สำนักข่าวชายขอบ
Transborder News

ขบวนมนุษยธรรม ที่ถูกตั้งคำถาม

The questionable humanitarian caravan

ภาสกร จำลองราช
(English below)

คำแถลงที่แสดงจุดยืน 6 ข้อของคณะกรรมการกลางสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ภายหลังจากกิจกรรมปล่อยขบวนรถบรรเทาทุกข์ของทางการไทยเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่หนีภัยการสู้รบใน 3 หมู่บ้านในรัฐกะเหรี่ยง

คำแถลงของ KNU แม้มีเนื้อหาชื่นชมและขอบคุณการส่งต่อความช่วยเหลือครั้งนี้ แต่ยังไม่เห็นด้วยกับการให้กาชาดพม่าเข้ามาเป็นตัวละครในครั้งนี้ ที่สำคัญคำแถลงฉบับนี้ได้พาดพิงถึงกองทัพบกไทยที่มีส่วนในการส่งมอบความช่วยเหลือ

วันรุ่งขึ้น KNU ได้เปลี่ยนแปลงแถลงการณ์ฉบับใหม่ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เหมือนเดิม เพียงแต่ตัดคำว่า “กองทัพบกไทย”ออกไป

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้สะท้อนความอ่อนไหวและการระมัดระวังตัวอย่างยิ่งของกองทัพบกไทยในการมีปฏิสัมพันธ์ใดๆกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ

เช่นเดียวกับบริเวณด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 2 อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อเช้าวันที่ 25 มีนาคม 2567 ซึ่งมีพิธี “คิกออฟ”ปล่อยขบวนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากไทยสู่เมียนมา บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีผู้คนมากหน้าหลายตามาร่วมงาน โดยคณะใหญ่คือกระทรวงการต่างประเทศไทยนำโดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่ตัวแทนฝั่งเมียนมาคือนายอู โอง ไว ประธานสภากาชาดเมียนมา สาขาเมียวดี

รูปแบบการช่วยเหลือครั้งนี้ถูกป่าวประกาศว่าเป็นการส่งมอบสิ่งของผ่านกาชาดไทยและกาชาดเมียนมา ไปยังผู้หนีภัยการสู้รบที่กำลังเดือดร้อน

ขณะที่กองทัพบกได้นำสื่อมวลชนคณะใหญ่จากกรุงเทพฯนั่งเครื่องบินของกองทัพไปร่วมทำข่าวในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนต่างชาติหลายสำนักข่าว

ท่ามกลางผู้คนหลากหลายที่มาร่วมงาน ยังมีคนสำคัญในกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ด้วย เพียงแต่เลือกที่จะไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ เนื่องจากได้รับการขอร้องจากหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลไทยให้ “เบื้องหลัง “ของกิจกรรมระเบียงมนุษยธรรมในครั้งนี้เป็น “เรื่องลับ” เพราะเกรงจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับสภาบริหารแห่งรัฐเมียนมา หรือ SAC(State Administration Council)

ความใกล้ชิดระหว่าง พล.อ.มิน อ่อง หลาย ผู้นำกองทัพพม่าและผู้นำเหล่าทัพของไทย รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีไทยได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด เพราะความสัมพันธ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะภายหลังจากที่กองทัพพม่าทำรัฐประหารเมื่อ 3 ปีก่อน และได้กลายเป็นจุดหักเหครั้งใหญ่ที่ส่งผลต่อการถอยร่นของกองทัพพม่า

ขณะที่กองทัพของกลุ่มชาติพันธุ์และฝ่ายต่อต้านได้เติบโตเพิ่มขึ้นทุกวัน

การที่กองทัพไทยและหน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงให้น้ำหนักหรือบทบาทกับ พล.อ.มิน อ่อง หลาย และ SAC จึงถูกตั้งคำถามมากมาย เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วตลอดชายแดนกว่า 2 พันกิโลเมตรของไทยที่ติดเมียนมาเป็นอาณาเขตของรัฐชาติพันธุ์

