Search

มองการเลือกตั้งและสันติภาพในพม่า ผ่านขุนทุนอู แห่งพรรคหัวเสือ

พรรหัวเสือ-39

แม้วัยล่วงเลย 72 ปี แต่ “ขุนทุนอู” ยังคงกระฉับกระเฉงอยู่กับการเดินทางระหว่างย่างกุ้งกับรัฐฉานอยู่เป็นประจำ ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งใหญ่ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน ทำให้ขุนทุนอูต้องลงพื้นที่รัฐฉานช่วยลูกพรรคหาเสียงอย่างหนัก

image1-2

ขุนทุนอูเป็นประธานพรรค Shan Nationalities League for Democracy-SNLD หรือพรรคหัวเสือ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดของรัฐฉาน แม้ในศึกชิงชัยครั้งนี้ ขุนทุนอูและแกนนำพรรคจะไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะต้องการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาทำหน้าที่แทน แต่เหล่าผู้อาวุโสเหล่านี้ยังคงลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงอย่างเข้มข้น

ขุนทุนอูเกิดที่เมืองสี่ป้อ ภาคเหนือของรัฐฉานในตระกูลของเจ้าฟ้า แต่อาคือเจ้าจ่าแสง เจ้าฟ้าเมืองสี่ป้อและสมาชิกรัฐสภาพม่าที่ถูกจับกุมและบังคับให้หายสาบสูญในปี 1962 ในช่วงที่นายพลเนวินยึดอำนาจ

ขุนทุนอูต่อสู้ทางการเมืองมายาวนานเพื่ออิสรภาพของชาวไทยใหญ่ จนกระทั่งถูกทหารพม่าจับกุมและขังคุกเมื่อปี 2005 และได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 2012

“ในฐานะผู้ที่เคยเป็นนักโทษการเมืองมาก่อน เรารู้ว่ารัฐบาลพม่าหรือทหารพม่าปล่อยพวกเราออกมาจากคุกเพื่อที่จะมาช่วยสร้างกระบวนการสันติภาพให้เกิดขึ้นในประเทศ เพื่อให้เกิดความสันติเกิดขึ้นกับรัฐชาติพันธุ์ต่างๆ แต่ว่าปัญหาก็คือว่า รัฐบาลพม่ามีสัญญามากเกินไป สัญญาเต็มไปหมด แต่ว่าทุกอย่างที่คุยกันบนโต๊ะเจรจา อีกวันก็สามารถจะฉีกทิ้งได้เลย” ขุนทุนอูสะท้อนบรรยากาศทางการเมืองของพม่าโดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆและรัฐบาลพม่า

การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคหัวเสือได้ส่งผู้สมัครลงชิงชัยในรัฐฉานครบทั้ง 158 เขตเลือกตั้ง แม้ยังไม่มั่นใจว่า หากพรรคฝ่ายค้านและพรรคกลุ่มชาติพันธุ์ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายแล้วจะถูกล้มกระดานอีกหรือไม่ แต่ดูเหมือนการต่อสู้ทางการเมืองจะเป็นทางออกเดียวที่เห็นแสงสว่างมากที่สุด

“อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เรากังวลมากที่สุด เพราะว่าเรามีประสบการณ์ที่เลวร้ายที่ถูกยึดอำนาจเมื่อการเลือกตั้งเมื่อปี 1990 แล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ 25 เปอร์เซ็นต์เป็นทหารอยู่แล้ว ก็เท่ากับว่าพรรค USDP (พรรครัฐบาล) มี 25 เปอร์เซ็นต์บวกกับอีก 1 เปอร์เซ็นต์เป็น 26 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าโอกาสของเราจะเข้าไปแก้รัฐธรรมนูญนั้นมีน้อยเพราะว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องใช้เสียงในสภามากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์

“จริงๆ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 กองทัพก็แทบจะเรียกได้ว่ามีการยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จโดยที่ไม่ต้องขัดต่อกฏหมาย คือมันถูกต้องตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพราะว่าอำนาจที่มีให้เขาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญสูงมาก เขาจะเอาอำนาจคืนเมื่อไหร่ก็ได้”

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญที่พรรคหัวเสือใช้ในการรณรงค์หาเสียงครั้งนี้ เพราะเห็นถึงความเลวร้ายของรัฐธรรมที่ใช้ในปัจจุบัน นอกจากนี้ พรรคSNLD ยังมีเป้าหมายที่สำคัญอีก 2 ประการคือเรื่องการปกป้องรัฐฉาน และการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภาษา

ขณะนี้พรรคการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ รวมไปถึงพรรคNLD ของนางอองซานซูจี ต่างพูดถึงความร่วมมือกันไว้แบบหลวมๆ เพราะระยะหลังบทบาทของนางอองซานซูจีดูจะถูกตั้งคำถามเพิ่มขึ้นทุกวันสำหรับประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพม่า แต่การสนับสนุนนางก็ยังต้องดำเนินต่อไปเพื่อเป็นตัวชูโรงของกระบวนการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

“โครงสร้างทางการเมืองของประเทศนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปแล้ว อาจจะไม่เหมือนที่ต่างชาติคิดซะทีเดียว เพราะว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็เริ่มเรียนรู้แล้ว ได้ตระหนักแล้วว่า รัฐบาลทหารหรือกองทัพไม่สามารถไว้ใจได้แล้ว ถ้าเกิดมีความเป็นไปได้ที่จะไปร่วมมือกับพรรค NLD ซึ่งมันก็จะช่วยให้ขบวนการขับเคลื่อนของพลังทางประชาธิปไตยร่วมกันในระบบรัฐสภา

