือมารยาทที่ดีเป็นที่ตั้งของการดำเนินชีวิตมาตลอด

แทนที่ผมจะสมัครเข้าไปรับการเลือกตั้งถ้าผมเผลอตัวก็ต้องติดกับดักแน่นอน กับดักอันนั้นก็คือมันทำให้ผมต้องคุยโว อวดตัวว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ เก่งอย่างนั้น เก่งอย่างนี้ คนอย่างผมไม่เคยทำและจะไม่ทำด้วย ถ้าขืนทำก็เท่ากับเสียรู้คนอื่น ทั้งนี้เพราะเหตุว่าถ้าไปสมัครรับเลือกตั้งแล้วก็ต้องเดินตามเส้นทางสายนี้ซึ่งถัดไปคงต้องคุยอวดตัวเอง เรื่องนี้ผมไม่ทำแน่เพราะมันเป็นมารยาทที่เลวทราม

การที่ผมเข้าไปเป็นรัฐมนตรีนั้นมีคนถามผมว่าเข้าไปเพราะเหตุใด

คำตอบจากผมก็คือ เพราะแต่ก่อนผมมองเห็นพฤติกรรมแต่เพียงภายนอก ถ้าผมเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วก็คงเห็นถึงพฤติกรรมที่อยู่ภายในของคนในวงการนี้

ผมนึกถึงช่วงที่เข้าไปรับงานเป็นรัฐมนตรี คุณชวน หลีกภัย ซึ่งรู้จักผมดีมานานพอสมควรถึงกับพูดว่า รัฐบาลชุดนี้ (ชุดพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์) ได้ผมเข้าไปอยู่ในคณะรัฐมนตรี นับว่าได้คะแนนนิยมสูงขึ้นจากประชาชนหลายฝ่าย

การที่คุณชวนเขียนจดหมายมาถึงผมแบบนี้ แสดงว่าคุณชวนเองท่านก็รู้จักผมดีมาในอดีตนานมากพอสมควร
แม้รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็ยังได้รับการชื่นชมยินดี ทั้งนี้เพราะเหตุว่ารัฐบาลชุดนี้มีประชาชนพูดกันว่า เพราะได้รับผมเข้าไปเป็นรัฐมนตรีจึงได้คะแนนนิยมสูง
เพราะเหตุใดก็เพราะเหตุว่าผมเป็นคนทำงานลงข้างล่างลูกเดียว

จะว่าลูกเดียวมันก็ไม่ถนัดเพราะอีกด้านหนึ่งนั้นผมไม่ต้องกำหนดตัวเอง เพราะธรรมชาติได้กำหนดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว มีส.ส.บางคนพูดว่า “อาจารย์ระพีเข้าถึงชาวบ้านยิ่งกว่าพวกเรา”

ขอโทษนะครับที่ผมนำเรื่องนี้มากล่าว หาใช่เพื่อต้องการอวดตัวเองไม่ แต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เนื่องจากการเข้าถึงชาวบ้านของผมนั้นมันช่วยให้ผมทำงานอย่างมีความสุขมาทุกโอกาส เพราะฉะนั้นแม้แต่การสนใจเรื่องกล้วยไม้ เพราะผมรู้แล้วว่าคนทั่วไปภายในโลกใบนี้ส่วนใหญ่สนใจกล้วยไม้อย่างกว้างขวาง เพราะฉะนั้นการที่ผมให้ความสนใจกล้วยไม้ก็เพราะเหตุว่าผมสนใจเรียนรู้จากเพื่อนมนุษย์ ครั้นสังเกตเห็นคนในโลกใบนี้สนใจเรื่องกล้วยไม้อย่างกว้างขวาง การที่ผมเอาตัวเข้าไปสัมผัสกับวงการกล้วยไม้ของสากล ยิ่งทำให้ตัวผมเองมีความคิดที่กว้างขวางมาก
เมื่อกว้างขวางก็ย่อมมีความลึกซึ้งติดตามมาอีก
การกำหนดความคิดตัวเองให้เกิดความรู้สึกที่กว้างขวางย่อมช่วยให้มีความลึกซึ้งติดตามมาด้วย

ถ้าผมจะพูดว่าความกว้างกับความลึกมันมีความเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกันก็ไม่น่าจะผิด หมายความว่าเมื่อความคิดยิ่งกว้าง สายตาที่มองวิถีการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกมันยิ่งไกลออกไปมากกว่าเก่า

