received_933260010050618
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2558 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดเสวนาเรื่อง“เมกะโปเจคภาคใต้ ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ข้อเท็จจริงจากภาครัฐ” โดยนายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่าท่าเรือปากบาราเป็นโครงการท่าเรือน้ำลึกที่มีการคิดพัฒนาโครงการมานานโดยภาครัฐวางแผนจะดำเนินการก่อสร้างแล้วให้เอกชนเป็นผู้บริหารจัดการ เดิมทีนั้นเป็นท่าเรือน้ำลึกบุโบย อำเภอละงู จังหวัดสตูล แต่เปลี่ยนสถานที่มาเป็นอ่าวปากบาราเนื่องจากการศึกษาทางวิศวกรรมศาสตร์พบว่ามีความเหมาะสมกว่า แต่ที่ยังเดินหน้าได้ไม่มากเพราะถูกกระแสต่อต้านจากชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนมากกังวลเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเรื่องการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมหนักเหมือนที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงคือ จากกรณีการสร้างท่าเรือปากบาราเป็นการสร้างแค่ท่าขนส่งสินค้าเหมือนกับท่าเรือคลองเตยเท่านั้น ไม่ใช่ท่าเรือใหญ่ที่รองรับนิคมอุตสาหกรรมเหมือนที่มาบตาพุด โดยปากบาราเป็นท่าเรือที่เชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งทางน้ำเพื่อลดค่าขนส่งทางบกในพื้นที่ทะเลอันดามัน

นายจุฬากล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าของโครงการท่าเรือน้ำลึกปาบารา ขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม(สนข.) อยู่ระหว่างของบกลางปี 2558 ประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ เอสอีเอ(Strategic Environmental Assessment: SEA) เพื่อวิเคราะห์ ประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การพัฒนานโยบาย แผน แผนงาน และโครงการขนาดใหญ่ในรายสาขา ที่บูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี และเปรียบเทียบทางเลือกในการตัดสินใจ ซึ่งยังไม่มีคณะทำงานเข้ามาดำเนินการทำแผนดังกล่าว แต่เบื้องต้น คือ การแบ่งงบประมาณของการทำเอสอีเอนั้น งบประมาณครึ่งหนึ่งจะถูกใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจในพื้นที่

อธิบดีกรมเจ้าท่ากล่าวว่า อย่างไรก็ตามยืนยันว่าท่าเรือปากบาราไม่ใช่ท่าเรือรองรับอุตสาหกรรมหนักเป็นเพียงท่าเรือสินค้าและมีอุตสาหกรรมเบาเท่านั้น มีท่อก๊าซบ้าง มีการถมทะเลบ้างแต่เชื่อว่าจะสามารถพัฒนาเป็นท่าเรือสีเขียวได้ โดยใช้ประโยชน์เพื่อการส่งสินค้าเท่านั้น ซึ่งตัวอย่างการฟื้นฟูท่าเรือสีเขียวนั้นมีให้เห็นบางส่วนที่แหลมฉบังที่สร้างมาแล้ว 20 ปี โดยมีเรือพาณิชย์บางส่วนที่ใช้ระบบขนส่งแบบไฟฟ้า ไม่เน้นเฉพาะน้ำมันที่ปล่อยน้ำเสียลงทะเล และเห็นได้ชัดว่าประชาชนอยู่ได้ โดยส่วนของท่าเรือปากบารานั้นมีความเป็นสีเขียวโดยตัวของท่าเรือยู่แล้ว เพราะเป็นเพียงท่าเรือส่งสินค้าไม่มีนิคมอุตสาหกรรม

received_932443843465568

“แน่นอนว่าช่วงการก่อสร้างนั้นอาจจะกระทบคนรุ่นปัจจุบันในระหว่างการก่อสร้างทำให้ต้องรับความเดือดร้อนไปสักระยะ แต่เมื่อสร้างเสร็จคุณค่าของท่าเรือจะเกิดขึ้นตามมาเอง และเป็นผลดีแก่คนรุ่นหลัง ตอนนี้คือท่าเรือปากบาราเป็นโครงการที่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก หมายถึงยังไม่มีเรื่องการเดินหน้าทำ ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ อีเอชไอเอ รวมทั้งยังไม่มีการเริ่มต้นเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงจังเพราะถูกคัดค้าน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากมีการเคาะงบประมาณลงตัวเชื่อว่าจะสามารถเริ่มต้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นได้ภายในตุลาคมนี้” อธิบดีกรมเจ้าท่ากล่าว

