
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมนำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางหลายสำนัก สำรวจพื้นที่ได้รับผลกระทบจากแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน หรือแผนแม่บทป่าไม้ และที่ดิน ในเขตอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็กที่เชื่อมโยง 8 อำเภอ 3 จังหวัด ได้แก่ อำเภอส่องดาว อำเภอวาริชภูมิ อำเภอนิคมน้ำอูน อำกุดบาก จังหวัดสกลนคร อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี อำเภอคำม่วง อำเภอสมเด็จจังหวัดกาฬสินธุ์
นอกจากนี้คณะสื่อมวลชนยังได้สำรวจพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูวง อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าบะยาว หนองหญ้าไซ ที่อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ทั้งนี้นายสวาท อุปะฮาด ผู้ประสานงานเครือข่ายไทบ้านฯ ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากมีการประกาศใช้คำสั่งคณะรักษความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการทวงคืนผืนป่าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน)ตั้งแต่ปลายปี 2557 ถึงกลางปี 2558 โดยจังหวัดสกลนครเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกรัฐใช้นโยบายทวงคืนผืนป่ามากที่สุด ซึ่งต้นเหตุของปัญหาการละเมิดสิทธิทำกินและที่อยู่อาศัยเริ่มขึ้นตั้งแต่ยุคเริ่มประกาศเขตอุทยานแห่งชาติและเขตป่าสงวนมาจนถึงยุคทวงคืนผืนป่า

นายสวาทกล่าวว่าเดิมทีพื้นที่อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เป็นพื้นที่สีแดงที่มีคอมมิวนิสต์เคลื่อนไหว จากนั้นชาวบ้านได้เริ่มบุกเบิกพื้นที่ทำกินและสร้างที่อยู่อาศัยในเวลาต่อมา โดยไม่มีเอกสารสิทธิในการครอบครองแต่อาศัยการสืบทอดตามสายเลือด กลายเป็นที่ดินมรกดต่อเนื่อง บางคนปลูกต้นไม้ ทั้งกล้วย มันสำปะหลัง พริก มะเขือ มะขาม ลำไย เงาะฯลฯ โดยมีการสืบทอดมรดกที่ดินต่อกันราว 3 รุ่น กระทั่งเดือนมิถุนายน ปี 2541 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ชาวบ้านแจ้งพิสูจน์สิทธิการครอบครอง โดยแจ้งความจำนงกับเขตป่าอนุรักษ์ทั้งอุทยานแห่งชาติและเขตป่าสงวน แต่ปรากฎว่าผลการพิสูจน์นั้นไม่เป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน จึงได้ยื่นเรื่องให้รัฐยกเลิกการพิสูจน์สิทธิ์ตามมติดังกล่าว
“ยุคนั้นผลการพิสูจน์ออกมา พบว่าบางคนมีที่ดิน 18 ไร่ พอผ่านการพิสูจน์เหลือแค่ 2 ไร่ ขณะที่บางคนเหลือแค่ 3 ตารางวา ชาวบ้านก็ไม่เอา เพราะไม่รู้จะทำอะไรที่ดินเหลือน้อยมาก จึงเสนอทางจังหวัดให้มีการพิสูจน์สิทธิ์ใหม่ที่เป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็นมากกว่าเดิม แต่ปรากฏว่ากระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ยังไม่ทันยุติ ก็มีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็กใน ปี 2552 ซึ่งชาวบ้านก็คัดค้านแต่ไม่สำเร็จ”
