เมื่อวันที่ 21 กัยายน 2564 นายเสนาะ สุขจำเริญ อดีตผู้ใหญ่บ้านบ่อไร่ ต.หนองศาลา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เปิดเผยว่า เมื่อปี 2562 ได้มีผู้บุกรุกทำลายป่าชายเลนบริเวณคลองตากบ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่าง อ.ชะอำและ อ.ท่ายาง และอยู่ติดชายทะเล ตนจึงไปแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้ระงับเหตุ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าตนไม่มีหน้าที่แจ้งความได้ โดยต้องให้เจ้าของพื้นที่มาดำเนินการแจ้งความ ตนจึงเดินทางไปร้องเรียนยังศูนย์ดำรงธรรมอำเภอชะอำ ซึ่งศูนย์ดำรงธรรมก็บอกว่าไม่มีหน้าที่เช่นกันและให้ไปแจ้งที่สำนักงานป่าชายเลน อำเภอบ้านแหลม และอำเภอชะอำ ตนก็เดินทางไปทั้ง 2 แห่งก็บอกไม่ใช่หน้าที่ ตนจึงกลับมาที่ศูนย์ดำรงธรรมอีกครั้งและได้รับคำแนะนำว่าให้ไปที่สำนักงานเจ้าท่า จ.เพชรบุรี ซึ่งตนเดินทางไป แต่เขาก็บอกว่าไม่ใช่หน้าที่ ตนจึงเดินทางไปยังสำนักงานนิคมสหกรณ์ก็บอกไม่ใช่หน้าที่ และเมื่อไปยังสำนักรักษาพันธุ์ไม้แก่งกระจาน และสำนักงานที่ดิน ต่างก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ รวมแล้วตนเดินทางไปถึง 8 แห่งต่างก็บอกว่าไม่ใช่หน้าที่หรือจะรับผิดชอบแจ้งความได้

“ผมไม่รู้จะทำอย่างไร เพื่อที่จะรักษาพื้นที่คลองตากบไว้ให้ได้เพราะจากบริเวณนี้มีนายทุนมาซื้อที่ดินไว้กว่า 3 หมื่นไร่ในเขตอำเภอท่ายางและชะอำ และพื้นที่ป่าชายเลนเสียหายไปเยอะ คลองตากบก็ถูกกลบ ผมจึงทำป้ายเพื่อแสดงอาณาเขตคลองและป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกอีก แต่กลับถูกคัดค้านจาก อบต.หนองศาลา สำนักงานอำเภอชะอำ และสำนักงานเจ้าท่าเพชรบุรี เขาบอกว่าผมทำป้ายหลักเขตไม่ได้เพราะบุกรุกคลอง ผมจึงถามว่าแล้วทำไมตอนให้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุกถึงไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าของ เขาบอกว่าตอนนั้นไม่รู้ แต่ตอนนี้รู้แล้ว เขาแจ้งให้ผมหยุดทำ ผมเห็นว่าผู้ที่บุกรุกไม่มีใครทำอะไรเขาได้ ผมจึงทำอนุสาวรีย์ขึ้นมาใหม่จากเดิมที่เป็นป้ายเพื่อสดุดี โดยเป็นรูปสัตว์ 2 ชนิดคือตัวแรกเป็นรูปปั้นหมาแต่มีหัวเป็นคน และอีกตัวเป็นรูปปั้นตัวเงินตัวทองหัวเป็นคน เพื่อสดุดีให้เห็นว่าคนที่บุกรุกเป็นคนดี แต่ผมซึ่งเป็นผู้คัดค้านการบุกรุกป่าชายเลนจะต้องติดคุกติดตะราง ผมคงต้องติดคุกเพราะสำนักงานเจ้าท่าและอำเภอชะอำบอกว่าผมบุกรุกพื้นที่สาธารณะ แต่คนที่บุกรุกหากมีเงินมีทองหรือมีอิทธิพลนั้นไม่เป็นไร แต่พอชาวบ้านออกมาคัดค้านการกระทำที่ไม่ถูกต้องและทำป้ายแนวเขตก็โดนข้อหาบุกรุก” นายเสนาะ กล่าว

อนึ่ง เมื่อปี 2538 บริษัทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใหญ่แห่งหนึ่งได้เข้ามากว้านซื้อที่ดินในอำเภอชะอำและอำเภอท่ายาง รวมประมาณ 40,000 ไร่ และต่อมาในปี 2553 ได้มีการปรับพื้นที่ขนานใหญ่ ทำให้เกิดข้อพิพาทกับชาวบ้านบ่อไร่ซึ่งนำโดยนายเสนาะ เนื่องจากมีการทำลายป่าชายเลนบริเวณคลองตากบซึ่งเป็นพื้นที่จอดเรือของชาวบ้าน นอกจากนี้ยังมีการเกลี่ยพื้นที่ทับถนนที่ชาวบ้านใช้สัญจรเพื่อทำให้ที่ดินกลายเป็นผื่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีแหล่งโบราณสถานสมัยทวารวดีซึ่งกรมศิลปากรได้ลงมาตรวจสอบแล้ว แต่กลับถูกปรับเกลี่ยพื้นที่จนโบราณสถานดังกล่าวหายไป


อ่านข่าวเพิ่มเติม

https://transbordernews.in.th/home/?p=23081

https://transbordernews.in.th/home/?p=23085

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.