ประชาชนตลอดแนวชายแดนทั้งสองฟากต่างก็เป็นเครือญาติกัน แต่การให้ความสำคัญยังอยู่ที่กรุงเนปิดอว์ ทำให้การแก้ไขปัญหาตลอดแนวชายแดนไทยต้านตะวันตกเต็มไปด้วยความขลุกขลักและผิดทิศผิดทางมาโดยตลอด

กรณีการช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกขบวนการมาเฟียจีนเทาหลอกไปทำงานในเมืองเล่าก์ก่าย เขตปกครองโกก้างในรัฐฉานเหนือ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลไทยมุ่งแต่ประสานงานโดยตรงกับ SAC เพื่อให้ช่วยเหลือเหยื่อคนไทย แต่ในเขตโกก้างเป็นเขตที่อิทธิพลของ SAC ถูกขับไล่ออกหมดแล้ว ดังนั้นเหยื่อคนไทยจึงต้องรอคอยการช่วยเหลือนานนับเดือนทั้งๆที่สถานการณ์อยู่ในช่วงวิกฤตที่เกิดการสู้รบกัน ในที่สุดคนไทยกลุ่มนี้ต้องหนีออกมาเองในช่วงชุลมุนของการสู้รบ และได้รับความช่วยเหลือจากกองกำลังชาติพันธุ์จนสามารถกลับคืนสู่ประเทศไทยโดยนั่งเรือมาตามลำน้ำโขง

กระบวนการให้ความช่วยเหลือครั้งนี้แทบจะไม่เกี่ยวข้องใดๆกับ SAC เลย

รัฐบาลทหารพม่าสูญเสีย “อำนาจรัฐ”ในพื้นที่ชายแดนรอบประเทศ ดังนั้นการที่รัฐไทยยังคงมุ่งมั่นการแก้ปัญหาด้วยวิธีการรัฐต่อรัฐ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลง

“ความเกรงใจ”ของผู้กุมนโยบายด้านความมั่นคงของไทยที่มีต่อ พล.อ.มิน อ่อง หลาย และ SAC ไม่ได้มีประโยชน์หรือผลดีต่อการแก้ไขปัญหาตลอดชายแดนไทย-พม่าเลย

แตกต่างจากรัฐบาลจีนที่เล่นบทบาททางการทูตหลายหน้า ด้านหนึ่งเขาใกล้ชิดกับ SACเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ใหญ่หลวงของตัวเองในประเทศเมียนมา แต่ด้านหนึ่งเขาสนับสนุนกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ให้บุกทลายธุรกิจสีเทาในชายแดนเมียนมาเพราะประชาชนของเขาเดือดร้อนจากแหล่งอาชญากรรมริมรั้วบ้าน

จีนยังสนับสนุนให้กลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ที่มีความใกล้ชิดกับเขาขยายอิทธิพลออกไปกว้างขวางจนถึงชายแดนไทยด้านจ.เชียงรายและเชียงใหม่

เมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ทางการจีนสามารถส่งเครื่องบินมารับคนของเขาที่ถูกต้มตุ๋นหลอกลวงมาทำงานในแหล่งอาชญากรรมริมแม่น้ำเมย เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา โดยประสานตรงกับผู้นำกองกำลังชาติพันธุ์

คนจีน 886 คนถูกนำตัวออกจากเมียวดี โดยการดูแลของกองกำลังกะเหรี่ยงผ่านเข้าชายแดนไทยและขึ้นเครื่องบินกลับประเทศอย่างฉลุย โดยรัฐบาลทหารพม่าได้แต่มองอยู่ห่างๆ

คำถามคือทำไมทางการจีนถึงสามารถปฏิบัติการในลักษณะนี้ได้ โดยที่ SAC ไม่มีปฏิกริยาใดๆ

ขณะที่ปฏิบัติการส่งต่อความช่วยเหลือของทางการไทยในครั้งนี้ แม้จะเป็นเรื่องมนุษยธรรมส่งข้าวของไปให้ชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนจากการสู้รบ แต่กระทรวงการต่างประเทศและผู้นำกองทัพไทยต่างระมัดระวังเป็นพิเศษจนกลายเป็นปัญหา