“ประชาชนชาวพม่าในเวลาปัจจุบันเห็นแล้วว่ารากของปัญหา โครงสร้างของมันก็คือตัวรัฐธรรมนูญและตัวกองทัพ รวมถึงโครงสร้างการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นแรงของประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แล้วก็นำไปสู่การเรียกร้องที่จะให้เกิด แรงที่เกิดขึ้นในสภาด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น เราส่งตัวแทนทุกพื้นที่ในรัฐฉาน หากว่าเราชนะการเลือกตั้งในรัฐฉานอย่างมาก ก็มีความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกับพรรค NLD

“ตอนนี้เรามีความเชื่อว่าเสียงในสภาเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ว่าเสียงเรียกร้องที่อยู่ด้านนอกสภานี่สิจะเป็นแรงสำคัญ เพราะฉะนั้นสองส่วนนี้จึงเคลื่อนเข้าหากัน พวกเราผู้บริหารพรรคสูงสุดทั้ง 5 ท่าน ก็เลยไม่ลงเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าพลังจากด้านนอกที่ขับเคลื่อนเข้าไปก็มีพลังได้เช่นเดียวกัน”

เมื่อถามว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อเรื่องการเจรจาสันติภาพหรือไม่ ขุนทุนอูมองว่าแม้ไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด แต่หากพรรคกลุ่มชาติพันธุ์หรือพรรคที่ไม่ใช่รัฐบาลได้รับการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ก็จะสามารถผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อเรื่องการเจรจาให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น

“กระบวนการเจรจาหยุดยิง ตอนนี้ยังเหลือ 6 กลุ่มที่ไม่ได้ร่วม และอีก 3 กลุ่มก็คือ โกก้าง ดาระอั้งหรือปะหล่อง และอาระกัน ที่ทางรัฐบาลพยายามบอกให้วางอาวุธซะก่อน ซึ่งเป็นการวางเงื่อนไขที่ไม่ได้ช่วยให้เกิดความไว้วางใจกัน ขณะเดียวกันกลุ่มที่เป็นสายเหยี่ยวของแต่ละกองกำลังก็ไม่ต้องการให้ลงนามอยู่แล้ว เพราะว่ายังคิดว่าน่าจะยังต่อสู้ต่อไป

“ถ้าไม่มีการรวมกลุ่มทุกกลุ่มในการเจรจาต่อรอง ก็จะไม่มีการผลักดันให้เกิดการลงนาม ที่ผ่านมารัฐบาลแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่เคยรักษาสัญญา ดังนั้นการที่จะผลักดัน ถ้าพรุ่งนี้จะเปลี่ยนใจ การผลักดันให้หยุดยิงมันก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะลงนาม พรุ่งนี้แล้ว เขาก็อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ ดังนั้น ถ้าเกิดเราไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะผลักดันให้เกิดขบวนการสันติภาพ มันก็ยังมีช่องว่างอยู่มากระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ คนพม่า และรัฐบาลพม่า

“เราเรียกร้อง 3 อย่าง คือ 1.หากทำข้อตกลงหยุดยิง ต้องหยุดยิงทั้งหมด ไม่ใช่ว่าเหลือบางกลุ่มที่ยังสู้รบอยู่ 2.สัญญาต้องเป็นสัญญา 3.ความเชื่อถือ ความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างกลุ่มต่างๆ ตอนนี้ช่องว่างที่เห็นขยายกว้างมาก ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างพม่าเอง กับกลุ่มชนชาติต่างๆ”
ภายหลังจากที่พม่าเปิดประเทศมากขึ้น ประเด็นความขัดแย้งหนึ่งที่ประทุไปทั่วประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์คือเรื่องการที่รัฐบาลพม่าจับมือกับทุนต่างชาติให้เข้าไปดำเนินโครงการที่แย่งชิงทรัพยากรท้องถิ่นและทำลายชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ เขื่อน โรงไฟฟ้า บ่อน้ำมัน ก๊าซ

“ถ้าเราชนะก็คงไม่ต่อต้านทุกๆการลงทุน เพราะว่าการลงทุนที่ดีก็มี แต่ก็จะพยายามหาผู้ลงทุนที่มีความรับผิดชอบและได้มาตรฐานสากล ตอนนี้ที่มีปัญหาก็เพราะว่ารัฐบาลกลางพยายามผลักดันให้เกิดโครงการใหญ่ๆ โดยที่ไม่ได้มีการทำประชาพิจารณ์ ไม่ได้ถามประชาชนเลย เห็นได้ชัดอย่างโครงการต่างๆที่ลงไปที่แม่น้ำสาละวิน

“ตอนนี้เราเห็นรัฐบาลกลางลงนามในการลงทุน เป็นการลงนามที่ไม่สนใจคนท้องถิ่น เป็นการขุดเอาทรัพยากรธรรมชาติออกไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็สร้างความเสียหายมากมายให้กับพื้นที่ ลุ่มน้ำที่เป็นอันดับต้นๆที่พรรคหัวเสือดูแลที่ให้ความสำคัญมาก ก็คือลุ่มน้ำสาละวิน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของรัฐฉาน

“เราอยากขอให้มีสิทธิในการจัดการตนเอง ทั้งในเรื่องการปกครองและสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของตัวเอง ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งบนดินและใต้ดิน อะไรๆก็ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลกลางก่อน ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือต้องกระจายอำนาจ ไม่อย่างนั้นแล้วปัญหาทุกอย่างก็จะดำเนินต่อไป บางปัญหาเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลจากข้างนอกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย”

——-
เรื่องและภาพ โดยโลมาอิระวดี
———