received_968102069899745

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 นางสาวกุสุมา คำพิมพ์ ตัวแทนชาวบ้านห้วยกลทา ตำบลปากช่อง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดว่า ขณะนี้ชาวบ้านห้วยกลทา กำลังเผชิญกับความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรที่ดินของรัฐ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเมื่อไม่นานมานี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งต่อชาวบ้านที่ใช้ประโยชน์ที่ดินเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ที่มีเอกสารแบบภาษีบำรุงท้องที่ (ภบท.5) ให้ยุติการทำเกษตรกรรมทุกประเภทและไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นที่ดินในอำนาจของรัฐ ทั้งที่ในข้อเท็จจริงนั้น ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ ซึ่งเจ้าของที่ดินที่ครอบครองเอกสารสิทธิ์ ภบท.5 คือ นางไพรนา คำพิน มอบให้ชาวบ้านรายอื่นร่วมกันทำกิน โดยปัจจุบันชาวบ้านหลายรายก็เข้าไปปลูกไม้ผลหลายประเภท แต่ยังไม่ทันที่ไม้ผลจะเติบโต ก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเข้ายึดพื้นที่อีกแล้ว

นางสาวกุสุมากล่าวว่า การกระทำการยึดที่ดินแปลงรวมครั้งนี้ เกิดขึ้นตอนวันที่ 28 สิงหาคม เจ้าหน้าที่เอาเอกสารอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าไปให้นางไพรนา พิมพ์ลายนิ้วมือลงในเอกสาร แล้วบอกว่า ต่อไปห้ามยุ่งเกี่ยวในที่ดินดังกล่าว จากนั้นชาวบ้านก็ได้แต่นิ่งทำอะไรไม่ได้ ส่วนนางไพรพนา นั้นไม่มีความรู้ อ่านหนังสือไม่ออก ก็งงและสับสนเช่นกัน มารู้ตัวอีกทีถูกห้ามใช้ประโยชน์ที่ดินแล้ว ทั้งที่จริงแล้วที่ดินผืนเล็กๆ นี้เป็นที่ดินที่นางไพรนา ปล่อยเช่าให้ชาวบ้านรายอื่น แต่ด้วยทางเข้าที่ดินอยู่ไกลจากหมู่บ้านหลายกิโลเมตร ชาวบ้านที่เช่าจึงยกเลิกการทำกินในที่ดินแปลงนี้ นางไพรนาก็เลยคิดว่าปล่อยให้ชาวบ้านทำประโยชน์ร่วมกันจะดีกว่า เพราะชาวบ้านหลายคนนั้นมีที่ดินทำกินกันน้อย ครัวเรือนละ 1 ไร่ บางคนมีมากหน่อยก็ 10 ไร่ ชาวบ้านจึงใช้ที่ดินดังกล่าวในการทำเกษตรกรรมมาโดยตลอด เช่น ปลูกผัก ปลูกข้าวโพด เพื่อเลี้ยงชีพและแบ่งขาย แต่ระยะหลังเห็นว่าไม้ผลมีราคาดีก็ตัดสินใจมาปลูกมะม่วง มะขาม และมีข้าวโพดบ้างเป็นบางจุด คิดว่าไม่นานจะมีผลผลิตเกิดขึ้น แล้วพัฒนาเป็นศูนย์พันธุกรรมเกษตรชุมชนต่อไป แต่กลับถูกห้ามไม่ให้ทำเกษตรเสียก่อน ชาวบ้านได้แต่อยู่ด้วยความหวาดระแวง และไม่แน่ใจว่าจะต้องทำอย่างไรกับการลงทุนในการเกษตรช่วงที่ผ่านมา เพราะผลผลิตยังไม่มีให้เก็บขาย

นางสาวกุสุมา กล่าวด้วยว่า ปัญหาข้อพิพาทที่ดินของรัฐกับชาวบ้านนั้นมีมาโดยตลอด โดยครั้งแรกที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2548 นั้น ชาวบ้าน 13 คนที่มีอาชีพรับจ้างหักข้าวโพด โดยได้รับการจ้างงานจากผู้เช่าที่ดินแปลงดังกล่าวช่วงแรก แต่เจ้าหน้าที่ป่าไม้กลับดำเนินคดีข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐกับชาวบ้านที่เป็นเพียงลูกจ้างรายวันเท่านั้น การกระทำช่วงนั้นถือว่าขาดความยุติธรรมอย่างยิ่ง ชาวบ้านต้องเสียเงินต่อสู้นานแต่ก็แพ้คดีในที่สุด โดยครั้งนั้นศาลสั่งจำคุก 6 เดือน รอลงอาญา 2 ปี กระทั่งคดีสิ้นสุด ชาวบ้านได้ระแวงว่าจะมีข้อหาเพิ่มเติม จึงรวมตัวกันขอให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปทำแนวเขตและรังวัดที่แน่นอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ดูแลเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็ทำรังวัด และแนวเขตที่ชัดเจนแต่ในแนวเขตดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมที่ดิน 9 ไร่ของนางไพรนา ชาวบ้านจึงพัฒนาแปลงที่ดินมาโดยตลอดหวังจะใช้เป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ต่อไป แต่แผนพัฒนาทุกอย่างล้มลงเพราะการบริหารทรัพยากรของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งไม่เคยมีความชัดเจน

นางอรนุช ผลภิญโย ตัวแทนเครือข่ายไทบ้านไร้สิทธิภาคอีสาน กล่าวว่า กรณีดังกล่าวชาวบ้านหล่มสักเสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อแผนยึดคืนที่ดินซ้ำๆ คล้ายกับที่ดินแปลงอื่นทั่วประเทศ ซึ่งหากเป็นอย่างนี้ต่อไป ส่วนตัวเชื่อว่าคนที่เผชิญกับความทุกข์ที่ประกอบอาชีพไม่ได้คือคนจนๆ เสมอ ทางที่ดีรัฐควรมีกรอบการจัดการที่ชัดเจน ส่วนที่ดินแปลงใดที่ชาวบ้านจัดการได้แล้วก็ควรปล่อยให้ชาวบ้านทำต่อไป อย่างกรณีที่ดิน 9 ไร่ของบ้านห้วยกลทานี้ก็ไม่ควรจะใช้อำนาจใดมาให้ชาวบ้านลงนามหรือเซ็นชื่อในเอกสารที่ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง

————-

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.