received_973463736030245

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2558 นางสาวสำรวย ธรรมวิช ชาวตำบลวังโพรง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก หลานสาวนายสมคิด ธรรมพเวช อดีตคนงานเหมืองทองอัครา รีสอร์ทเซส พร้อมญาติรายอื่นเดินทางยื่นหนังสือพร้อมส่งมอบศพแก่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กทม.โดยมีเจ้าหน้าที่มารับหนังสือแทน เพื่อผ่าชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต

นางสาวสำรวย กล่าวว่า หลังจากนายสมคิดเสียชีวิตในวัย 58 ปี ตนและญาติคนอื่นๆ ได้ทำตามเจตจำนงค์ของนายสมคิด ด้วยการมอบศพให้เป็นกรณีศึกษา โดยให้แพทย์ใช้ได้ตามระยะเวลาที่ต้องการ แต่แพทย์ยืนยันว่า จะใช้เวลาผ่าพิสูจน์แค่ 1 วัน โดยกำหนดผ่าวันจันทร์ จากนั้นจะส่งศพให้ญาติดำเนินพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งในวันพรุ่งนี้(12 กันยายน)จะส่งศพกลับบ้านเกิดได้ จากนั้นรอระยะเวลาในการทดสอบทางห้องวิทยาศาสตร์การแพทย์อย่างละเอียด อีกครั้ง เพื่อรายงานผลโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม อยากให้กรณีศึกษาเหยื่อเหมืองทองคำ ให้รู้ว่าเหมืองมีความอันตรายและน่ากลัว ที่สำคัญอยากให้รู้ว่าการประกอบกิจการไม่มีจริยธรรมและความรับผิดชอบเป็นอย่างไร ที่สำคัญควรที่จะยกเลิกสัมปทานเหมืองได้แล้วเนื่องจากมีเหยื่อเคราะห์ร้ายมากมาย ที่สำคัญชาวบ้านไม่มีแผ่นดินจะมอบให้ใครมาสร้างความมั่งคั่งอีกแล้ว

“อาทำงานให้เหมืองมาราว 13 ปี อาตายไม่มีอะไรเหลือเลย ตอนอาป่วย เขาทรมานมาก เหมืองกดดันให้ออก แล้วบอกว่าถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็รักษาตัวไป ถ้าดีขึ้นกลับมาทำงานได้ เหมืองเขาไม่ไล่ออก แต่กดดันทางอ้อม อารักษาตัวหลายแสนบาท เงินทั้งหมดเป็นเงินประกันสังคมที่กลายเป็นเงินออมกระทั่งตอนตาย คนที่เหมืองก็ยังเฉย หลังจากนี้ครอบครัวอาอาจจะต้องย้ายบ้านไปที่อื่น เพื่อทำใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”สำรวยกล่าว

นางสาวสมพร เพ็งคำ นักวิจัยสมทบ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่กรมอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ หรือ กพร. เตรียมที่จะเปิดสัมปทานเหมืองแร่ทองคำ 300 แปลง แก่ผู้ประกอบการ เนื่องจากเป็นนโยบายสำคัญที่ยังไม่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม อีกทั้งผลกระทบด้านสุขภาพละสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากเหมืองทองในปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา จึงต้องการให้รัฐบาลยกเลิกการเปิดสัมปทานครั้งนี้ออกไปก่อน เพื่อกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์ในการจัดการทรัพยากรแร่ของประเทศใหม่

“การรับฟังความคิดเห็นที่กำลังจะจัดขึ้น ไม่ใช่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การจัดเวทีให้ชาวบ้านได้พูดเพียง 3 หรือ 4 ชั่วโมงนั้นมันเป็นแค่การที่รัฐพยายามสร้างความชอบธรรมในการเปิดสัมปทานเท่านั้น การมีส่วนร่วมจริงๆ ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางของการวางนโยบายแร่ทองคำของประเทศ” นางสาวสมพร กล่าว

นักวิจัยรายนี้กล่าวต่อว่า รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียดการสำรวจแร่ทั่วประเทศว่าในแต่ละจังหวัดมีแร่ชนิดใดบ้าง แล้วจึงสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมขึ้นใหม่ในทุกภาพส่วน โดยต้องมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาตร์(Strategic Environmental Impact Assessment) หรือ SEA ที่จะนำข้อมูลไปถ่วงดุลในการจัดทำยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรแร่ทองคำของประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาแต่ละพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนและศักยภาพที่มีอยู่อย่างเหมาะสม โดยจะทำให้เกิดการเลือกว่าพื้นที่ใดเหมาะกับการทำเหมือง หรือควรอนุรักษ์ไว้เป็นพื้นที่ผลิตอาหาร หรือพื้นที่ป่าต้นน้ำ

“กฎหมายไทยยังไม่มีการบังคับให้มีการวางนโยบายและประเมินผลกระทบอย่างมีส่วนร่วม แม้จะมี EIA หรือ EHIA แต่นั่นเป็นเพียงกระบวนการหรือมาตรการลดผลกระทบเท่านั้น การมีส่วนร่วมจึงต้องเริ่มตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์แร่ของประเทศใหม่ ที่ไม่ใช่มองแค่การให้สัมปทานแก่เอกชนเท่านั้น ควรวางแนวทางว่าจะจัดการกับทรัพยากรแร่อย่างไรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่นั้นๆ มีการประเมินผลกระทบ คำนึงถึงสิทธิชุมชนและประโยชน์สาธารณะ ดูว่าชุมชนกำหนดการพัฒนาพื้นที่ไว้อย่างไร และต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของคนในประเทศด้วย หากมีความเสี่ยงก็ต้องสร้างทางเลือก” นักวิจัยกล่าว

///////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.