นี่แหละครับที่ผมได้สิ่งเหล่านี้มาจากโลกภายนอก ครั้นนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง เราก็เริ่มมีวิสัยทัศน์ที่กว้างและไกลออกไปมากที่สุดด้วย

ผมไม่ได้สนใจกล้วยไม้เพราะกล้วยไม้ แต่ผมสนใจกล้วยไม้เพราะมันเป็นสื่อที่ช่วยให้ผมเรียนรู้เรื่องความหลากหลายของมนุษย์ซึ่งเป็นองค์รวม

หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวว่าการที่ผมสนใจกล้วยไม้นั้น ข้อเท็จจริงในการเรียนรู้มันไม่ได้อยู่ที่กล้วยไม้ แต่อยู่ที่การใช้วงการกล้วยไม้ช่วยพัฒนาให้รากฐานความคิดของตนเกิดวิสัยทัศน์ที่กว้างและไกลมากยิ่งขึ้น อันนับได้ว่าเป็นความคิดแบบสองชั้น เมื่อมีสองชั้นได้ก็ย่อมมีหลายชั้นได้ด้วยเป็นธรรมดา

เพราะฉะนั้นการนำเอางานประชุมกล้วยไม้ระดับโลกเข้ามาจัดในประเทศสยาม แท้จริงแล้วผมไม่ได้มีเป้าหมายในการทำงานอยู่ที่นี่ แต่ผมมีเป้าหมายในการทำงานเพื่อเจริญสติและปัญญามากกว่าของเก่า

การที่เราจะหาคนซึ่งมีความเหมาะสมเข้ามาบริหารงานในระดับสูง เราควรตั้งคณะทำงานอย่างที่เรียกกันว่า “แมวมอง” คณะแมวมองชุดนี้ต้องทำงานตลอดทั้งวัน ทั้งเดือน และทั้งปี ติดต่อกันหลายปีเพื่อแสวงหาคนดีมาทำงานอย่างเงียบๆ หรืออาจกล่าวว่าเราต้องมีคนแอบพิจารณาประสบการณ์ในการทำงานของผู้บริหารแต่ละคนอย่างลับๆ
ผมได้ผ่านงานมาหลายลักษณะ

ผู้ใหญ่สมัยก่อนแม้ทำงานคนเดียวแต่ความคิดก็เปรียบเสมือนคนส่วนใหญ่ดังเช่น ศาสตราจารย์อินทรี จันทรสถิตย์ ครูของผมคนหนึ่งซึ่งผมเห็นได้จากการปฏิบัติงานของท่าน ท่านมาทำงานแต่เช้าตรู่ ส่วนใหญ่เวลาหกโมงเช้าท่านจะมาถึงแล้ว ท่านเสาะหาความรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยใจคอของคนทำงานแต่ละคนโดยจะทำอย่างเงียบๆ ทุกวัน ผู้ใหญ่แบบนี้แม้คนเดียวก็เปรียบเสมือนคนหลายคนมาลงความเห็นอยู่ในจุดที่ต้องการ

กว่าจะกลับบ้านก็ถึงเวลาค่ำมากแล้ว (สามบูรพาจารย์ ถ้าหันหน้าเข้าหาอนุสาวรีย์ คนขวาสุดนั่นแหละ คือ ศาสตราจารย์อินทรี จันทรสถิตย์ ท่านทำงานโดยไม่มีวันหยุด)

โดยเฉพาะเราจะคัดคนดีได้ก็ด้วยการเสาะหาคนทำงานที่มีคนอื่นให้ความรักความสนิทสนมอย่างน่าทึ่ง
ท่านศาสตราจารย์อินทรี จันทรสถิตย์ ท่านมีลักษณะแบบนี้มานานแล้วและตัวผมเองก็สนใจทำแบบนี้มาตลอด กระทั่งการออกค่ายอาสาในชนบท

