Search

เสียงจากเมืองมะริด ความข้องใจในโรงไฟฟ้าถ่านหิน

image1-1

กว่าที่พวกเราจะเดินเท้าเข้าไปถึงจุดนัดหมายในหมู่บ้านมาวชอว์งได้ ก็ใช้เวลานานร่วมชั่วโมง เพราะฝนพรำและถนนลูกรังได้แปรสภาพเป็นโคลน แต่บรรยากาศสองข้างทางที่เป็นทุ่งนาสลับกับบ้านเรือนที่ปลูกเรียบง่ายของชาวบ้าน มีร่องน้ำขนานไปกับถนน เสียงน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำยามน้ำลง ช่วยสร้างความสดชื่นและลดอาการเหนื่อยล้าไปได้มาก

image2

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (26-28 สิงหาคม 2558) พวกเรากลุ่มนักข่าวจากเมืองไทยร่วมกันลงพื้นที่ที่เมืองมะริด ประเทศพม่าเพราะอยากทราบเสียงสะท้อนจากชาวบ้านและคนท้องถิ่นเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินโปรเจคยักษ์ซึ่งเป็นทุนไทยและผลิตไฟฟ้าส่งขายประเทศไทย
บ้านที่พวกเราไปถึงเป็นบ้านใต้ถุนสูง โดยมีชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านกว่า 50 คนมารวมกัน พวกเขาตั้งใจมากที่จะบอกเล่าเรื่องราวและความรู้สึกเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ชาวบ้านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน แม้จะทำให้พวกเขามีไฟฟ้าใช้ก็ตาม เพราะไม่อยากให้วิถีชีวิตทั้งการทำไร่ทำนาทำสวนและประมงต้องสูญหาย
“ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำปะปาเราก็อยู่กันได้ แต่ถ้าไม่มีไร่ ไม่มีนา ไม่มีสวน จับปลาไม่ได้ เราอยู่กันไม่ได้ ถ้าโรงงานไฟฟ้าถ่านหินดีจริง ทำไมไม่เอาไปสร้างที่จังหวัดประจวบฯ ทำไมถึงมาสร้างที่บ้านเรา”เป็นคำตอบและคำถามของชาวบ้านที่สร้างบรรยากาศได้อย่างเร้าใจ

image1
ชาวบ้านเล่าว่า พวกเขาเคยเข้าร่วมประชุมในเวทีที่บริษัทก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและรัฐบาลจัดขึ้น 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 และเดือนสิงหาคม 2557 โดยครั้งแรกชาวบ้านยังไม่รู้ข้อมูลใดๆเลยจึงแค่ไปรับฟัง พอกลับมาจึงเริ่มหาข้อมูลและพูดคุยกัน เมื่อเวทีครั้งที่ 2 จัดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2557 ชาวบ้านหลายหมู่บ้านกว่า 500 คนจึงเดินทางไปร่วมกันคัดค้าน

“พวกเราไม่เอาด้วยแน่ๆ แม้เขาบอกจะให้เราใช้ไฟฟรี แม้บริษัทจะกดดันด้วยวิธีการต่างๆ แต่พวกเราคุยกันแล้วว่าจะสู้จนถึงวาระสุดท้าย” ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าว พร้อมกับยกมือทำท่าเชือดคอตัวเองเหมือนประกาศสู้ตาย

“ทุกวันนี้เรามีรายได้จากการทำไร่ทำนาทำสวน ส่งลูกหลานเรียนหนังสือ หากเราไม่สามารถทำไร่ทำนาทำสวนได้ แล้วเราจะเอารายได้ที่ไหนส่งเสียลูกหลาน เอาอะไรมาเลี้ยงปากท้อง ถือว่าเป็นความสูญเสียที่พวกเรากลัวมากที่สุด”แม่บ้านอีกรายหนึ่งกล่าว

หลังจากพูดคุยกับชาวบ้านกว่า 1 ชั่วโมง ชาวบ้านได้พาคณะสื่อมวลชนเดินเท้าไปยังริมแม่น้ำตะนาวศรี เพื่อดูจุดก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน โดยตลอดสองข้างทางเป็นทุ่งนาเขียวชอุ่ม ขณะที่แม่น้ำตะนาวศรีมีน้ำเต็มปรี่ และชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังออกเรือหาปลาอยู่ เมื่อถึงริมฝั่งชาวบ้านได้พร้อมใจกันยกแขนเป็นรูปกากบาตรเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน

พวกเราออกจากหมู่บ้านในเวลาเย็นย่ำ ควันไฟจากเตาลอยฟุ้งเหนือบ้านหลายหลังกลางทุ่งนา ลิบๆ คือป่าต้นจากเขียวเข้ม ถัดไปคือเทือกเขาตะนาวศรีที่ทอดยาวกั้นพรมแดนสองประเทศ ถือว่าเป็นฉากที่งดงาม แต่ไม่รู้จะอยู่ได้นานแค่ไหน
วันรุ่งขึ้นพวกเรานัดเจอกับกลุ่มประชาคมมะริดและสื่อมวลชนท้องถิ่น รวมทั้งนักข่าวส่วนกลางที่เป็นคนท้องถิ่น ให้ความสนใจเข้าร่วมกันเต็มวง