นายสวาทกล่าว นายสวาทกล่าวว่ายังมีบางคนที่ยังคงยึดพื้นที่ดินทำกินเช่นเดิม โดยส่วนมากที่ดินที่สร้างบ้านจะมีเอกสารสิทธิ์ แต่ที่ดินทำกินนั้นไม่มีเอกสารสิทธิ์แสดงการครอบครอง กระทั่งมาถึงยุค คสช. ก็มีการประกาศใช้แผนแม่บททวงคืนผืนป่า สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก หลายคนถูกทำลายพืชผลทางการเกษตร ขณะที่บางคนถูกฟ้องดำเนินคดีข้อหาบุกรุก และถูกห้ามเข้าเขตอุทยาน เขตป่าสงวนทั้งๆ ที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากแผนแม่บทฯซึ่งมี พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ มีมติชัดเจนว่าให้แต่ละจังหวัดชะลอการประกาศใช้แผนดังกล่าวก่อน จนกว่าจะร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขด้วยกัน แต่ปรากฏว่าภาคพื้นที่กลับไม่เคยปฏิบัติตาม

ด้านนางจันทรา บังหอม อายุ 82 ปี ชาวบ้านหนองแวง หมู่ 19 ตำบลวาริชภูมิ อำเภอวาริชภูมิ กล่าวว่าเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ตนเฝ้าบ้านให้ลูกชายที่ไปกรีดยาง ปรากฏว่าสายๆของวัน มีชาวบ้านวิ่งมาส่งข่าวว่าไร่ยางถูกตัดจนเกลี้ยง ทั้ง18 ไร่ โดยเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ยกกำลังเข้าป่าไร่ยางมากเป็นร้อยคน โดยอาศัยจังหวะเวลาช่วง ตี 5 เข้าไปตัดยางพร้อมๆกับกิจกรรมบวชป่าในพื้นที่อุทยานฯ ทั้งที่ชาวบ้านไม่ทราบว่ามีกิจกรรมในชุมชน พอทราบเรื่องตนก็ร้องไห้ทันทีเพราะสวนยางที่ปลูกมีอายุกว่า9 ปี และเพิ่งกรีดยางขายแค่ 2 ปี เท่านั้นยังไม่ทันได้ใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส) ก็กลับถูกทำลายจนหมดสิ้น นางจันทรากล่าวว่า ขณะนี้ตนและลูกชายจึงต้องแบกรับหนี้สินกว่า 2 แสนบาท โดยการกระทำของรัฐที่นตัดยางออกไปนั้นไม่เคยมีการแจ้งเตือนใดๆก่อน แต่พอไร่ของตนถูกตัดแล้วชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่กล้าเข้าป่าไปไร่อีกเลย อีกทั้งป่าอุทยานฯ และป่าสงวนก็ไม่มีใครกล้าไปทำไร่ เนื่องจากมีติดป้ายประกาศทวงคืนและประกาศแนวเขตรอบเขตอุทยานฯ ซึ่งชาวบ้านที่สกลนคร กาฬสินธุ์และอุดรธานี ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน
“ ใครๆ เขาก็หาว่าเราเป็นทุนใหญ่ แต่เรามีที่ดินแค่นี้ เดิมย่ามอบที่ดินให้พ่อแล้วเราก็รับมาจากพ่อ ตั้งแต่ปี 2525 เมื่อก่อนปลูกพริก มะเขือ กล้วย แล้วพอรัฐมาส่งเสริมก็มาปลูกยางหวังจะหาเงินใช้หนี้ ที่ดินของรามีหลักฐานว่าเป็นของครอบครัวยายเพราะมีต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ปลูกไว้ตั้งแต่ปี 2528 พอมาวันนี้เราโดนรัฐเขามาตัดไปหมด เราไม่รู้จะหันหน้าพึ่งใคร แต่ไม่นานลูกชายจะไปต่างจังหวัดเพื่อรับจ้างทำงานในไร่แล้ว เพราะเราไม่มีเงินซื้อข้าวกิน”นางจันทรา กล่าว ทั้งนี้ข้อมูลจากเครือข่ายไทบ้านไร้สิทธิฯ ระบุว่าขณะนี้ในภาคอีสานมีเกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งไล่รื้อที่อยู่อาศัย และทำลายพืชผลรวม 354 ราย