อนึ่ง เมื่อเช้าวันนี้ผมนั่งรถผ่านประตูด้านถนนพหลโยธินของเกษตรกลางบางเขนทำให้นึกได้ว่า มองเห็นแต่ความสกปรกโสมม รวมทั้งมีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา บ้างก็หยุดรถขวางกับคนโน้นขัดกับคนนี้ ผมนึกถึงอดีตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2485 เกษตรกลางบางเขนด้านถนนพหลโยธินไม่เคยมีสภาพอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว แม้จะเป็นประตูใหญ่มาก่อนแต่ก็แลเห็นคนเดินผ่านไปมาด้วยความเรียบร้อยอันถือได้ว่าเคารพต่อสถานที่ด้วย ยิ่งกว่านั้นก็คือการที่มาถึงช่วงนี้ปี พ.ศ. 2558 และได้แลเห็นคนเดินขวักไขว่ไปมาอีกทั้งทำสถานที่สกปรกเต็มไปหมด แสดงว่าการพัฒนาชนบทมันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ถ้าการพัฒนาชนบทประสบผลสำเร็จดีแล้ว ถนนพหลโยธินด้านนี้ของเกษตรศาสตร์กลางบางเขนคงไม่มีคนอพยพเข้ามาทำเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเช่นนี้ คิดให้ดีสิครับ แล้วให้หันกลับไปดูอีกด้านหนึ่ง ว่าสังคมไทยล้มเหลวสิ้นเชิง
ใช่ไหมครับ ผมนึกถึงช่วงที่ผมสมัครเข้าเรียนเกษตรเมื่อปี พ.ศ. 2482 เกษตรในช่วงนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังเป็นวิทยาลัยและอยู่ร่วมกันกับกระทรวงเกษตราธิการ แม้แต่การเรียนการสอนภายในสถาบันการศึกษาเราก็ได้ใช้ครูอาจารย์ซึ่งทำงานอยู่ในกระทรวงเกษตราธิการมาเป็นครูสอน สอนเสร็จแล้วจึงกลับไปทำงานวิจัย เพื่อจะได้เพิ่มพูนความรู้ความคิดให้เต็มเปี่ยมอยู่เสมอแล้วกลับมาสอนอีกครั้ง หมุนเวียนแบบนี้เราจะได้ครูที่ความรู้ไม่มีวันตกต่ำ แต่นี่เป็นเพราะเราไปเอาเยี่ยงอย่างจากอเมริกามาใช้ แทนที่จะทบทวนตัวเองแล้วมองที่พื้นดินซึ่งขาทั้งสองเรายืนหยัดอยู่ได้นั่นแหละ น่าจะทำให้รากฐานที่แท้จริงของประเทศสยามยังมั่นคงแน่นหนาอยู่ได้

อย่าลืมนะครับ มารยาทที่ดีนั้นสำคัญที่สุด ทั้งนี้เพราะผมระแวดระวังตัวเองอยู่เสมอจึงไม่ชอบใช้สิ่งแปลกปลอมจากภายนอก

ยิ่งกว่านั้นผมยังไม่ยอมเอาอย่างคนอื่น ยิ่งมีเงินมาล่อด้วยแล้วคงไม่มีทางสำเร็จแน่ ดีไม่ดีจะถูกผมโยนออกไปนอกบ้านก็ได้ คนอย่างผมกี่หมื่นกี่แสนล้านก็ไม่มีทางจะซื้อได้
ถ้าท่านอาจารย์อินทรี จันทรสถิตย์ ยังอยู่คงยืนยันได้ว่าประธานาธิบดีมาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ขณะนั้นส่งหัวคะแนนมาขอซื้อตัวผมซึ่งได้เงินมากกว่าจากรัฐบาลไทยหลายเท่าตัว แต่ขอโทษนะครับมาแบบนี้ผมคงไม่พูดด้วย เพราะผมมีบุคลิกที่สงวนตัวสงวนใจไว้สำหรับแผ่นดินไทยเท่านั้น
ครั้งใดถ้าเมืองไทยตกอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วง ครั้งนั้นแหละครับอาจได้ตัวผมเข้าไปต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ จนสำเร็จ

ท่านลองคิดดูก็แล้วกันว่าวันรับปริญญาของผมนั้น ผมนุ่งกางเกงขาดๆ หัวเข่าขาด ก้นขาด ปะแล้วปะอีก แต่ผมภูมิใจที่ผมยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องไปหลบซ่อนใครเพราะไม่มีความละอายอยู่กับเรื่องนี้

ความละอายเกี่ยวกับวัตถุและเงินตรานั้นคงไม่มีแน่ เพราะถ้าตัวเราภูมิใจในศักดิ์ศรีของเราเองแล้วเรื่องแบบี้มันจะชำรุดแค่ไหนมันก็เป็นเรื่องของมัน โปรดอย่าเอามาเป็นเครื่องมือดูถูกคนอื่นผมคงไม่ยอมแน่ พ่อผมสอนไว้อย่างนั้น

ห้องจัดทำหอประวัติศาสตราจารย์ระพี สาคริก
อาคารสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร

17 มิถุนายน 2558

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.