พื้นที่ 3 หมู่บ้านที่ส่งความช่วยเหลือเข้าไปนั้น อยู่ในเขตอิทธิพลของกองทัพกะเหรี่ยง KNU และเส้นทางลำเลียงยังต้องผ่านพื้นที่ของกะเหรี่ยง BGF

ขบวนรถลำเลียงความช่วยเหลือจะไปถึงมือชาวบ้านไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มกองกำลังเหล่านี้ ถามว่าทุกวันนี้รัฐบาลไทยให้น้ำหนักความสำคัญกับรัฐชาติพันธุ์ไว้อย่างไร

นโยบายทางการทูตของไทยที่ยังให้น้ำหนักอยู่ที่ SAC มากเกินไป ทำให้เราต้องสูญเสียโอกาสดีๆเพื่อบ้านเมืองมากมาย

———————–

The questionable humanitarian caravan

By Paskorn Jumlongrach

The 6-point statement was initially issued by the Karen National Union (KNU)’s Central Executive Committee on 27 March 2024 following the launch of a caravan of trucks to bring humanitarian assistance to address the need of the villagers who have fled from armed conflicts in three villages in Karen State of Myanmar/Burma.

Although in its original statement, the KNU expresses its appreciation and gratitude toward this assistance, it does not agree with the involvement of the Myanmar Red Cross Society (MRCS). Most importantly, this statement mentions the role of the Royal Thai army regarding the delivery of such assistance.

On the following day though, the KNU reissued the statement, while retaining much of the previous contents, the mentions of “Royal Thai Army” were left out.

Such situation reflects the sensitivity and precaution the Royal Thai Army adheres to with regard to appearing to have any relationship with various armed ethnic organizations in Myanmar.

At the border checkpoint of the 2nd Thailand-Myanmar Friendship Bridge, Mae Sot, Tak in the morning of 25 March 2024 where the “kickoff” ceremony to launch the caravan of humanitarian assistance from Thailand to Myanmar was to take place, it was filled with such jovial and celebratory vibe with the attendance of various people, particularly delegation from Thailand led by Vice Minister for Foreign Affairs Sihasak Phuangketkeow and the Myanmar delegation led by the Myawaddy MRCS Chair.

Such delivery of assistance has been touted as the handover of humanitarian assistance between the Thai Red Cross Society and its counterpart in Myanmar destined to those affected and fleeing from war.

Meanwhile, the Royal Thai Army has brought an army of media from Bangkok on its aircraft to cover the event which also attracted attention from various international media outlets.

Amidst the various delegations at the event, prominent figures from the ethnic armed groups were present as observers falling shorting from making their appearance conspicuous to the public. They have been asked by the Thai security agencies to only stay “low profile” during the launch of the Thailand-led humanitarian corridor. It was claimed there was “confidential information” which might affect the relations between the Thai government and the Myanmar’s State Administration Council (SAC).

The cozy relationship between the Myanmar Army Chief Senior General Min Aung Hlaing and a former Thai Prime Minister has frequently been subject to criticisms since it has affected the formulation of policies concerned with public interest, particularly, in the wake of the military coup led by the Myanmar Army three years ago, which was a pivotal moment that has led to the retreat of the Myanmar Army’s forces.

Meanwhile, the ethnic armed groups and other opposition groups are seeing a rapid growth of their forces.

That the Thai armed forces and security agencies still place an importance on the role of Senior General Min Aung Hlaing and the SAC has led to many questions since in reality much of the land along the more than 2,000 kilometers of the border shared between the two countries has been subject to the control of ethnic states.

People along both sides of the border share deep kindships. But the importance being placed on Naypyidaw has impeded and misled efforts to solve problems along Thailand’s Western border.

