received_975534735823145
ผมมีโอกาสไปเมืองมะริดหน้าฝนปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเก็บข้อมูลเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน หลังจากลงพื้นที่เมืองทวายเมื่อ 2 ปีก่อน

ใต้ท้องฟ้าสีหม่นเทา สายฝนพรำเป็นห้วงๆ อากาศเย็นสบายไม่ร้อนอ้าวเหมือนกรุงเทพฯแม้เป็นฤดูกาลเดียวกัน
ชาวมะริดให้ความเป็นกันเองกับคนต่างถิ่นมากทีเดียว ยิ้มแย้มทันทีที่รู้ว่ามาจากเมืองไทย ใครพอพูดไทยได้ก็จะทักทายก่อน

ในระนาบเดียวกันบนเส้นรุ้งโลก มีเพียงการแต่งกาย ภาษา และแป้ง “ทานาคา”บนแก้มเท่านั้นที่ทำให้คนมะริดต่างกับคนระนอง

มะริดตั้งอยู่ภาคตะนาวศรี ทางตอนใต้ของประเทศเมียนมาร์ มีอะไรหลายอย่างเหมือนเมืองทวาย อาศัยการประมง และเกษตรกรรมเป็นเส้นเลือดหลักหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในเมือง และชนบท

received_975534702489815

จะต่างกันตรงมะริดไม่ใช่ศูนย์การปกครองในอดีต จึงมีขนาดไม่ใหญ่เท่าทวาย แทบไม่มีอาคารสถาปัตยกรรมแบบ “โคโลเนียล” (รูปแบบอาคารยุคอาณานิคมอังกฤษ)เหมือนทวาย มนต์ขลังของอดีตจึงมีเพียงบ้านเรือนไม้อายุ 50-100 ปีเท่านั้น เสียดายหลายหลังถูกทิ้งร้างผุพัง หรือไม่ก็ถูกทุบทิ้งสร้างอาคารสมัยใหม่ทับ

ช่วงนี้เมืองเริ่มขยายตัว มีการก่อสร้างอาคารใหม่ โรงแรม ฯลฯ รองรับการค้าการลงทุน แต่ยังไม่ชัดว่ามุ่งการท่องเที่ยวหรือเปล่า เพราะที่นี่ คุณใช้เวลาเพียงวันเดียวก็เดินทั่วเมืองไหว้วัดใหญ่ 2-3 แห่งหมดแล้ว ที่สำคัญไม่มีหาดทรายในฝันให้สัมผัสนอกจากเลนสีคล้ำสลับป่าโกงกางและป่าจาก

แต่ที่นี่ยังมีจุดแข็งตรงเกาะน้อยใหญ่ราว 2,000 แห่งกลางทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดีย พวกนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักเท่านั้นนิยมใช้เกาะสองเป็นจุดผ่านไปรีสอร์ตหรูบนเกาะไม่กี่แห่งที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล หาได้ใช้ตัวเมืองมะริดเป็นจุดผ่านไม่

เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวรัฐบาลพม่าเตรียมแผนให้สัมปทานลงทุนสร้างรีสอร์ตและโรงแรมบนเกาะเพิ่มขึ้นเหมือน “มัลดีฟ” และเล็งใช้มะริดเป็นประตูผ่านเสริมกับเกาะสอง ตรงนี้ทำให้ต้องขยายสาธารณูปโภคสาธารณูปการรองรับ

แต่แผนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องมีไฟฟ้ารองรับพอเพียง ขณะที่ทุกวันนี้เมืองมะริดใช้ไฟฟ้าพลังงานก๊าซและน้ำมันเตาเป็นหลัก กำลังการผลิตพอรองรับเมืองขนาดปัจจุบันเท่านั้น แต่ที่ว่าพอดีๆก็ยังดับเกือบทุกชั่วโมงตลอด 2 วันที่ร่วมกับคณะสื่อมวลชนลงเก็บข้อมูลโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,640 เมกกะวัตต์ที่กำลังจะสร้างห่างจากตัวเมืองไป 25 กิโลเมตร

ความจริงพม่าดูดก๊าซในทะเลขึ้นมาใช้ได้มากมายมหาศาล สามารถป้อนโรงไฟฟ้าแห่งใหม่มะริดได้สบายๆ แต่ผู้เกี่ยวข้องกลับคิดวิปริต จะนำเข้าถ่านหินราคาถูกจากอินโดนีเซียมาใช้แทน เนื่องจากคิดว่าส่งก๊าซขายไทยได้ราคาดีกว่าผลิตไฟฟ้าขายคนพม่าใช้ราคาถูก

“อ่อง นาย อู” ภาคประชาสังคม ในนาม “กลุ่ม 88” ประจำเมืองมะริด ยืนยันแล้วว่า มะริดใช้ไฟฟ้าอย่างมากแค่ 50 เมกะวัตต์เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ถึง 2,640 เมกะวัตต์ ดังนั้นไฟฟ้าที่ได้มาจึงส่งขายไทยแทบทั้งหมด ดูแล้วยังไงก็ไม่คุ้มค่าเมื่อแลกกับหลายชีวิตที่จะได้รับผลกระทบ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รัฐขุดก๊าซจากทะเลมะริดส่งขายไทยอยู่แล้ว ขณะที่ชาวบ้านแทบไม่ได้ประโยชน์เลย แล้วยังจะมาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่นี่อีก ทำไมไม่ไปสร้างที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

คนมะริดส่วนใหญ่คิดไม่ต่างกับอ่อง นาย อู จึงเคลื่อนไหวคัดค้านเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อเนื่อง

ผมไม่ใช่คนมะริด แต่เมื่อได้ทราบเรื่องเหล่านี้ นอกจากรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมแล้ว ยังรู้สึกละอายใจตัวเองในฐานะมีส่วนได้รับประโยชน์ด้วย

จึงอยากถามแทนคนมะริดว่า ทำไมรัฐบาลพม่าถึงให้สัมปทาน 30 ปีแก่บริษัท อันดามันเพาเวอร์ แอนด์ ยูทิลิตี้ จำกัด ของไทย สร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานก๊าซป้อนนิคมอุตสาหกรรมทวายในเฟสแรกได้ แต่ทำไมกลับอนุมัติบริษัทไทยอีกเจ้ามายัดเยียดถ่านหินให้คนมะริด?

มิหนำซ้ำ ก๊าซและไฟฟ้าที่ผลิตได้ที่นี่ก็มิได้นำมาพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองอย่างเต็มกำลัง กลับจะต้องมาทนรับผลกระทบจากมลภาวะแทนคนไทยไปชั่วชีวิต

ภาคภูมิ ป้องภัย/มติชน หน้า 10 /15 กย.255
————————————

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.