คาดออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบเกือบยกตำบลหนองกินเพล-บุ่งหวาย จี้รัฐเร่งคืนความเป็นธรรมให้ชาวบ้านหลังศาลวินิจฉัยเพิกถอนโฉนด ชี้ทำกันเป็นขบวนการใหญ่-แนะตั้งกก.สอบเอาผิด

11770508_947493571960595_1331619459_o

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้กรมที่ดินทำการเพิกถอนโฉนดที่ออกมาทับที่ดินของนางหนูเดือน แก้วบัวขาว ชาวบ้านหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ว่าเรื่องนี้มีความซับซ้อนอยู่พอสมควร แต่เห็นได้ชัดว่าชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมมาโดยตลอด โดยที่ดินของนางหนูเดือนถูกนำไปออกโฉนดโดยที่ตอนทำรังวัดไม่มีการลงนามรับรองจากที่ดินแปลงข้างเคียง ทำให้เห็นถึงการข้ามขั้นตอนของการเอกสารสิทธิ์ครั้งนี้

ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าวว่า การออกโฉนดให้กับนายทุนใหญ่เพียงตระกูลเดียวในพื้นที่นับหมื่นไร่ ถือได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะการแอบอ้างว่าชาวบ้านได้ขายให้กับนายทุนแล้ว แต่ในความเป็นจริงคือ ชาวบ้านยังทำมาหากินและอยู่ในพื้นที่เพราะไม่รู้ตัวว่าที่ดินถูกแอบนำไปออกโฉนด ถ้าขายจริงก็คงย้ายไปอยู่ที่อื่น ซึ่งเรื่องนี้ได้ทำกันเป็นขบวนการซึ่งมีทั้งครูและผู้ใหญ่บ้านในอดีตเข้าไปขอและรับซื้อใบจองจากชาวบ้านเพื่อนำเอาไปออกโฉนด แต่ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยยืนยันว่าไม่เคยขายใบจองหรือไม่ก็ขายแค่เพียงบางแปลง ดังนั้นเรื่องนี้จึงเกิดการฟ้องร้องขึ้น บางคำฟ้องยังฟ้องผิดแปลงด้วยซ้ำ

“ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ผมใช้งานวิจัยชิ้นนี้ไปพูดในวงสัมมนาให้ผู้พิพากษาฟัง 2 ครั้ง ซึ่งหลายคนให้ความสนใจมาก ผมพยายามชี้ให้เห็นว่าการที่ศาลเชื่อหลักฐานทางราชการคือโฉนดโดยไม่มีการตรวจสอบว่าโฉนดดังกล่าวได้มาถูกต้องหรือไม่ ทำให้คนจนจำนวนมากไม่ได้รับความเป็นธรรม ขณะที่กรมที่ดินเองก็พยายามปกปิดเอกสารต่างๆ มาโดยตลอด” ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าว

นักวิชาการผู้นี้ยังกล่าวด้วยว่า กรณีที่มีการออกโฉนดทับที่ดินชาวบ้านหนองกินเพลนับหมื่นไร่นั้น รัฐต้องเร่งให้ความเป็นธรรมต่อชาวบ้านโดยต้องมีการเพิกถอนโฉนดที่ออกโดยมิชอบในครั้งนี้ก่อน ซึ่งปัจจุบันที่ดินได้เปลี่ยนมือเพราะมีการซื้อขายไปหลายทอดแล้ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเยียวยาผู้ที่ซื้อไปด้วยเพราะคนเหล่านี้ต่างตกเป็นเหยื่อ ขณะเดียวกันต้องตั้งทีมขึ้นมาทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อเปิดเผยถึงการทุจริตครั้งนี้และนำคนผิดมาลงโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา

“ผมคิดว่าเรื่องนี้หากรัฐบาลเอาจริงก็จะสาวถึงตัวการใหญ่ได้ไม่ยากเพราะเอกสารหลักฐานต่างๆ ก็มีอยู่ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงขบวนการทางการเมืองที่ฉ้อโกงประชาชน เราควรเจาะลึกให้เห็นระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้น” ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าว

นายนิกร วีสเพ็ญ นักกฎหมายที่คอยให้คำปรึกษาชาวบ้านหนองกินเพล และกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่าปัญหาเกิดจากการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบเนื่องจากนายทุนที่เป็นนักการเมืองมาหลอกชาวบ้าน โดยนักการเมืองรายนี้ได้ประโยชน์ 2 เด้งคือได้รับเลือกให้เป็นส.ส.และยังได้ออกโฉนดที่ดินในนามภรรยาตัวเอง แต่ก็มีชาวบ้านบางส่วนขายใบจองให้นายทุนจริงๆ บางส่วนก็ถูกหลอก ซึ่งการออกโฉนดครั้งนี้มีหลายลักษณะแล้วเอามาจัดสรรขาย โดยบางส่วนได้มีการซื้อไปเป็นสวัสดิการของทหาร อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านก็ยังอาศัยทำกินอยู่ในที่ดิน แต่เมื่อผ่านไป 20 ปีที่ดินที่ไม่เคยมาทำประโยชน์เริ่มมีราคา ผู้ซื้อจึงกลับมาดูที่ดินที่ซื้อไว้ และมีการฟ้องร้องชาวบ้านที่ทำกินอยู่

“ก่อนหน้าที่ลูกชายของนายทุนใหญ่รายนี้ ได้ฟ้องขับไล่ชาวบ้าน จนมีคดีอยู่ในศาลหลายร้อยคดี แต่ต่อมาลูกนายทุนรายนี้ก็ถูกยิงตาย ชาวบ้านที่ถูกฟ้องก็มีทั้งที่แพ้และชนะขึ้นอยู่กับหลักฐานว่าใครดีกว่ากัน แต่เชื่อว่าการออกโฉนดน่าจะออกโดยมิชอบซึ่งเป็นการสมคบกันระหว่างนายทุนกับเจ้าพนักงานที่ดิน ที่เห็นชัดคือที่ดินของนายวิทยา-หนูเดือน แก้วบัวขาว เพราะยังมีใบจองเหมือนเดิม 91 ไร่ หากเป็นโฉนดก็ต้องยกเลิกใบจองไปแล้ว แต่นี่ยังอยู่ ที่น่าสนใจคือเมื่อศาลวินิจฉัยให้เพิกถอน 21 ไร่ เมื่อนำไปทาบบนแผนที่จริงก็จะไปทับกับโฉนดที่ออกโดยมิชอบ 30-40 แปลงซึ่งมีการซื้อขายเปลี่ยนมือมา ดังนั้นเจ้าของโฉนดก็ต้องไปฟ้องร้องเอากับผู้ขายอีกที เอาเข้าจริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เกี่ยวพันกับการเพิกถอนโฉนดที่มิชอบใน 2 ตำบลคือตำบลหนองกินเพลและตำบลบุ่งหวาย เราอยากให้มีการเพิกถอนยกตำบล” นายนิกร กล่าว

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.