A case in point is the rescue of victims of the Chinese Mafia who were lured to work in Laukkaing Township, Kokang Self-Administered Zone in Northern Shan State. So far, Thailand has only focused on coordinating directly with the SAC to rescue the Thai victims, even though Kokang which used to be under control of SAC has now seen the purge of all the Myanmar Army’s forces. This explains why the Thai victims continued to wait for help months after the fierce battle to seize control of the township from the Myanmar Army. Eventually, these Thai people decided to make an escape on their own amidst the chaotic situation of armed conflict and have been later rescued by the ethnic armed groups who helped to bring them back to Thailand through the Mekong River.

Such rescue operation has nothing to do with the SAC.

The Myanmar regime has lost its “power” over the borderland around the country. Therefore, by focusing on solving the problems through a government-to-government approach, it will not yield any benefits to Thailand since it does not reflect the changed reality.

The respect that the Thai security policy makers show toward Senior General Min Aung Hlaing and the SAC yields no benefits as far as the effort to solve the problems along the Thailand-Myanmar border is concerned. 

On the contrary, the Chinese government adopts a multipronged diplomacy. While retaining a close relation with the SAC in order to protect its vested interest in the country, the Chinese government also gave a tacit support to the Three Brotherhood Alliance to crack down on the underworld businesses along the border with Myanmar since its people have been affected by such mafia hub nestled right at its border.

China continues to give its support to the ethnic armed groups being close to them in their attempt to expand their control toward the land at the border with Chiang Rai and Chiang Mai.

As of February 2024, China sent an aircraft to bring back its people who have been lured to work for the scammers along the Moei River in Myawaddy’s Myanmar. Such rescue operation was made possible through direct coordination with leaders of the ethnic armed groups.

These 886 Chinese nationals were repatriated from Myawaddy with help from the Karen armed forces and were brought across the border to Thailand and boarded the plane smoothly back to their country while the Myanmar military regime could only watch from afar.

The question is how could China carry out such operation while not eliciting any negative reaction from the SAC?

Even though the delivery of assistance by Thailand this time is merely a handover of humanitarian assistance to the villagers affected by the armed conflicts, but the Thai Ministry for Foreign Affairs and leaders of armed forces have taken such precaution to avoid any problem with the SAC.

 The three villages, the destination of this humanitarian assistance, are subject to the control of the KNU’s armed forces and the transportation route is going through the area under the Karen BGF’s control as well.

Such caravan of humanitarian assistance will certainly not make it through to the hand of the villagers without help from the armed groups. The question is how much importance should the Thai government give to these ethnic states?

By implementing a diplomacy that places too much importance on the SAC, it will make Thailand to lose many good opportunities to work for public good.

On Key

Related Posts

โฆษก KNU ประกาศไม่เหลือพื้นที่เจรจาให้ SAC ระบุต้องรบให้ชนะเท่านั้น ชวนประชาชนร่วมกำจัดปีศาจร้ายออกจากแผ่นดินกอทูเล เผยพยายามให้กระทบเศรษฐกิจน้อยที่สุด “เศรษฐา” ตั้งกก.ชุดใหญ่ติดตามดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในพม่า ให้ปานปรีย์เป็นประธาน

วันที่ 18 เมษายน 2567 พะโดซอตอนี (Padoh Saw Taw NeRead More →

NUG เชื่อการปฏิวัติเข้าใกล้ชัยชนะ ส่งจดหมายกระชับไมตรีกองทัพว้า ชื่นชมมีส่วนสำคัญถอนรากSAC จับตาความเปลี่ยนแปลงภายหลังทูตจีนพบอดีต 3 นายพลผู้นำพม่า

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 สำนักข่าว Irrawaddy รายRead More →

นักวิชาการหลายสถาบันเห็นพ้องทบทวนโครงการผันน้ำยวม ชี้ไม่คุ้มค่าการลงทุนนับแสนล้าน-ปริมาณน้ำไม่พอ-อีไอเอไม่คลอบคลุม ชาวบ้านผู้รับผลกระทบวอนให้ลงดูพื้นที่จริง

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 เวลา 9.00 น. ที่ห้องประRead More →