received_975630575813561

เมื่อวันที่ 15 กันยายน นางสาวชนัญชิดา ลิ้มนนทกุล ตัวแทนชาวบ้านที่คัดค้านเหมืองทองคำ จังหวัดพิจิตร ได้เดินทางไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด (กรุงเทพใต้)เพื่อรายงานตัวต่อสำนักงานอัยการสูงสุดภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวนทุ่งมหาเมฆ กรุงเทพฯ ได้สรุปสำนวนสั่งฟ้องนางสาวชนัญดาในฐานะแกนนำคัดค้านเหมืองทองฯ ตามที่บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) แจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท กรณีนำชาวบ้านรอบเหมืองทองกว่า 300 คน ยื่นร้องเรียนต่อสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย เมื่อปี 2556 โดยมีแม่ครอบครัวและตัวแทนภาคเครือข่ายภาคประชาชนบางส่วนเดินทางไปร่วมให้กำลังใจในการรายงานตัวครั้งนี้ด้วย

นางสาวชนัญชิดา กล่าวว่า วันนี้ได้รับกำลังใจจากคนในครอบครัว และเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์หลายคน โดยส่วนตัวไม่ได้กังวลหรือเกรงกลัวข้อหาใด ซึ่งวันนี้ได้แสดงตัวให้สำนักงานอัยการสูงสุดรับทราบ ซึ่งทางสำนักงานฯ ได้นัดฟังผลว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ ในเดือนตุลาคม 2558 ซึ่งตนจะกลับไปรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เคยทำกิจกรรมกับภาคประชาชนปี 2556 เพื่อนำเสนออีกครั้ง อย่างไรก็ตามยืนยันว่า การเคลื่อนไหวครั้งนั้นร่วมกับพี่น้องรอบเหมืองทำเพื่อปกป้องบ้านเกิด และไม่ได้หมิ่นประมาทฝ่ายใด รวมทั้งไม่ได้โฆษณาให้ร้ายตามที่บริษัทอัคราฯแจ้งความ แต่การเคลื่อนไหวหน้าสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย เป็นการทำเพื่อแจ้งข่าวและร้องทุกข์ของชาวบ้าน ภายหลังทราบว่าบริษัทอัคราฯ มีเจ้าของเป็นคนออสเตรเลีย ซึ่งขณะนั้นชาวบ้านขาดที่พึ่ง และเผชิญวิกฤตหลายด้าน ทั้งสุขภาพ สิ่งแวดล้อม จึงได้รวมตัวกันเพื่อเคลื่อนไหวให้สาธารณะรับรู้ และประเทศออสเตรเลียก็ควรรับรู้ด้วยว่าคนในประเทศมาทำอะไรไว้ในประเทศไทย

“คนป่วยมีให้เห็นในช่วงนั้นจริงๆ ว่า มลพิษของเหมืองส่งผลแค่ไหน แต่พอมาปีนี้มีคนตาย มีผลตรวจเลือดชาวบ้าน หลักฐานก็ยิ่งชัดว่าส่งผลจริงๆ ดังนั้นเรามีสิทธิพิทักษ์ชีวิตตัวเอง ครั้งนั้นเราไปร้องขอชีวิตของเรา ขอให้บริษัทฯ รับผิดชอบ หยุดทำร้ายเราแค่นั้น ไม่ได้ไปด่าใคร หรือโฆษณาชวนเชื่อเพื่อปลุกระดมทำลายภาพลักษณ์บริษัท ซึ่งมีข่าวปรากฏตามสื่อสาธารณะมากมาย” นางสาวชนัญชิดา กล่าว

นางสาวชนัญชิดา กล่าวด้วยว่า การฟ้องคดีดังกล่าวเป็นกระบวนการที่บริษัทฯ ฟ้องมานานแล้ว เป็นข้อหาเดียวกันกับนางสาวสื่อกัญญา ธีระชาติดำรง เคยถูกดำเนินการและศาลได้ยกฟ้องไปแล้ว แต่ส่วนของตนนั้นเพิ่งมาถึงขั้นตอนส่งสำนวนฟ้อง เชื่อว่าการดำเนินการของบริษัทฯ ในครั้งนี้เป็นการทำเนื่องจากต้องการสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นกับชาวบ้าน คล้ายกับเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อสร้างความสะเทือนให้วงการประชาชน เนื่องจากขณะนี้ตนเป็นโจทก์ฟ้องดำเนินคดีหน่วยงานหลายส่วนที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการเหมืองแร่ เช่น กรณีฟ้องศาลปกครอง ที่อดีตอธิบดีกรมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ (กพร.) ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคดีก็ยังไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันจะสู้ต่อไป โดยใช้หลักกฎหมายอย่างรอบคอบ

อนึ่ง สำหรับที่มาของการฟ้องดำเนินคดีนั้น สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 ชาวบ้านในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ ประมาณ 300 คน นำโดยตัวแทนผู้ป่วยและผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ตลอดจนตัวแทนชาวบ้านที่ถูกบริษัทอัคราฯ ฟ้องฐานบุกรุกและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ได้เคลื่อนขบวนไปยื่นหนังสือที่สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เขตสาทร กทม. เพื่อคัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำ และใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์เพื่อกิจการเหมืองแร่ ของบริษัท อัคราฯ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Kingsgate Consolidate สัญชาติออสเตรเลีย ที่ได้รับประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่ทองคำครอบคลุมพื้นที่ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และบริเวณใกล้เคียงมานานกว่า 10 ปี ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรและสุขภาพของคนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ประเทศเจ้าของทุนได้รับทราบ และดำเนินการประสานงานไปยังบริษัทดังกล่าวให้ยุติกิจการ ตลอดจนรับผิดชอบต่อผลเสียหายที่เกิดขึ้น โดยมี นายมาร์ค สเลเตอร์ เลขานุการเอกอัครราชทูตเป็นผู้รับเรื่อง

///////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.