ด้านนายวุฒิชัย เจนการ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กล่าวว่า ในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (คชก.) เกี่ยวกับการทำอีเอชไอเอ และอีไอเอ นั้น เจ้าหน้าที่ของกรมฯ จะทำหน้าที่เสนอข้อมูลความอุดมสมบูรณ์ของทะเลสตูลและสภาพแวดล้อมโดยรอบของหาดเลน หาดโคลน และทางน้ำทะเลลึกแก่ที่ประชุม โดยมีการรวบรวมข้อมูลบางส่วนจากชาวบ้านในชุมชนเพื่อเสนอให้ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์ทรัพยากรที่อ่าวปากบาราและอุทยานแห่งชาติในพื้นที่ แต่กรมฯไม่มีอำนาจในการห้ามหรือยุติโครงการฯ เพราะเป็นเรื่องของนโยบายรัฐ เพียงแต่จะทำหน้าที่ในการเสนอข้อเท็จจริงตามที่มีในข้อมูลเท่านั้น

นายวุฒิชัย กล่าวว่า สำหรับทะเลสตูลนั้นมีโลมาอาศัยอยู่ โดยเจ้าหน้าที่มีการบันทึกข้อมูลไว้ว่า ได้ค้นพบโลมาอาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแถบจังหวัดสตูลแล้วประมาณกว่า 100 ตัว ขณะที่ข้อมูลโลมาทั้งทะเลอันดามันนั้นค้นพบมากกว่า 1,000 ตัว ซึ่งปัจจุบันหากทะเลใดมีโลมาหรือวาฬอาศัยอยู่ให้ชี้ชัดได้เลยว่ามีความสมบูรณ์ทางทรัพยากร ต่อมาก็เป็นทรัพยากรด้านอื่น เช่น ปะการังที่มีอยู่กระจายในอันดามันประมาณ 128,000 ไร่ และทรัพยากรที่โดดเด่นอีกประเภทคือหญ้าทะเลมีอยู่ราว 118,000 ไร่ ซึ่งมีอยู่มากกว่าฝั่งอ่าวไทย นอกจากนี้ทะเลอันดามันยังมีเกาะแก่งมากมายเป็นตัวยืนยันว่ามีความสมบูรณ์

ขณะที่นายไกรวุฒิ ชูสกุล ตัวแทนผู้ประกอบการจังหวัดสตูล ให้สัมภาษณ์ภายหลังเวทีเสวนาว่า กรณีวาทกรรมการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยให้ประชาชนรุ่นปัจจุบันยอมรับผลกระทบระหว่างก่อสร้างเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนภายหลังโครงการสร้างแล้วเสร็จไปราว 4-5 ปี หลังจากนั้นเดินหน้าเพื่อฟื้นฟูเป็นท่าเรือสีเขียวนั้นเป็นวาทกรรมเชิงนโยบายที่ใช้ไม่ได้ผลกับคนที่มีชีวิตผูกพันกับธรรมชาติอย่างคนสตูล โดยส่วนตัวมองว่าอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นแต่ละยุคแต่ละสมัยแตกต่างกัน ไม่สามารถฟื้นฟูหรือเยียวยาในคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งแทนกันได้ อย่างไรก็ตามกรณีการเดินหน้าทำอีเอชไอเอ และเอสอีเอของรัฐบาลไม่ว่าจะเกิดขึ้นช่วงใดก็ตาม ก็ย่อมสนับสนุนการก่อสร้าง จึงอาจเป็นไปได้ว่าการเตรียมเดินหน้าทำแผนดังกล่าวจะสร้างความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้นกว่าเดิมได้ เพราะอีเอชไอเอที่ไม่เป็นธรรมและอาศัยข้อมูลข้างเดียวไม่ก่อเกิดความยุติธรรมกับคนท้องถิ่น และเชื่อว่าแม้จะมีเวทีรับฟังความเห็นชาวบ้านก็ไม่ได้ต้องการเข้าร่วม หากรัฐบาลไม่เปิดใจรับฟังข้อมูลสองด้าน
/////////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.