“เขาเริ่มโฆษณาตั้งแต่ปี 2012 ว่าถ่านหินสะอาด แต่เราเห็นตัวอย่างการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดเล็กที่เกาะสองที่ส่งผลกระทบมากมาย เราจึงเริ่มรณรงค์และเดินขบวนคัดค้าน รวมทั้งทำหนังสือถึงผู้บริหาร ที่ผ่านมามีการขุดเจาะกาซส่งไปขายในไทย ขณะที่ไฟฟ้าที่ชาวบ้านใช้ยังแพงมาก แล้วจะมาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก อย่างนี้มันถูกต้องแล้วหรือ”นายอองนายอู แกนนำอดีตนักศึกษาปี 88 เล่าถึงการจัดขบวนและให้ความรู้ชาวมะริด

ปัจจุบันกลุ่มอดีตนักศึกษาปี 88 ค่อนข้างมีบทบาทในสังคมพม่าสูง ภายหลังจากการถูกปราบปรามใหญ่ พวกเขาบางส่วนหลบไปอยู่ต่างประเทศ บางส่วนติดคุก แต่ส่วนใหญ่กลับไปทำงานในพื้นที่ชนบท และคอยสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันเมื่อพม่าเปิดประเทศมากขึ้น ทำให้การช่วงชิงทรัพยากรท้องถิ่นเป็นไปอย่างรุนแรง

“พวกคุณมาทำข่าวให้กับหน่วยงานที่รับซื้อไฟของไทยหรือไม่” สื่อมวลชนท้องถิ่นรายหนึ่ง ถามพวกเราอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาเกิดความสงสัยที่เห็นพวกเราดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลไปรับฟังเสียงสะท้อนจากชาวบ้าน แต่เมื่ออธิบายบทบาทของสื่อมวลในบริบทของเรา เขาก็รับฟังด้วยดี

“จริงๆแล้วชาวมะริดใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 เมกกะวัตต์ ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าการสร้างโรงไฟฟ้าครั้งนี้เพื่อผลิตขายประเทศไทยเป็นหลัก และเชื่อว่าเป็นการจับมือกันระหว่างรัฐบาลกลางพม่ากับรัฐบาลไทยโดยตรง เพราะเราเห็นทูตไทยมาดูงานเรื่องนี้ที่มะริด แต่ในส่วนของพวกเราที่เป็นสื่อมวลชนก็พยายามให้ข้อมูลกับชาวบ้านมากที่สุด พร้อมทั้งรณรงค์กับประชาชนค่อนข้างมาก” สื่อมวลมะริดสะท้อนบทบาทของตัวเองที่ดำเนินอยู่

ขณะที่ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนมะริดบอกว่า ขณะนี้ยังต้องการข้อมูลอีกมาก เพราะจนถึงวันนี้บริษัทที่สร้างโรงไฟฟ้ายังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งๆที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ส่งผลกระทบกับชาวบ้านถึง 25 หมู่บ้าน กว่า 1 หมื่นคน

ภาพความตื่นตัวของชาวมะริดต่อโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,640 เมกกะวัตต์ ทำให้เรานึกถึงสายตาของชาวทวายเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนที่บริษัทเอกชนไทยได้รับสัมปทานโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษขนาดใหญ่ โดยที่ชาวทวายแทบไม่รู้รายละเอียดใดๆเลย ในครั้งนี้เราเข้าไปรับฟังเสียงสะท้อนของชาวบ้าน ซึ่งมีทั้งพระสงฆ์ นักวิชาการ อดีตนักศึกษาปี 88 และชาวบ้าน สายตาของพวกเขาในวันนั้น มีความเด็ดเดี่ยวเช่นเดียวกับชาวมะริดในวันนี้

แม้ทุกวันนี้พม่าได้เปิดประเทศมากขึ้น แต่ความซับซ้อนเรื่องเชื้อชาติ ชาติพันธุ์และโครงสร้างทางอำนาจ ยังยากที่จะเข้าใจ การที่จะเข้าไปตักตวงผลประโยชน์เพราะคิดเพียงว่าสามารถเข้าถึงขั้วอำนาจในรัฐบาลพม่าได้แล้วทุกอย่างจะผ่านฉลุย จึงเป็นเรื่องที่ควรคิดใหม่

ทุนที่ดีอย่างน้อยควรเคารพชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย มิฉะนั้นอาจสร้างความโกรธเกลียดให้เกิดขึ้นและต้องถอยออกมาอย่างเจ็บตัว

เรื่อง โลมาอิรวดี
ภาพ Transbordernews.in.th

///////////////////////