received_944633262246626
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ที่โรงแรมควีนพาเลซ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กลุ่มสิทธิมนุษยชนกะเหรี่ยง (Karen Human Rights Group หรือKHRG) ได้แถลงข่าวเปิดตัวรายงานชื่อว่า “With only voices, what can we do?” ซึ่งเป็นสถานการณ์การยึดแย่งที่ดินโดยมิชอบ โดยรัฐบาลพม่า, กลุ่มกองกำลังติดอาวุธกลุ่มต่างๆ รวมถึงกลุ่มทุนทั้งในประเทศพม่าและทุนข้ามชาติ ซึ่งเกิดขึ้นกับประชาชนในรัฐกะเหรี่ยง

นายซอ อาล เบอต์ ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลภาคสนามของ KHRG กล่าวว่า นับตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2555 ถึง เดือนมกราคม 2558 เกิดปัญหาการยึดแย่งที่ดิน หรือการบังคับเอาที่ดินเกิดขึ้นมากมายในรัฐกะเหรี่ยง หลังจากมีการลงนามการหยุดยิงระหว่างรัฐบาลพม่ากับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ( The Karen National Union หรือ KNU)ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2555 เพราะหลังจากมีการลงนาม รัฐบาลพม่าเริ่มเข้ามายึดที่ดินภายในรัฐกะเหรี่ยงผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ รวมถึงการดำเนินงานของกลุ่มทุน

นายซอ อาล เบอต์ กล่าวว่ารูปแบบการยึดเอาที่ดินที่เห็นได้ชัดในขณะนี้ได้แก่ 1.การสร้างโครงข่ายคมนาคม เช่น ถนนและสะพาน 2.การดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ต่างๆผ่านโครงการขนาดใหญ่ เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมเกษตร การเปิดสัมปทานเหมืองแร่และทำไม้ รวมถึงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ 3.การขยายพื้นที่ของทหาร และการสร้างฐานที่มั่นที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยกองทัพพม่า

“โครงการต่างๆ ที่ว่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน และทำให้ชาวบ้านในพื้นที่จนลง และพวกเขาต้องขายสัตว์เลี้ยงเพื่อความอยู่รอด เพราะที่ดินสำหรับเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ของพวกเขาต้องสูญเสียไปเพราะโครงการเหล่านี้ โดยที่รัฐบาลพม่า หรือกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องไม่ได้เยียวยาใดๆในเรื่องเหล่านี้เลย แม้หลายครั้งมีการรับปากและหลอกให้ชาวบ้านลงชื่อยินยอม” นายซอ อาล เบอต์ กล่าว

สภาพพื้นที่ใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตผาปูน ที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทอง
สภาพพื้นที่ใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตผาปูน ที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทอง

ขณะที่นายซอ เวเล หัวหน้าฝ่ายงานรณรงค์ของ KHRG กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างเขื่อนต่างๆ ในรัฐกะเหรี่ยงส่งผลให้ชาวบ้านต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศตนเอง กรณีตัวอย่างคือ การสร้างเขื่อนส่วยจีน ในเขตยองลีบิน ทางเหนือของภาคพะโค ประเทศพม่าที่มีผลกระทบถึงประชาชนในรัฐกะเหรี่ยงด้วย โดยการปิดสัมปทานทำไม้ให้กับกลุ่มทุน ส่งผลให้มีการทำไม้รุกเข้ามาในพื้นที่ป่าชุมชนของชาวบ้าน ในขณะที่พวกเขาสูญเสียที่ดินทำกิน ชาวบ้านยังไม่สามารถพึ่งพาป่าชุมชนของพวกเขาได้อีก แม้แต่ฟืนในการหุงต้มแทบไม่มีเหลือให้ชาวบ้านได้ใช้เลย

นายซอ เวเล กล่าวว่าการทำเหมืองแร่โดยเฉพาะเหมืองทองที่มีมากในเขตยองลีบิน และเขตผาปูน ทำให้แหล่งน้ำที่ชาวบ้านใช้ในการอุปโภคบริโภคปนเปื้อนสารพิษและเกิดปัญหาสุขภาพขึ้นมากในพื้นที่ ทั้งสารพิษสะสมในร่างกาย และโรคผิวหนัง แม้วันนี้รัฐบาลพม่ามีการตรากฎหมายที่ดินขึ้น แต่ยังไม่เห็นข้อกฎหมายที่จะปกป้องสิทธิของชุมชนและชาวบ้านในที่ดินตนเองเลย

นายซอ เวเล กล่าวว่ากองกำลังปกป้องชายแดนของรัฐบาลพม่า หรือ BGF ก็เป็นอีกกลุ่มที่เข้ายึดแย่งที่ดินจากชาวบ้าน โดยมีเหตุผลหลักๆ 3 ประเด็นคือ 1.เพื่อขยายฐานที่มั่น 2.เพื่อสร้างบ้านพักให้กับครอบครับทหารในสังกัดตนเอง 3.เพื่อเก็งกำไรขายให้กลุ่มทุนที่จะเข้ามาลงทุน ซึ่งนักลงทุนที่เข้ามายึดเอาที่ดินของชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนภายในประเทศพม่า หรือทุนข้ามชาติ ต่างขอหนังสืออนุมัติจากรัฐบาลกลางพม่า แล้วมาเจรจากลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่ โดยที่ชาวบ้านไม่มีสิทธิโต้งแย้งอะไร

“ขณะนี้ชาวบ้านเริ่มมีการทำหนังสือส่งไปยังรัฐบาลกลางของพม่า รวมถึงกองกำลังในพื้นที่อย่างเคเอ็นยู ระดับพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ช่วยหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน แต่ผลที่ได้รับคือ ชาวบ้านกลับถูกกดดันให้ยินยอมจากทั้งสองฝ่าย” นายซอ เวเล กล่าว

นายซอ เวเล กล่าวว่าทาง KHRG เรียกร้องว่า การจะดำเนินโครงการพัฒนาต่างๆ ในพื้นที่ชาวบ้าน ต้องมีการพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ด้วย เพราะชาวบ้านอยู่ในพื้นที่รู้เรื่องราว และสามารถคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดกับตนเองได้ ทั้งรัฐบาลพม่าและฝ่ายกองกำลังที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ต้องเคารพในสิทธิบนที่ดินของชาวบ้านโดยรัฐบาลพม่าต้องออกเอกสารสิทธิในการใช้ประโยชน์ของชาวบ้านและในการตรากฎหมายที่ดิน ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ผลัดถิ่น และผู้ลี้ภัยในประเทศไทยหากมีการส่งกลับด้วย และกองทัพรัฐบาลควรลดกำลังออกจากพื้นที่ชาวบ้าน รวมถึงชลอ หรือ ยกเลิกโครงการที่มีผลกระทบกับชาวบ้านในขณะนี้ และควรคำนึงถึงสิทธิของผู้ลี้ภัยหากมีการส่งกลับด้วย

/////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.